09 มกราคม 2550

เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ..เด็กฉลาดชาติเจริญ



วันเด็กแห่งชาติ ซึ่งตรงกับทุกวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ได้มานี้ถึงอีกครั้ง และเป็นประจำทุกๆปีที่นายกรัฐมนตรีในแต่ละสมัยจะต้องมีหน้าที่ในการแต่งคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ โดยคำขวัญวันเด็กประจำปี พ.ศ. 2550 จากพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ที่แต่งไว้ก็คือ “มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข” ซึ่งเป็นคำขวัญที่เหมาะกับยุคสมัยในปัจจุบันเป็นอย่างมากที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงและการเน้นในเรื่องของสองเงือนไขในเศรษฐกิจพอเพียงก็คือ “การมีความรู้คู่กับการมีคุณธรรม”

ถ้าสังเหตุให้ดีเราจะสังเกตได้ว่า คำขวัญวันเด็กแห่งชาติในแต่ละปีสามารถนำมาอธิบายถึงแนวคิดของรัฐบาลและสถานการณ์ของประเทศไทยในแต่ละช่วงได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น ถ้าเป็นคำขวัญวันเด็กในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (พ.ศ. 2502-2505) จะเริ่มต้นคำขวัญว่า “ขอให้เด็กไทยในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้าจงเป็นเด็กที่........” แต่ถ้าเป็นคำขวัญวันเด็กในสมัยของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (พ.ศ. 2524-2531) คำขวัญวันเด็กในทุกปีจะต้องมีคำว่า “คุณธรรม” ในขณะที่คำขวัญวันเด็กในสมัยของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเน้นไปในเรื่องของ การอ่าน การเรียนเพื่อความสนุก และการก้าวตามเทคโนโลยี เป็นต้น ในบรรดาคำขวัญวันเด็กที่มีมาทั้งหมดนั้น คำขวัญที่ทุกคนจำได้และพูดติดปากกันมากที่สุดก็คือคำขวัญวันเด็กในปี พ.ศ. 2516 ในสมัยของจอมพลถนอม กิตติขจร ที่มีกล่าวว่า “เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ” และยังมีอีกคำขวัญใกล้เคียงกันคือในปี พ.ศ.2521 สมัยของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ที่กล่าวไว้ว่า “เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง”
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคำขวัญในวันเด็กในแต่ละปีจะเป็นอย่างไรนั้น วัตถุประสงค์ในแต่ละคำขวัญนั้นต่างก็มีความหวังให้เด็กไทยมีพัฒนาการทั้งทางความรู้และคุณธรรมทั้งสิ้น เพราะเด็กที่ดี ฉลาด และมีคุณธรรมจะเป็นบ่อเกิดสำหรับการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีนโยบายทางด้านการศึกษา (Education Policy) และการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเด็กและเยาวชนของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลที่ได้รับค่อนข้างประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ ผมขอจำแนกแนวทางการพัฒนาของเด็กและเยาวชนไทยออกเป็นสองแนวทางก็คือ 1) การพัฒนาทางด้านความรู้ ซึ่งจะรวมไปถึงความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ การรู้ภาษาอังกฤษ หรือการใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น และ 2) การพัฒนาทางด้านจริยธรรมและคุณธรรม อันรวมไปถึง การเข้าใจถึงศีลธรรม กฎระเบียบ และความกตัญญูรู้คุณ ซึ่งแน่นอนว่า พัฒนาการทั้งสองด้านจะต้องกระทำไปด้วยกัน

ถ้าพิจารณาทางด้านพัฒนาการทางด้านความรู้ เราสามารถให้ข้อสรุปได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเด็กไทยในสมัยนี้มีโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้จากสื่อต่างๆมากกว่าเด็กไทยในสมัยก่อนมาก พัฒนาการทางด้านความรู้ดังกล่าว สะท้อนออกมาในรูปของตัวชี้วัด (Indicators) ที่ประเมินได้เป็นรูปธรรม เช่น สัดส่วนการรู้หนังสือ สัดส่วนการเรียนให้สูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ ความสามารถทางด้านการใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งตัวชี้วัดต่างๆสะท้อนว่า “เด็กไทยในสมัยนี้มีพัฒนาการที่ดีทางด้านความรู้มากกว่าเด้กไทยสมัยก่อน” ทั้งนี้ทั้งนั้น พัฒนาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของประเทศ ณ ขณะนี้ สิ่งที่ท้าทายสำหรับรัฐบาลที่จะสามารถพัฒนาทางด้านความรู้นี้ต่อไปก็คือ การพัฒนาในเชิงของการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของเด็กไทยในเชิงจากการเปรียบเทียบ (Benchmarking) กับเด็กและเยาวชนในประเทศอื่นๆที่พัฒนาแล้ว เช่นถ้าพบว่าเด็กไทยยังใช้เวลาในการอ่านหนังสือน้อยกว่าเด็กชาติอื่น (ตัวชี้วัดอาจจะเป็นจำนวนหน้าต่อปีที่เด็กไทยอ่านหนังสือ) หรือยังไม่สามารถพูดอ่านและเขียนภาษาอังกฤษได้ดี (ตัวชี้วัดอาจจะเป็นคะแนนสอบภาษาอังกฤษมาตรฐานที่เป็นสากล) รัฐบาลก็สามารถเน้นพัฒนาในส่วนที่เด็กไทยเราขาดแคลนในด้านต่างๆได้ และกำหนดนโยบายที่เหมาะสมต่อไป

แต่ทว่า สิ่งที่พบกับเด็กและเยาวชนไทยก็คือ เมื่อมีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแล้ว พัฒนาการทางด้านคุณธรรมของเด็กไทยกลับไม่ได้สูงขึ้นเหมือนกับพัฒนาการทางด้านความรู้ ตรงกันข้าม ตัวชี้วัดทางด้านจริยธรรมและคุณธรรมกลับส่งสัญญานทีน่าเป็นห่วงมากขึ้นอย่างที่เราได้อ่านหรือได้ฟังจากข่าวตามสื่อต่างๆ ถึงปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนของไทย เช่นปัญหาที่เล็กๆตั้งแต่การลอกข้อสอบ ไปจนถึงปัญหาใหญ่อย่างการท้องในวัยเรียนหรือการเสพและขายยาเสพติด เป็นต้น จนบางครั้ง ผมก็ไม่แน่ใจว่า จะมีประเทศไหนบ้างที่มีปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นกับเด็ก, เยาวชน, และวัยรุ่นมากเท่ากับประเทศไทย (ในที่นี้ผมไม่ได้ยกเอาเด้กที่มีอายุต่ำกว่าอายุ 15 ปีบริบูรณ์เป็นคำจำกัดความของคำว่า “เด็ก” ในที่นี้ แต่ผมรวมไปถึงวัยรุ่นที่อยู่ในวัยเรียนด้วยเนื่องจากผมเห็นว่าเกณฑ์ของอายุไม่น่าจะเป็นเครื่องชี้วัดคุณลักษณะที่ดีนักของบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว)
ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เด็กไทยมีพัฒนาการทางด้านความรู้อย่างที่กล่าวมาแล้ว แต่ปัญหาก็คือพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้ส่งผลกระทบทางบวกต่อพัฒนาการทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมแต่อย่างใด พัฒนาการทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมรวมไปถึงค่านิยมของเด็กไทยในปัจจุบันนั้นอยู่ในช่วงของการ “เปลี่ยนถ่าย” (Transition) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีทั้งการ”ยอมรับ” และ”ไม่ยอมรับ” จากคนเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศที่พัฒนาทางด้านวัตถุอย่างเต็มที่อย่างสหรัฐอเมริการหรือญี่ปุ่น มองว่าการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนเป็นเรื่องธรรมดา ได้มีการออกกฎสำหรับโรงเรียนในประเทศเหล่านั้นไว้ว่า จะต้องมีการตรวจอวัยวะภายในสำหรับนักเรียนหญิงด้วย นอกจากนี้ จะต้องมองว่าการใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพัน์ในวัยเรียนนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ในขณะทีการยอมรับในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนสำหรับเด็กและเยาวชนในประเทศไทยนั้นกำลังอยู่ในช่วงของ Transition ซึ่งมีทั้งผู้เห็นด้วย (ถ้าจะมีอย่างถูกต้อง) และไม่เห็นด้วยเพราะขัดกับขนบธรรมเนียมของไทย ซึ่งแน่นอนว่า เหตุผลย่อมต้องแตกต่างกันไปในแต่ละฝ่าย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การกำหนดตัวชี้ความความสำเร็จ (KPI) ของพัฒนาการทางด้านคุณธรรมและศีลธรรมของเด็กไทยนั้น จะทำได้ยากกว่าการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของพัฒนาการทางด้านความรู้มาก เนื่องจากการปัญหาจากการความขัดแย้ง (จากการยอมรับและไม่ยอมรับ) ดังที่กว่าวไว้ ซึ่งการขาดซึ่งตัวชี้วัดทางด้านคุณธรรมและศัลธรรมที่เหมาะสม ก็จะนำมาสู่ความซับซ้อนในการดำเนินนโยบายเพื่อลดปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นแก่เด็กและวัยรุ่นได้

อย่างไรก็ตาม นโยบายการศึกษาในปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญของความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ) มากขึ้นกว่าความฉลาดทางด้านปัญญา (IQ) มาใช้ในการศึกษาตั้งแต่ชั้นอนุบาล ซึ่งเป็นแนวทางที่พยายามเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านคุณธรรม ควบคู่ไปกับพัฒนาการทางด้านความรู้ ซึ่งเราก็หวังว่าพัฒนาการทั้งสองด้านของเด็กไทยนี้จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต