เดือนเมษายนนี้มีวันหยุดอยู่หลายวัน หลายคนได้ถือโอกาสนี้เดินทางไปพักผ่อนหย่อนใจตามสถานที่ต่างๆ สำหรับนักเรียนนักศึกษาเองที่ถือโอกาสในช่วงปิดภาคเรียนนี้ได้ใช้เวลาในการท่องเที่ยวหรือทำกิจกรรมต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและต่อสังคม เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของการเดินทางพักผ่อน คอลัมน์ทันเศรษฐกิจของเราในวันนี้ขอนำเสนอประเด็นในเรื่องของ “การท่องเที่ยว” ในอีกแง่คิดหนึ่งมาอธิบายกันครับ
จากที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมภภาคบริการที่สำคัญที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่งของประเทศไทย ภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องเองก็ได้เห็นความสำคัญกับอุตสาหกรรมดังกล่าวจนได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ให้การท่องเที่ยวของไทยได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)
องค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization) ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งภายใต้องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดความยากจนของโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนาที่ปัญหาความยากจนเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของประเทศ
นอกเหนือจากการสนับสนุนจากองค์การการท่องเที่ยวโลกแล้ว คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (UNESACAP) ที่มีสำนักงานอยู่ที่ถนนราชดำเนิน กรุงเทพ และ ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank) ที่มีสำนักงานอยู่ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้ให้การสนับสนุนประเทศในภูมิภาคเอเชีย ในการพัฒนาขีดความสามารถในการจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ และการให้การสนับสนุนทางด้านวิชาการในการศึกษาถึงความเข้าใจและความเป็นไปได้ในการพัฒนายุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความยากจนในประเทศ (Poverty Reduction)
นักเศรษฐศาสตร์พัฒนาการ (Development Economist) ได้ใช้คำว่า “pro-poor tourism” เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้เห็นว่าการท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนคนยากจนนั้นแตกต่างจากการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยทั่วไปที่อาจจะให้ความสำคัญเพียงแค่จำนวนเม็ดเงินที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับ แต่อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการส่งผ่านของเม็ดเงินให้กับคนในสังคมในรูปของการจ้างงาน หรือการสร้างรายได้แก่คนยากจน หรือการให้ความสำคัญแก่คนยากจนเป็นศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ จากการศึกษาของ UNESCAP ได้อธิบายว่า ยุทธศาสตร์ทางด้าน Pro-Poor Tourism ควรความสำคัญกับ
1. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทีเกิดขึ้นจากการที่แรงงาน (ทั้งแรงงานในระบบและแรงงานนอกระบบ) ในภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะได้รับโอกาสจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและได้รับรายได้ที่สูงขึ้นจากการท่องเที่ยว
2. ผลประโยชน์ทางอ้อมทางด้านความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนในชุมชนที่ได้จากการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการมีระบบสาธารณูปโภคที่ดีขึ้น ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ และระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานและกระจายตัวอย่างทั่วถึง
3. การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) เพื่อในท้ายที่สุดจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในประเทศ
จากคำจำกัดความของธนาคารโลก (World Bank) ได้ให้คำจำกัดความของคนยากจนว่า คนยากจนคือคนที่ได้รับรายได้ (หรือใช้จ่าย) ด้วยเงินที่ต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐต่อวัน โดยสิ่งที่คนยากจนเหล่านั้นขาดแคลนได้แก่ การขาดแคลนในอำนาจการซื้อ การขาดแคลนในอำนาจการต่อรอง คุณภาพชีวิตที่ไม่ได้มาตรฐาน การมีหนี้ และการไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เป็นต้น ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนา Pro-Poor Tourism จึงควรจะให้ความสำคัญต่อการสร้างรายได้และโอกาสให้แก่คนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะมาจากการลงทุนของภาครัฐที่จะต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่นน้ำประปา และไฟฟ้า ให้ทั่วถึงในพื้นที่ท่องเที่ยว การสร้างความหลากหลายทางชีวภาพทั้งสัตว์ป่าและพันธ์พืชให้อุดมสมบูรณ์ การกำหนดนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) ที่อาศัยอยู่ในเมืองหรือนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ และกำหนดมาตรการชักจูงต่างๆทางการตลาดให้มาเที่ยวในพื้นที่ท่องเที่ยวที่ได้กำหนดไว้ให้มากขึ้น เช่นการสนับสนุนการท่องเที่ยวในเชิงเกษตรกรรมที่สร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร รวมไปถึง ให้ความสำคัญของการกระจายตัวของเม็ดเงินให้ตกอยู่ในรูปของรายได้ของคนในชุมชนนั้นให้มากที่สุด
ทั้งนั้น สิ่งที่ผู้วางนโยบายจะสามารถสนับสนุน Pro-Poor Tourisms ให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ข้อมูลจากการสำรวจข้อมูลทางด้านรายรับและรายจ่ายที่ในแต่ละชุมชนจะได้รับจากการท่องเที่ยว รวมไปถึงการวิเคราะห์ถึงคุณลักษณะของการท่องเที่ยวที่ชุมชนนั้นมีให้แก่นักท่องเที่ยวนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งข้อมูลสำรวจดังกล่าวจะสามารถนำมาวิเคราะห์หา “ตัวคูณทวีของการท่องเที่ยว” (Tourism Multiplier) และ “ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ที่แต่ละชุมชนจะได้รับจากการท่องเที่ยวได้ ซึ่งผู้กำหนดนโยบายจะสามารถนำผลที่ได้มากำหนดทิศทางของการท่องเที่ยวไทยได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะให้การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่นำมาสู่การลดความยากจนของประเทศให้ได้ ซึ่งถ้าจะวิเคราะห์ให้ดีๆแล้ว Pro-Poor Tourism ก็เปรียบเสมือนกับการหามาตรการการลดช่องว่างของรายได้ (Income Gap) ของประเทศมาตรการหนึ่งนั่นเอง แต่เป็นการใช้เม็ดเงินที่ประเทศได้รับจากการท่องเที่ยวให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะว่าไปก็เหมือนกับการพยายามที่จะ “ยิงปืนนัดเดียวให้ได้นกสองตัว” ให้ได้นั่นเอง ถ้าได้นักแม่นปืนที่ยิงแม่นๆหน่อยก็น่าจะประสบความสำเร็จได้ครับ
