จากการแข่งขันในโลกธุรกิจปัจจุบัน ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการไทยเริ่มเล็งเห็นความสำคัญของการใช้ “ความรู้” เพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นๆได้ ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Rights: IPRs) จึงได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญทางธุรกิจที่ที่ผู้ประกอบการไทยนำมาสร้างความแตกต่างให้กับตัวสินค้า (Product Differentiation) ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากระบวนการผลิต การออกแบบและสร้างสรรค์งานผลิตต่างๆ รวมไปถึงการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ
สำหรับภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) แล้ว การสร้างงานทางปัญญาโดยทั่วไปจะเน้นให้ความสำคัญกับการสร้างงานในเชิงของความคิดสร้างสรรค์ (Creative Product) ที่อาจไม่จำเป็นจะต้องมีต้นทุนสำหรับการทำวิจัยและพัฒนาสินค้าสูงเหมือนกับสินค้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง (Technology-Intensive) (เช่นกรณีของบริษัทยาในต่างประเทศ) แต่การสร้างสรรค์งานของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมจะเน้นถึงการให้ความสำคัญของการสร้างความแตกต่างจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ของตนในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-Added) เพื่อที่สินค้านั้นจะสามารถแข่งขันได้ในตลาด
อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากตัวเลขจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วจะพบว่า ถึงแม้ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะเป็นภาคธุรกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยก็ตาม แต่สัดส่วนการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาของกลุ่มธุรกิจนี้กลับมีจำนวนที่น้อยมาก ซึ่งปรากฏการณ์นี้ถือได้ว่าเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IPR Protection) ในประเทศไทยเนื่องจาก การที่ผู้ประกอบการไทยไม่ยอมจดทะเบียนอาจจะส่งผลทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถมีอำนาจโดยสิทธิขาด (Exclusive Rights) แก่ปัญญาประดิษฐ์ที่ตนเป็นผู้คิดค้น และอาจจะเสียประโยชน์ในภายหลังเมื่อบุคคลอื่นนำปัญญาประดิษฐ์ของตนไม่ลอกเลียนแบบหรือทำซ้ำ ประเด็นคำถามที่น่าสนใจก็คือ ทำไมผู้ประกอบการในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเหล่านั้นถึงไม่แก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการเลือกที่จะจดทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา
จากงานวิจัยของผมที่ได้รับการว่าจ้างจากหน่วยงานแห่งหนึ่งพบว่า เราสามารถอธิบายถึงสาเหตุที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไม่ชอบจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาของตนได้ดังต่อไปนี้
ประการแรก สินค้าที่ถูกคิดค้นขึ้นอาจจะมีข้อกำจัด และคุณภาพยังไม่ได้ตามมาตรฐานซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะอนุญาตให้จดทำเบียนได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังไม่เชื่อมั่นถึงระบบความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย สาเหตุสำคัญที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าใจไปอย่างนั้นก็คือ การที่ผู้ประกอบการ ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่สมบูรณ์จึงทำให้ไม่เข้าใจในขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐ รวมไปถึงการดำเนินการจดทะเบียนเอง
ประการที่สอง เมื่อวิเคราะห์ทางด้านต้นทุน (Cost) ของผู้ประกอบการพบว่า ผู้ประกอบการบางรายได้ว่าจ้างผู้ชำนาญการทางกฎหมาย เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่าการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องของกฎหมายที่มีความซับซ้อนและยากเกินกว่าจะเข้าใจ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างที่ปรึกษา ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวนั้นอาจส่งผลกระทบทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กๆ ซึ่งมีข้อจำกัดทางด้านการเงิน อาจเลือกที่จะไม่ยอมเสียต้นทุนดังกล่าว และตัดสินใจที่จะไม่จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา
ประการที่สาม ผู้ประกอบการเห็นว่าการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะในด้านของสิทธิบัตรออกแบบนั้นเป็นกระบวนการที่มีความล่าช้า เนื่องจากบุคลากรของกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่มีความชำนาญยังมีจำนวนจำกัด รวมไปถึงจะต้องใช้เวลาค่อนข้างนานในการประเมินว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นนั้นเป็นสินค้าที่เกิดขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์หรือไม่ ซึ่งความล่าช้านี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการตัดสินใจที่จะไม่จด เพราะกว่าที่ผู้ประกอบการจะสามารถผ่านขั้นตอนการจดทะเบียนได้นั้นก็อาจจะเสียเวลาเกินไป ซึ่งลวดลายหรืองานสร้างสรรค์นั้นก็อาจจะถูกละเมิดไปแล้ว หรืออาจจะล้าสมัยไปแล้วตามรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไป
ประการที่สี่ เมื่อวิเคราะห์ทางด้านผลประโยชน์ (Benefit) ในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาแล้วพบว่า ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยส่วนใหญ่จะคำนึงถึงกำไร (ผลประโยชน์) ที่ได้ตนรับจากการทำการตลาดและการเข้าถึงตลาด (Market Access) มากกว่าจะคำนึงถึงกำไรจากการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้นผู้ประกอบการจึงให้ความสำคัญน้อยกว่ากับการออกแบบหรือผลิตคิดค้นอะไรใหม่ๆ ออกสู่ตลาด โดยผู้ประกอบการเล็งเห็นว่าการทำตลาดจะเป็นการเพิ่มยอดขายและผลกำไร ในขณะที่การออกแบบและการสร้างสรรค์งานทางปัญญาประดิษฐ์อาจไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อผลประกอบการมากนัก
โดยสรุป พบว่า ผู้ประกอบการมองว่า “ผลประโยชน์ที่ได้จากการจดทะเบียนไม่คุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไป” โดยต้นทุนนั้นมาจากทั้งต้นทุนทางด้านการเงินที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายในแต่ละตัวสินค้า รวมไปถึงต้นทุนในส่วนของการเรียนรู้กระบวนการการจดทะเบียนดังกล่าว นอกจากนี้ เนื่องจากการจดทะเบียนแต่ละครั้งต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานในการพิจารณาอนุมัติ ผู้ประกอบการเห็นว่าระยะเวลาที่นานเกินไปก็เปรียบเสมือนกัน “ต้นทุน” ที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับสูงขึ้น ผู้ประกอบการเห็นว่า การผลิตที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์นั้นสามารถถูกคู่แข่งนำไปดัดแปลงได้ง่าย (เช่นการเปลี่ยนแปลงลวดลายเพียงเล็กน้อย) ในขณะที่กระบวนการไต่สวนต้องใช้ระยะเวลานานจำเกินไป
ดังนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าว ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการให้เห็นความสำคัญของการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา รวมไปถึงการรักษาสถานะของผู้ทรงสิทธิ์จากการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาด้วย ไม่ว่าจะเป็น การรักษามาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้สอดคล้องกับระดับสากลเพื่อรักษาสถานะของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การเพิ่มศักยภาพการลงทุนเพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมใหม่ๆ รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ และการสร้างความเชื่อมโยงจากการที่ทรัพย์สินทางปัญญาที่ถูกคิดค้นในภาครัฐให้เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในภาคธุรกิจ เป็นต้น
