เป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกของไทยจำพวกร้านโชว์ห่วยต่างๆ ยังคงประสบปัญหาอย่างต่อเนื่องจากการที่ผู้ประกอบการเหล่านี้มีบริษัทร้านค้าปลีกขนาดใหญ่เข้ามาแย่งตลาดในเกือบทุกพื้นที่ ผู้ที่ตกเป็น “จำเลยอันดับหนึ่ง” ก็คือ บริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่จำพวก Hypermarket สัญชาติต่างประเทศต่างๆ ที่เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทยซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ไม่ต้องบอกชื่อก็คงจะทราบ) จนกระทั่งผู้ประกอบการร้านโชว์ห่วยของไทยจำเป็นที่จะต้องออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาช่วยในการออกกฎหมายเพื่อจำกัดพื้นที่ของการให้บริการของผู้ประกอบการจำพวก Hypermarket เหล่านั้น ผู้ประกอบการร้านโชว์ห่วยให้ความเห็นว่าผู้ประกอบการ Hypermarket สัญชาติต่างประเทศเหล่านั้นมีการดำเนินการธุรกิจในลักษณะของการเป็นผู้ผูกขาดโดยสามารถนำเสนอขายสินค้าที่ราคาต่ำกว่าผู้ประกอบร้านค้าโชว์ห่วยของไทย รวมทั้งยังมีสินค้าให้เลือกที่หลากหลายกว่า ซึ่งส่งผลให้ผู้ซื้อเลือกที่จะมาเดินซื้อสินค้าจากห้าง Hypermarket เหล่านั้นแทนที่จะต้องมาซื้อสินค้าจากผู้ประกอยการโชว์ห่วยไทยที่ราคาสูงกว่าและมีของให้เลือกน้อยกว่า (หรืออาจจะไม่ได้บรรยากาศในการช็อปปิ้งมากเท่า)
อย่างไรก็ตาม ได้มีนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งให้ความคิดเห็นที่แตกต่างกันว่า ผู้ที่สร้างผลกระทบทางลบต่อผู้ประกอบการโชว์ห่วยไทยมากกว่าน่าจะเป้น ร้านสะดวกซื้อจำพวกแฟรนไชส์ของคนไทยเองที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงมากกว่า (ไม่ต้องบอกชื่อก็คงจะนึกกันออกเหมือนกัน) เนื่องจากร้านค้าสะดวกซื้อเหล่านี้มักจะตั้งอยู่บริเวณหน้าปากซอยบ้านของทุกท่าน เรียกได้ว่ามีเกือบทุกซอย และบางซอยก็มีมากกว่าถึง 2-3 ร้าน ดังนั้น ผู้ซื้อที่ต้องการซื้อสินค้าแค่เพียงไม่กี่ชิ้นก็นิยมที่จะไปซื้อจากร้านค้าสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงนี้มากกว่าที่จะไปซื้อจากร้าน Hypermarket ขนาดใหญ่ นอกจากนั้น การเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงยังเป็นแรงจูงใจอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ร้านค้าสะดวกซื้อเหล่านี้ประสบความสำเร็จ เพราะเป็นการสร้างความสะดวกสบายให้ลูกค้าในการที่จะซื้อสินค้าได้ตลาดทุกเวลาที่ต้องการ ซึ่งถ้าวิเคราะห์จากพฤติกรรมของลูกค้าแล้วจะเห็นได้ว่า ร้านค้าสะดวกซื้อจำพวก 24 ชั่วโมงสัญชาติไทยนี้ต่างหากที่น่าจะตกเป็นจำเลยในการเป็นผู้ทำให้ผู้ประกอบการร้านค้าโชว์ห่วยของไทยต้องประสบปัญหา เนื่องจากจำนวนสาขาจำนวนมากของร้านค้าเหล่านี้นั้นได้ครอบคลุมลูกค้าเกือบทุกพื้นที่ที่ในประเทศไทย
ประเด็นที่ผมจะนำเสนอในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจในวันนี้ก็คือ สาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการร้านค้าโชว์ห่วยจำต้องประสบปัญหาและไม่สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการร้านค้าสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมงเหล่านั้นได้นั้นก็คือ การที่ผู้ประกอบการร้านโชว์ห่วยจำเป็นที่จะต้องแข่งขันกับ “ระบบ” การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและมีแรงจูงใจ (Incentive) ในการบริหารจัดการมากที่สุดระบบหนึ่งต่างหาก ระบบนั้นมีชื่อว่า “ระบบการบริหารงานแบบ “แฟรนไชส์” (Franchise) ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
แฟรนไชส์ (Franchise) มาจากรากศัพท์เดิมของภาษาฝรั่งเศสว่า “Franche” ที่แปลว่า “อิสระ (Free)” หรือ “ได้รับการยกเว้น (Exempt)” ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ที่ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์จะเปรียบเสมือนกับ “การได้เป็นเจ้าของกิจการและเป็นเจ้านายของตัวเองและไม่จำเป็นต้องมีข้อผูกมัดใดๆ” โดยธุรกิจแฟรนไชส์เป็นธุรกิจที่เกิดจากการตกลงร่วมกันระหว่างเจ้าของสิทธิ (Franchisor) และผู้ซื้อสิทธิ (Franchisee) โดยเจ้าของสิทธิจะทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ซื้อสิทธิโดยผู้ซื้อสิทธิจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบางอย่างเป็นการตอบแทน เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าธรรมเนียมในการใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ซื้อสิทธิยังจำเป็นต้องดำเนินกิจการในรูปแบบที่ผู้เป็นเจ้าของสิทธิเป็นผู้กำหนด เช่นโลโก้ร้าน การสนับสนุนการขาย ระยะเวลาการเปิดปิดร้าน เป็นต้น
โดยทั่วไปแล้ว การบริหารงานในรูปแบบของระบบเฟรนไชส์สร้างผลประโยชน์ให้กับเจ้าของสิทธิในการมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้าออกไปได้ง่ายขึ้น เนื่องจากสามารถผลักภาระในส่วนของต้นทุนอาคารสถานที่ ต้นทุนของค่าจ้างแรงงาน และต้นทุนการบริหารจัดการทางด้านการตลาดให้กับผู้ซื้อสิทธิ นอกจากนี้ การที่มีจำนวนของผู้ซื้อสิทธิเพิ่มขึ้นยังเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่เจ้าของสิทธิจากการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) อันเกิดจากการที่เจ้าของสิทธิมีต้นทุนเฉลี่ย (Average Cost) ในการผลิตลดลงจากการที่มีสาขาจำนวนมากขึ้นเพื่อกระจายสินค้าและบริการโดยที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ดังนั้นเมื่อวิเคราะห์ถึงในกรณีของการบริหารงานของระบบแฟรนไชส์ค้าปลีกจะเห็นได้ว่า ธุรกิจแฟรนไชส์ค้าปลีกนั้นสามารถที่จะกระจายสาขาจากการมีผู้ซื้อสิทธิมากขึ้นเท่าไร เจ้าของสิทธิก็จะได้รับส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น อันในท้ายที่สุดก็เป็นการสร้างอำนาจการผูกขาดให้กับเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ได้นั่นเอง
ในด้านของผู้ซื้อสิทธิเองก็จะได้รับแรงจูงใจจากการเริ่มเป็นเจ้าของกิจการ โดยผู้ประกอบการรายใหม่ๆที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการแต่ยังไม่มีความรู้ในการดำเนินธุรกิจมากนัก ผู้ประกอบการเหล่านั้นก็มักนิยมที่จะเริ่มธุรกิจจากการเป็นผู้ซื้อสิทธิในธุรกิจแฟรนไชส์ เนื่องจากเห็นว่าการซื้อแฟรนไชส์จะช่วยทำให้ตนสามารถที่จะเริ่มธุรกิจได้โดยง่าย ปราศจากความเสี่ยงต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงแรกๆของการดำเนินธุรกิจ และยังได้รับความดูแลจากผู้มีประสบการณ์ที่เป็นเจ้าของสิทธิมาช่วยในรการถ่ายทอดความรู้และพัฒนาระบบการบริหารจัดการ
ดังนั้นถ้าวิเคราะห์ทั้งในส่วนของผู้ขายสิทธิและผู้ซื้อสิทธิก็จะเห็นได้ว่า ระบบการบริหารจัดการแบบแฟรนไชส์เป็นระบบที่สร้าง “แรงจูงใจอย่างมหาศาล” แก่ทั้งผู้เป็นเจ้าของสิทธิและผู้ที่เข้ามาซื้อสิทธิ ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่า เพราะเหตุใดสาขาของจะบบแฟรนไชส์ค้าปลีกในประเทศไทยนั้นถึงได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทุกๆปี การบริหารความสำเร็จของธุรกิจแฟรนไชส์ค้าปลีกสะดวกซื้อที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนั้นจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการที่ผู้ประกอบการโชว์ห่วยขนาดเล็กจำเป็นที่จะต้องปิดกิจการลง หรืออยู่ได้แบบเลือดตาแทบกระเด็น เพราะผู้ประกอบการโชว์ห่วยเหล่านั้นคงจะไม่มีอำนาจพอในการที่จะเข้าไปแข่งขันกับ “ระบบ” แฟรนไชส์อันเป็นระบบที่สร้างแรงจูงใจแก่ทั้งกับผู้เป็นเจ้าของสิทธิและผู้ซื้อสิทธิได้ คำถามก็คือว่า ในเมื่อรู้ว่าอย่างนี้ ผู้ประกอบการร้านค้าโชว์ห่วยเหล่านั้นควรจำทำอย่างไร ผมมีให้ 3 ทางเลือก
1) ผู้ประกอบร้านค้าโชว์ห่วยอาจเสนอต่อภาครัฐให้เข้ามาจำกัดการเปิดสาขาของธุรกิจแฟรนไชส์ค้าปลีกนี้อย่างเคร่งครัดมากขึ้น
2) ผู้ประกอบการร้านโชว์ห่วยจำเป็นที่จะต้องดำเนินกลยุทธ์ทางด้านการตลาดเองเพิ่มเติม เช่น การสร้างความแตกต่างของตัวสินค้า (Product Differentiation) หรือการส่งเสริมการขาย เป็นต้น หรือ
3) ผู้ประกอบการร้านค้าโชว์ห่วยคงจำเป็นต้องยอมรับสภาพและทำใจว่าโลกธุรกิจนั้นปลาใหญ่จะต้องกินปลาเล็กเป็นเรื่องธรรมดา
ซึ่งแน่นอนว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันก็คงจะมีแต่ทางเลือกที่ 3 เท่านั้นที่พอจะเป็นไปได้
