เทศกาลปีใหม่มาถึงอีกครั้งหนึ่ง หลายๆคนที่ผมรู้จักได้ถือโอกาสของโอกาสพิเศษ (Special Occasion) นี้ในการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในทางที่ดีขึ้น เราสามารถเรียกการตัดสินใจประเภทนี้ว่า “New Year’s Resolution” ตัวอย่างของ New Year’s Resolution เช่น “ปีใหม่นี้ฉันจะต้องผอมให้ได้” หรือ “ปีใหม่นี้ผมจะเลิกสูบบุหรี่ให้ได้” เป็นต้น แต่คำถามก็คือ จะมีสักกี่คนที่สามารถทำ.ให้ New Year’s Resolutions ที่ตนตั้งไว้นั้น ประสบความสำเร็จได้
แนวคิดหนึ่งของทฤษฎีเกม (Game Theory) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผมชอบแนวคิดหนึ่งก็คือ “กลยุทธ์การตกลงไว้ล่วงหน้า” (Strategic Precommitment) เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ผมขอยกกรณีตัวอย่างของแนวคิดนี้มาให้เพื่อเข้าใจโดยสังเขปดังนี้ครับ
“สมมติให้มีชายคนหนึ่ง มาพร้อมกับระเบิดเดินเข้าไปในธนาคารแห่งหนึ่ง
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะปล้นธนาคาร โดยชายคนนั้นขู่กับเจ้าหน้าที่ของธนาคารว่า
จะระเบิดตัวเอง (รวมทั้งคนอื่นๆ) ถ้าเจ้าหน้าที่ธนาคารไม่ยอมส่งเงินมาให้”
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ชายคนนี้พยายามที่จะสร้างความเชื่อถือ (Credibility) กับเจ้าหน้าที่ธนาคารให้เชื่อ เพื่อที่ว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารจะส่งเงินให้กับตนตามที่ต้องการ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า Strategic Precommitment คือการสร้างทางเลือกที่เป็น “ต้นทุน” อย่างหนึ่งให้กับตัวผู้เลือกเพื่อเป็นการสร้าง “อำนาจการต่อรอง” (Bargaining Power) เพื่อทำให้ตัวผู้เลือกนั้นสามารถประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ (Outcome)
อีกตัวอย่างหนึ่งของ Strategic Precommitment ที่ทุกท่านเคยทราบมาอยู่แล้วก็คือ “ในกรณีที่สมเด็จพระเจ้าตากสินได้สั่งให้ทหาร “ทุบหม้อข้าว” เสียก่อนที่จะยกทัพเข้าไปตีเมืองจันทบุรี และในท้ายที่สุด ด้วยกลยุทธ์การซื้อใจดังกล่าว กองทหารของพระเจ้าตากสินก็สามารถตีเมืองจันทบุรีได้สำเร็จ” ดังนั้นจะเห็นได้ว่า Strategic Precommitment ก็คือการตัดสินใจในการสร้าง “ต้นทุน” ขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้ผู้เลือกนั้นบรรลุผลลัพธ์ (Outcome) ที่ตั้งไว้
ในหลายๆบทความที่ผ่านมาของคอลัมน์ทันเศรษฐกิจนี้ ผมพยายามหยิบยกแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) มาอธิบายอย่างต่อเนื่อง โดยศาสตร์นี้ได้อธิบายว่า มนุษย์จะคำนึงถึงผลได้ (Benefit) และผลเสีย (Cost) ก่อนและจะตัดสินใจเลือกในทางเลือกที่ตนเชื่อว่าจะได้รับผลได้มากกว่าผลเสียที่จะเกิดขึ้นตามมา ดังนั้นแนวคิดทางด้าน Strategic Precommitment ของทฤษฎีเกม จึงสอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ว่าด้วยการสร้างผลเสียหรือต้นทุนแก่ผู้เลือกในการที่ผู้เลือกที่จะได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการ
ดังนั้น (กลับมาเรื่องของ New Year’s Resolution) จะเห็นได้ว่า ในการที่จะทำให้ New Year’s Resolution ของแต่ละท่านประสบความสำเร็จได้นั้น การใช้แนวคิดทาง Strategic Precommitment เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาปฏิบัติได้ โดยเน้นไปที่การสร้าง “ต้นทุน” จากการทำ New Year’s Resolution ผมเผอิญได้อ่านงานเขียนชิ้นหนึ่งของ Mike Moffatt ที่เขียนลงในเว็บไซต์ www.economics.about.com โดยได้กล่าวถึงวิธีการในการทำให้ New Year’s Resolution ประสบความสำเร็จ ซึ่งผมคิดว่าเป็นแนวทางที่น่าสนใจ โดยท่านผู้อ่านอาจสามารถนำไปลองปฏิบัติดูได้ครับ
ขั้นตอนแรก: ท่านต้องกำหนด New Year Resolution ขึ้นมาแค่เรื่องเดียวที่ท่านต้องการที่จะทำให้ได้หลังปีใหม่นี้ (เช่นการเลิกสูบบุหรี่ หรือการลดน้ำหนัก) แต่ที่สำคัญก็คือ ท่านต้องสามารถวัดและประเมิน New Year’s Resolution นั้นให้อยุ่ในรุปของเชิงปริมาณได้ (Quantitative Measurement) เช่น “พยายามลดการสูบบุหรี่ให้เหลือแค่ 1 มวนต่อวันภายใน 1 เดือน” หรือ “พยายามที่จะลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโลกรัมใน 2 สัปดาห์” เป็นต้น ซึ่งในการวัดความสำเร็จในเชิงปริมาณนี้ทำให้ผู้ตั้ง New Year’s Resolution สามารถประเมินได้ว่าตนสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่
ขั้นตอนที่สอง: ท่านควรที่จะใช้แนวทางของ Strategic Precommitment โดยการเพิ่มต้นทุนจากการทำ New Year’s Resolution โดยการสร้างต้นทุนที่ง่ายและสะดวกที่สุดนี้ก็คือ “การเสียเงิน” ท่านควรจะกำหนดวงเงินที่ท่านยินดีที่จะเสีย ซึ่งควรเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเกินไป (อันนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) เช่นกำหนดวงเงินไว้ 5,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ท่านอาจจะต้องเสียถ้าไม่สามารถทำให้ New Year’s Resolution นั้นประสบความสำเร็จได้
ขั้นตอนที่สาม: เลือกกลุ่มเพื่อนสนิทมาประมาณ 5-10 คน โดยแบ่งจำนวนเงินที่ท่านได้ตั้งเอาไว้ในข้อที่แล้วให้เท่ากันกับเพื่อทุกคน เช่นถ้าท่านเลือกกลุ่มเพื่อนขึ้นมาทั้งหมด 10 คน ท่านจะต้องเสียเงินให้กับเพื่อนคนละ 5,000/10 = 500 บาทในกรณีที่ท่านไม่สามารถทำ New Year Resolution ให้ประสบความสำเร็จได้
ขั้นตอนสุดท้าย: เขียนจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษรแก่เพื่อนทุกคนที่ท่านเลือกว่า ท่านกำลังมี New Year’s Resolution อะไร (เช่นท่านจะลดการสูบบุหรี่ให้เหลือแค่ 1 มวนต่อวันภายใน 1 เดือน) และระบุว่า ท่านจะจ่ายเงินให้เพื่อนของท่านเป็นเงิน 500 บาทถ้าท่านไม่สามารถทำให้ New Year’s Resolution นั้นประสบความสำเร็จได้ ทั้งนี้ จดหมายของท่านอาจจะต้องระบุถึงกรณี (Condition) ที่อาจจะอยู่นอกเหลือจากการควบคุมของท่านจนทำให้ไม่สามารถทำให้ New Year’s Resolution ประสบความสำเร็จได้ เช่น ท่านอาจจะป่วยหรือไม่สาย จนไปถึงขั้นจะต้องหามเข้าโรงพยาบาล ซึ่งในกรณีนี้จะถือว่าสัญญาที่ท่านทำไว้นั้นจะเป็นโมฆะทันที โดยในท้ายที่สุด ควรที่จะมีการเซ็นรับประกันในสัญญานี้ด้วย
เท่านี้จะเห็นได้ว่า ท่านจะมี “ต้นทุน” เพิ่มขึ้นจากการที่ท่านไม่สามารถทำให้ New Year’s Resolution ที่ตั้งไว้ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งแนวทางนี้จะส่งผลทำให้ ท่านจะมีความพยายามและแรงกระตุ้น (Motivation) มากขึ้นในการปฏิบัติตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ แนวทางนี้อาจจะทำให้ท่านได้รับผลได้ทางอ้อม (Indirect Benefits) อื่นๆกลับมาเช่น ท่านอาจะรู้ว่า “เพื่อนคนไหนเป็นเพื่อนแท้ของท่าน” โดยเพื่อนแท้จะต้องพยายามสนับสนุนและให้กำลังใจเพื่อให้ท่านสามารถปฏิบัติตาม New Year’s Resolution ที่ตั้งไว้ ในขณะที่ เพื่อนกินก็คงจะหวังเงินเล็กน้อยและหวังอยู่ในใจว่าท่านจะไม่สามารถทำให้ New Year’s Resolution ประสบผลสำเร็จได้ อย่างไรก็ตาม ส่งนี้คงไม่สำคัญเท่ากับการที่ท่านมีความตั้งใจที่จะกระทำ
ในท้ายที่สุดนี้ ผมในนามของคณาจารย์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกท่านประสบแต่ความสุขและความเจริญในปี พ.ศ.2550 นี้ สวัสดีปีใหม่ครับ
