จากอาทิตย์ที่แล้ว ผมได้ยกเนื้อหาของโฆษณาของบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง และได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า ผลกระทบภายนอกจากเครือข่าย (Network Externality) ซึ่งเป็นคุณลักษณะของผลกระทบที่เกิดกับสินค้าประเภทที่เรียกว่าสินค้าเครือข่าย (Network Goods) หรือสินค้าข้อมูลข่าวสาร (Information Goods) ตัวอย่างของสินค้าประเภทนี้ก็คือสินค้าที่จะต้องใช้ระบบเครือข่ายสำหรับการติดต่อสื่อสาร เช่น เครื่องรับส่ง Fax, การใช้โทรศัพท์มือถือหรือส่งข้อความผ่านมือถือจำพวก SMS, หรือการส่ง Email เป็นต้น
ผลกระทบภายนอกจากเครือข่าย (Network Externality) คือ “ผลกระทบภายนอกทางบวก” (Positive Externality) ทีเกิดขึ้นเมื่อคนในสังคมนั้นมีการใช้หรือบริโภคสินค้าประเภทเครือข่ายนี้มากขึ้น ผลกระทบจากเครือข่ายแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ 1) ผลกระทบจากเครือข่ายทางตรง (Direct Network Effect) และ 2) ผลกระทบจากเครือข่ายทางอ้อม (Indirect Network Effect)
1. ผลกระทบจากเครือข่ายทางตรง (Direct Network Effect) เกิดขึ้นเมื่ออุปสงค์ในการบริโภคสินค้านั้นจะสูงขึ้น จากการที่สินค้านั้นมีผู้บริโภคในตลาดอยู่แล้วเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่นในสังคมปัจจุบันที่การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งจำเป็น คนทุกระดับในสังคมไม่ว่าจะมีฐานะยากจนหรือร่ำรวย ต่างก็มีมือถือใช้แทบทั้งสิ้น ดังนั้นการใช้ Interne ของคนๆหนึ่งจึงจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้คนอื่นๆในสังคม (ที่ไม่ใช้ Internet) มีความต้องการในการใช้ Internet มากขึ้น ดังนั้นผลกระทบทางตรงจากเครือข่ายได้อธิบายว่า คนในสังคมจะมี “ความเต็มใจจ่าย” (Willingness to Pay) สูงขึ้นจากปริมาณการบริโภคของสังคมที่สูงขึ้น
2. ผลกระทบจากเครือข่ายทางอ้อม (Indirect Network Effect) เกิดขึ้นเมื่ออุปสงค์ในการบริโภคสินค้าเครือข่ายที่สูงขึ้นนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อความต้องการในการบริโภคสินค้าและบริการอื่นๆตามมา เช่นเมื่อคนในสังคมหันมาใช้ Internet มากขึ้น ก็ทำให้เกิดการพัฒนาของสินค้าอื่นที่ผ่านระบบ Internet เช่น การพัฒนาระบบเพลงดิจิตอลออนไลน์ หรือการดูหนังผ่าน Website ซึ่งแรงผลักดันทางอ้อมนี้ได้แสดงถึงการที่อุปสงค์ของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเครือข่าย (Internet) ให้ได้รับการพัฒนาและเกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นตามมาเป็นลูกโซ่
ดังนั้นเมื่อนำแนวคิดทางด้านอุปสงค์ของอุตสาหกรรมเครือข่ายและโทรคมนาคมนี้มาวาดเป็นเส้นอุปสงค์ (Demand Curve) จะพบว่า เส้นอุปสงค์ของตลาดประเภทนี้จะมีความแตกต่างจากเส้นอุปสงค์ของตลาดทั่วไปตามหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาคที่มีเส้นอุปสงค์ที่มีความชันเป็นลบ (ตามกฎของอุปสงค์ หรือ Law of Demand) แต่อุปสงค์ของอุตสาหกรรมเครือข่ายมีลักษณะของผลกระทบจากเครือข่าย (Network Effect) โดยผู้บริโภคจะมีความต้องการในการซื้อสินค้าและบริการประเภทนี้เพิ่มขึ้นเมื่อมีการใช้สินค้าประเภทนี้มากในสังคม ซึงปริมาณการใช้ที่มากขึ้นนี้จะทำให้เส้นอุปสงค์ของสินค้าเครือข่ายมีความชันเป็น “บวก” ลองคิดดูว่า ท่านจะยังใช้โทรศัพท์มอถือหรือ Email อยู่หรือไม่ถ้าท่านเป็นผู้เดียวในโลกที่ใช้ระบบนี้ คำตอบก็คือ “ไม่” แต่ในทางกลับกัน ถ้าคนในสังคมทุกคนใช้ Email และมีโทรศัพท์มือถือไว้ใช้ติดต่อสื่อสาร ท่านจะไม่คิดที่จะใช้อุปกรณ์โทรคมนาคมนี้เหมือนคนอื่นๆในสังคมเลยหรือ คำตอบก็คือ “ไม่”
ด้วยแนวคิดดังกล่าว นักเศรษฐศาสตร์ในสาขานี้ได้วิเคราะห์ว่าเส้นอุปสงค์ของสินค้าประเภทอุตสาหกรรมเครือข่ายนี้ควรจะมีลักษณะเหมือนกับตัว U กลับหัว นั่นก็คือเมื่อมีความต้องการในการใช้สินค้าประเภทมือถือ หรือ Internet มากขึ้น ก็จะส่งผลกระทบที่เราเรียกกว่า “ผลกระทบจากเครือข่าย” (Network Externality) ต่อคนอื่นๆในสังคมให้ใช้ตาม ซึ่งถ้ามีการใช้มากขึ้น ก็จะทำให้ราคาของสินค้า (หรือความเต็มใจจ่าย) ประเภทเครือข่ายนี้เพิ่มสูงขึ้น จนถึง ณ จุดสูงสุดที่เรียกว่า “จุดวิกฤตมวลชน” (Critical Mass) ซึ่งถ้ามีการใช้เลยจุดนั้นก็จะทำให้เส้นอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นนั้นลดลงตามกฎของอุปสงค์ (Law of Demand) โดยทั่วไป
จากเส้นอุปสงค์ที่แตกต่างจากอุปสงค์ของสินค้าโดยทั่วไป พัฒนาการของอุตสาหกรรมประเภทเครือข่ายและโทรคมนาคมจึงขึ้นอยู่กับการใช้ของคนในสังคม การที่ภาครัฐพยายามเข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมราคาของสินค้าดังกล่าวไม่ให้สูงเกินไปเป็นสิ่งจำเป็น เพราะราคาที่สูงเกินไปจะเป็นอุปสรรคต่อการเกิดขึ้นของ Network Externality แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ อุตสาหกรรมดังกล่าว (ทั้งอินเตอร์เน็ต และสัญญาณโทรศัพท์มือถือ) ในประเทศไทยต่างก็เป็นอุตสาหกรรมที่มีการ “ผูกขาด” อยู่มากในปัจจุบัน แต่ในการที่จะให้ภาครัฐไปลดการผูกขาดของอุตสาหกรรมนั้นคงจะยากเต็มที ท่านผู้อ่านคงจะรู้นะครับว่า ทำไม?
