“การท่องเที่ยวที่เน้นสนับสนุนคนยากจน” (Pro-Poor Tourism) เป็นนโยบายที่สำคัญ เนื่องจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวเปรียบเหมือนกับการ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” นกตัวแรกก็คือการส่งเสริมให้การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน และนกตัวที่สองก็คือ การพยายามส่งต่อรายได้นั้นให้กับคนจนในประเทศให้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผมได้เกริ่นไว้ในสัปดาห์ที่แล้วอีกว่า การภาครัฐจะสามารถดำเนินยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่จะนำมาสู่การท่องเที่ยวประเภท Pro-Poor ได้อย่างไรนั้น ภาครัฐจะต้องทำการประเมินว่า .”ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่นั้นจะมีมูลค่าเท่าไร” และ “เม็ดเงินที่พื้นที่นั้นได้รับจากการท่องเที่ยวจะส่งผลกระทบในลักษณะใดต่อประชาชนในสังคม” ทั้งนี้ ตัวแปรสำคัญที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ก็คือ ภาครัฐจะต้องคำนวณหา “ตัวคูณทวีของการท่องเที่ยว” (Tourism Multiplier) และนำตัวคูณทวีนั้นมาหาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ในจุดเริ่มต้น ภาครัฐจะต้องเริ่มจากการออกแบบสอบถามและเก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยว (ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ) ดังต่อไปนี้
1. นักท่องเที่ยวแต่ละคนต้องจ่ายเงินเท่าไรในพื้นที่นั้นต่อคน
2. รายได้ทางตรง (Direct Revenue) ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว (เช่นที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของชำร่วย การขนส่งเดินทาง) เท่ากับเท่าไร
3. รายได้ทางตรงที่ธุรกิจที่ได้รับจากการท่องเที่ยวนั้นได้เปลี่ยนเป็นเป็นกำไรของธุรกิจและรายได้ของคนในพื้นที่นั้นอย่างไร
4. การท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นได้สร้างงาน (Job Creation) ให้กับคนในพื้นที่กี่งานและมีงานอะไรบ้าง
หลังจากได้คำตอบข้างต้นแล้ว ผู้วางนโยบายทางด้านการท่องเที่ยวสามารถนำมาคำนวณหาผลกระทบทางเศรษฐกิจ (หรือประโยชน์ในรูปของตัวเงิน) ทีในแต่ละชุมชนจะได้รับจากการท่องเที่ยวได้
ยกตัวอย่างเช่น สมมติให้เกาะแห่งหนึ่งเป็นเกาะท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยววันละ 100 คน โดยจากการสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยวแต่ละคนต้องเสียค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 500 บาท กำหนดให้เกาะแห่งนี้เปิดให้ท่องเที่ยวเพียงแค่ 200 วันต่อปี ดังนั้นเราสามารถคำนวณหาเม็ดเงินที่เกาะแห่งนี้จะได้รับจากการท่องเที่ยวเท่ากับ 100 x 500 x 200 = 10 ล้านบาทต่อปี จากการประมาณการยังพบว่าประมาณร้อยละ 30 ของรายได้ทั้งหมดของเกาะจะไหลออก (Leak-Out) ไปนอกเกาะ เช่นการที่เกาะต้องสั่งซื้ออาหาร หรือวัตถุดิบต่างๆ และสาธารณูปโภคต่างๆ (เช่นน้ำ ไฟฟ้า) จากภายนอกเกาะ ดังนั้นเม็ดเงินที่ได้จากการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งจะต้องไหลออกนอกเกาะ ซึ่งเม็ดเงินจำนวนนี้จะไม่นับว่าเป็นรายได้จากการท่องเที่ยว ในขณะที่รายได้ทางตรง (Direct Revenue) ที่เกาะจะได้รับจะมีค่าเท่ากับ 0.7 x 10 ล้านบาท = 7 ล้านบาท ซึ่งยังทำให้เกิดการจ้างงานใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยตรงเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 20 งาน
นอกจากนี้ รายได้จากการท่องเที่ยวที่เกาะได้รับจำนวน 7 ล้านบาทนั้นจำต้องมาคำนวณหาผลกระทบทางอ้อม (Indirect Effect) ซึ่งจะตกอยู่ในรูปของรายได้ที่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว (เช่นโรงแรม ร้านอาหาร หรือร้านค้าต่างๆ) นั้นกำหนดให้รายได้ดังกล่าวมีมูลค่าเท่ากับ 400,000 บาท
แต่ทว่า ในการที่จะผลิตสินค้าและบริหารของการท่องเที่ยวได้นั้น ภาคธุรกิจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในรูปของการซื้อปัจจัยการผลิต (เช่นการสั่งซื้อวัตถุดิบ ค่าจ้างงานแรงงาน) ซึ่งเป็นรายได้ของปัจจัยการผลิตที่แรงงานหรือเจ้าของปัจจัยการผลิตที่ขายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับ เราเรียกผลกระทบในด้านนี้ว่า “ผลกระทบที่ถูกทำให้เกิดขึ้น” (Induced Effect) กำหนดให้ ในกรณีนี้ กำหนดให้รายได้ที่ครัวเรือนได้รับจากการทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีค่าเท่ากับ 200,000 บาท ดังนั้น จากข้อมูลดังกล่าวสามารถคำนวณหาตัวคูณทวีของการท่องเที่ยว (Tourism Multiplier) ได้ตามสูตรดังต่อไปนี้
ตัวคูณทวีของการท่องเที่ยว = (Direct Revenue + Indirect Revenue + Induced Effect)/Direct Revenue = = (700,000 + 400,000 + 200,000)/700,000 = 1.86
จากตัวคูณทวีที่ได้สามารถอธิบายได้ว่า “รายได้ 1 บาทที่เกาะได้รับจากนักท่องเที่ยวนั้นจะสร้างรายได้ให้กับเกาะเป็นจำนวนเท่ากับ 1.86 บาท ดังนั้นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวในเกาะนี้ได้เท่ากับจะมีค่าเท่ากับ
ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว = จำนวนนักท่องเที่ยวต่อปี x ค่าใช้จ่ายต่อหัว x ตัวคูณทวี
= 10 ล้านบาท x 1.86 = 18.6 ล้านบาท
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในการสร้างยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนคนยากจน (Pro-Poor Tourism) .ให้ประสบความสำเร็จนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ทว่า ภาครัฐควรจะให้ความสนใจไม่ใช่เฉพาะแค่รายได้สุทธิที่ได้รับจากการท่องเที่ยวแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรจะรวมถึงรายได้ที่ทางอ้อมที่ผู้มีฐานะยากจนควรจะได้รับจากการเป็นผู้ใช้แรงงาน (หรือผู้ขายปัจจัยการผลิต) ให้กับผู้ประกอบการของธุรกิจดังกล่าว โดยถ้าตัวคูณทวีของการท่องเที่ยวมีค่าที่สูง ประกอบกับการที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นแรงงานเข้มข้น (Labor-Intensive) ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ชุมชนนั้นจะได้รับจากการท่องเที่ยวนั้นไม่เฉพาะพียงแต่จะมีค่าที่สูงแต่เพียงย่างเดียว แต่ยังเป็นภาคการผลิตที่สร้างงานและสร้างรายได้แก่แรงงานในภาคการผลิตนั้นด้วยเช่นกัน (โดยเฉพาะแรงงานไร้ทักษะที่มีฐานะยากกจน)
อย่างไรก็ตาม การคำนวณหาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวข้างต้นเป็นเพียงแค่พยายามหาผลประโยชน์ทางด้านการเงินเท่านั้น (Monetary Benefit) แต่ภาครัฐควรจะเริ่มให้ความสนใจแก่ผลประโยชน์อื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในรูปของตัวเงิน (Non-Monetary Benefit) ด้วยไม่ว่าจะเป็น การท่องเที่ยวในเชิงเชิงนิเวศน์ (Eco-Tourism) หรือการท่องเที่ยวในเชิงเกษตรที่เน้นการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งการที่ภาครัฐคำนึงถึงทั้งผลประโยชน์ที่อยู่ในรูปแของตัวเงินและและผลประโยชน์ที่ไม่ได้อยู่ในรูปของตัวเงินนั้นจะทำให้ภาครัฐดำเนินนโยบายสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศไทยได้อย่างเหมาะสม
