30 พฤษภาคม 2550

การเดินทางโดยเครื่องบิน: ความเสี่ยงที่ต้องยอมรับ



การเดินทางเป็นกิจกรรมหลักในการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่ส่งผลทำให้คนมีรายได้สูงขึ้นและเปิดโอกาสให้คนสามารถเดินทางไปติดต่อธุรกิจ ท่องเที่ยว หรือพบปะญาติมิตรในสถานที่ต่างๆได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ โดยเฉพาะกับโลกธุรกิจปัจจุบันยังจำเป็นที่ผู้เดินทางจะให้ความสำคัญถึงความสะดวกรวดเร็วและความปลอดถัยจากการเดินทางด้วย
เมื่อนำข้อมูลทางสถิติของแต่ละประเภทของการเดินทางทั้งหมดมาเปรียบเทียบกันแล้วจะพบว่า การเดินทางโดยการเดินเท้าจะเป็นการเดินทางที่ผู้เดินทางมีโอกาสประสบอุบัติเหตุจากภัยอันตรายต่างๆมากที่สุด ในขณะที่การเดินทางโดยระบบเครื่องบินเป็นระบบการเดินทางที่ขึ้นชื่อว่า “ปลอดภัยที่สุด” (จากข้อมูลในเวบเซด์ www.airsafe.com ได้อธิบายว่า ความเป็นไปได้ที่เครื่องบินจะประสบอุบัติเหตุนั้นต่ำกว่าการเดินทางโดยรถยนต์ถึง 15 เท่า และต่ำกว่าการเดินทางโดยเท้าถึง 176 เท่า) อย่างไรก็ตาม ถ้าสัมภาษณ์คนเดินทางโดยทั่วไปแล้ว เราอาจจะได้คำตอบที่ตรงข้ามกัน คำตอบที่ได้ก็คือ การเดินทางโดยระบบเครื่องบินนั้นเป็นการเดินทางที่มี “ความเสี่ยงสูงที่สุด” เมื่อเปรียบเทียบกับการเดินทางประเภทอื่นๆ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ถึงแม้ว่าโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุทางเครื่องบินจะมีความเป็นไปได้ที่ค่อนข้างต่ำก็ตาม แต่เมื่อเปรียบเทียบจากระดับความรุนแรงของความเสียหายแล้ว อุบัติเหตุทางเครื่องบินที่เกิดขึ้นนั้นมีโอกาสที่จะทำให้ผู้เดินทางเสียชีวิตมากกว่าการเดินทางประเภทอื่นๆ มีการศึกษาจำนวนหนึ่งได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างอุบัติเหตุจากเครื่องบินกับการตอบสนองของลูกค้า (ผู้เดินทาง) กับสายการบิน พบว่า สายการบินที่มีประวัติการประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้งจะไม่ได้รับการยอมรับจากลูกค้า ซึ่งจะส่งผลทำให้ผลประกอบการของบริษัทสายการบินนั้นแย่ลงตามมา

เมื่อย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ 11 กันยายนปี ค.ศ. 2001 ที่ผ่านมาที่เกิดเหตุการณ์การจี้เครื่องบินจำนวน 4 ลำของบริษัทสายการบินของสหรัฐ โดยสองลำบินเข้าไปชนตึก World Trade Center ที่กรุงนิวยอร์ก หนึ่งลำบินเข้าไปชนที่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐ (Pentagon) และอีกหนึ่งลำบินไปตกที่บริเวณทุ่งราบของรัฐ Pennsylvania ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ บริษัทสายการบินและท่าอากาศยานต่างๆจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการเพื่อรักษาความปลอดภัยขึ้นมาใหม่เป็นจำนวนมาก เช่น การจำกัดกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on) การไม่ให้มีการเข้าไปส่งผู้โดยสารที่ Terminal เป็นต้น ซึ่งเหตุการณ์ 11 กันยายนนี้ได้ส่งต่อการเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยของสายการบินของสหรัฐ และประเทศอื่นๆทั่วโลก

ด้วยสาเหตุดังกล่าวจึงส่งผลทำให้บริษัทสายการบินจำเป็นที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากสำหรับการรักษาความปลอดภัย หรือลดความเสี่ยงต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนทั้งหมด แต่คำถามต่อมาก็คือ ระดับของความปลอดภัยระดับใดถึงจะเหมาะสมที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น ในการติดตั้งระบบประตูฉุกเฉินบนเครื่องบิน นั้นจะสร้างผลได้ (Benefit) แก่ผู้โดยสารในการหนีภัยเครื่องบินประสบอุบัติเหตุ แต่คำถามก็คือเครื่องบินควรที่จะต้องมีประตูฉุกเฉินกี่ประตูผู้โดยสารถึงจะได้รับความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งจำนวนประตูฉุกเฉินที่เพิ่มขึ้นนั้นจะเป็นต้นทุน (Cost) ที่เพิ่มขึ้นของบริษัทสายการบินด้วยเช่นกัน ซึ่งยิ่งต้องมีการติดตั้งระบบที่รักษาความปลอดภัยมากขึ้นเท่าไร บริษัทสายการบินก็จะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นตามหลักเศรษฐศาสตร์ ระดับความปลอดภัยที่เหมาะสมที่สุดก็คือ “ระดับความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพที่สุด” ซึ่งเป็นระดับที่ผลได้ส่วนเพิ่ม (Marginal Benefit) ที่ผู้โดยสารจะได้รับจากการรักษาความปลอดภัยจะต้องเท่ากับต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal Cost) ที่บริษัทสายการบินจะต้องเสียในการรักษาความปลอดภัย

เคยมีแนวคิดที่เกิดขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายนว่า สายการบินอาจจะอนุญาตให้นักบินสามารถนำปืนพกขึ้นเครื่องบินได้ เพื่อที่จะสามารถนำมาใช้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์การจี้เครื่องบิน ซึ่งผลประกฎว่าแนวคิดดังกล่าวต้องถูกยกเลิกไปเนื่องจาก การมีปืนหรืออาวุธอยู่บนเครื่องบินนั้นอาจจะไม่ได้เป็นการสร้างผลได้ต่อผู้โดยสารแต่อย่างไร (หรือมีผลน้อยมาก เช่น ในกรณีที่มีการจี้เครื่องบินที่มีความเป็นไปได้ต่ำมาก) แต่ตรงกันข้าม อาจจะเป็นการสร้างต้นทุนให้บริษัทจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมนักบินและลูกเรือให้เรียนรู้ในการใช้อาวุธด้วย ในที่นี้อาจจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลได้
ดังนั้น โดยหลักการณ์แล้ว ในการที่จะป้องกันความเสี่ยงจากการเดินทางโดยเครื่องบินให้เหลือ “ศูนย์” หรือไม่มีอุบัติเหตุเลยนั้น นั้นเป็นสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” เนื่องจากการที่บริษัทสายการบินจะทำให้การเดินทางโดยเครื่องบินไม่ประสบอุบัติเหตุเลยนั้น จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมหาศาล (หรืออีกทางหนึ่งก็คือไม่ต้องมีการบินเลย) ซึ่งแน่นอนว่าต้นทุนในการดำเนินกิจกรรมเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว (ตั้งแต่สนามบินจนถึงในเครื่องบิน) คงจะมีจำนวนที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่บริษัทสายการบินจะได้รับจากการขายตั๋ว

แต่เนื่องจากระบบการบริหารงานสายการบินเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและจำเป็นที่จะต้องมีการทำงานประสานกันในหลายๆกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น วิศวกรที่จะต้องตรวจเช็คเครื่องทุกๆจุดในทุกๆครั้งก่อนที่จะมีการออกบิน นักบินที่จะต้องมีสมาธิที่ดีและมีประสบการณ์ในการบินสูงในการบังคับเครื่อง ผู้บริหารที่เห็นถึงความสำคัญของการลดอุบัติเหตุจากเครื่องบินและยินดีที่จะจ่ายเงินในการติดตั้งระบบต่างๆ และฝึกอบรมพนักงานโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุดังกล่าว รัฐบาลที่จะต้องออกมาตรการในการรักษาความปลอดภัยของประเทศอย่างเข้มงวด หรือผู้โดยสารที่ยินดีที่จะเรียนรู้กฎระเบียบในการรักษาความปลอดภัยบนเครื่องบิน เป็นต้น ด้วยสาเหตุของความเสี่ยงที่จะสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายๆกรณีนี้เอง ในการที่จะทำให้ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเดินทางโดยเครื่องบินหมดไปนั้นจึงเป็น “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” แต่อย่างน้อย สิ่งที่บริษัทสายการบินจะสามารถทำได้ก็คือ การพยายามลดความเสี่ยงนั้นให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งผลที่ตามมาตามหลักเศรษฐศาสตร์ก็คือ เราๆ ท่านๆ ต้องจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินในราคาที่แพงนั่นเองครับ บางครั้งเราอาจจะคิดว่าราคาตั๋วอาจจะแพงเกินไปเมื่อคิดเป็นต่อหน่วยระยะทาง แต่ถ้าเราคำนึงถึงการลดความเสี่ยงต่างๆ ก็อาจจะคุ้มก็ได้ครับ แต่ที่น่าสนใจกว่าก็คือ ตามสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางเครื่องบิน กว่าร้อยละ 68 เกิดขึ้นในระหว่างการขึ้นและลงจอดของเครื่องบินซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับรายะเวลาในการบินทั้งหมด ซึ่งแสดงว่าต้นทุนที่ถูกจ่ายส่วนใหญ่ก็คือการจ่ายเพื่อลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุในช่วงนั้น