วันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 10 ปีบริบูรณ์ของ "วิกฤตการต้มยำกุ้ง" ซึ่งเป็นวันที่ประเทศไทยได้มีการประกาศลอยค่าเงินบาทของประเทศไทย เท่าที่จำได้ในวันนั้น ผมทำลังทำงานอยู่กับบริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทยหลังจากเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีมาหมาดๆ ต้องยอมรับว่า ผม (ซึ่งเหมือนกับคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ) ไม่เคยได้รู้ตัวมาก่อนเลยว่าเหตุการณ์อย่างวันนั้นจะเกิดขึ้น และเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่ที่แน่ๆ ก็คือ หลังจากวันนั้นบริษัทที่ผมทำงานอยู่ได้ประกาศนโยบายต่างๆออกมามากมาย เช่นการยกเลิกทุนการศึกษาของพนักงานที่ต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท การใช้ระบบของการเกษียณอายุก่อนกำหนดเวลาทำงาน (Early Retirement) และการปิดบริษัทในเครืออีกหลายๆบริษัท ซึ่งแน่นอนว่าพนักงานกินเงินเดือนอย่างผมและอีกหลายๆคนในช่วงนั้นต้องประสบปัญหาเป็นอย่างมาก
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะสามารถหลุดพ้นจากวิกฤตการทางเศรษฐกิจแล้วก็ตาม แต่คำถามที่หลายคนต้องการทราบก็คือ คนไทยได้เรียนรู้และปรับปรุงอะไรบ้างจะวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เมื่อปลายปีที่แล้ว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้จัดสัมมนาประจำปี (Year-End Conference) โดยมีชื่อว่า “10 ปีวิกฤตเศรษฐกิจไทย: ได้เรียนรู้และปรับปรุงอะไรบ้าง” ข้อค้นพบที่ได้ก็คือ ประเทศไทยได้เรียนรู้และปรับปรุง “ระบบ” ต่างๆมากมายเช่น การกำหนดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยใช้เป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation-Targeting) การร่างแผนแม่บทสถาบันการเงิน การจัดระบบการบริหารจัดการชุมชน การเปิดเสรีตามหลักเกณฑ์ของ Basel II และการให้ความสำคัญของการจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
ในแวดวงวิชาการของประเทศและของโลกได้พยายามศึกษาถึงที่มาและที่ไปของวิกฤตการทางเศรษฐกิจของไทย (และของประเทศอื่นๆในภูมิภาค) เรียกได้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้มีงานวิจัยทางด้านเศรษฐกิจไทยออกมามากกว่าร้อยชิ้นที่ศึกษาถึงสาเหตุที่มาของวิกฤตการทางเศรษฐกิจไทยในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การตัดสินใจเปิดเสรีทางการเงินในช่วงปี พ.ศ.2534-2535 การปล่อยเงินกู้แก่ภาคธุรกิจอย่างไม่ระมัดระวังและเกินความพอดีจนเกิดการเก็งกำไร การพยายามปกป้องค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนตัวลงจากการโจมตีจากต่างประเทศ การดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลซึ่งไม่เหมาะสมกับโครงสร้างทางการเงินในสมัยนั้น
โดยสรุปวิกฤตทางการเงินในปี 1997 เป็นผลมาจาก ความรีบเร่งของทางการในอันที่เปิดเสรีทางการเงินมากเกินไป โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของผู้กำหนดนโยบายของประเทศยังไม่มีความพร้อม ยังไม่มีการปรับตัวใดๆ และยังไม่มีการปรับโครงสร้างในการทำงานให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเงินของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนั้นด้วย ผลที่ประเทศไทย ได้รับ คือ ปัญหาความรุนแรงของทุกภาคส่วน ทั้งภาคเศรษฐกิจ ภาคการเมือง และภาคสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาคที่สะท้อนออกมาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจก็คือ การที่อัตราการเจริญเติบโตที่แท้จริงของประเทศไทยมีค่าคิดลบเป็นครั้งแรก (-4% ในปี พ.ศ.2540 และ -11% ในปี พ.ศ. 2541) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจาก 25 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐเป็น 40 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ ดอกเบี้ยปรับตัวลดลงจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 2 ต่อปี ในขณะที่การลงทุนในประเทศลดลงจากร้อยละ 42 ในปี พ.ศ.2539 เหลือเพียงร้อยละ 20 ในปี พ.ศ.2541
ถึงแม้ว่าผู้กำหนดนโยบายของประเทศไทยจะได้เรียนรู้มากขึ้นจากประสบการณ์ของวิกฤตการทางเศรษฐกิจบ้างแล้วก็ตาม แต่คำถามก็คือ ประเทศไทยจะมีโอกาสที่จะประสบวิกฤตการทางเศรษฐกิจอย่างในปี 2540 อีกหรือไม่ แน่นอนว่าถ้าจะให้ “ฟันธง” ไปว่าจะเกิดหรือไม่เกิดนั้นก็คงจะไม่ใช่วิสัยที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีจะสามารถตอบได้ แต่ที่แน่ๆก็คือ สาเหตุของการเกิดวิกฤตการทางเศรษฐกิจครั้งต่อไปของประเทศไทยคงจะเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่จากสาเหตุเดิมอย่างที่เคยเกิดขึ้นในปี 2540 ธนาคารพาณิชย์เริ่มระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น การใช้จ่ายของภาครัฐที่สอดคล้องกับดุลการคลัง และการสนับสนุนการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับคุณค่ามากกว่าราคา แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เราก็คงจะไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ว่าวิกฤตการทางเศรษฐกิจอย่างปี 2540 จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกครั้ง
ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะได้มีการปรับปรุง “ระบบ” ต่างๆเพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตการทางเศรษฐกิจบ้างแล้วก็ตาม แต่ระบบเหล่านั้นอาจจะไม่สามารถป้องกันการเกิดวิกฤตจากสาเหตุอื่นๆได้ โดยเฉพาะปัจจัยทางด้าน “คน” โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาวในปัจจุบันที่อาจจะไม่รู้ถึงสภาพอันน่ากลัวของวิกฤตการทางเศรษฐกิจครั้งก่อน หรืออาจจะลืมไปแล้วว่าวิกฤตการครั้งที่แล้วเป็นอย่างไร ซึ่งตรงนี้ถือว่าอันตรายเป็นอย่างมาก เพราะการลืม (หรือไม่เข้าใจ) บทเรียนที่แย่ๆที่เคยเกิดขึ้นอาจจะทำให้คนๆนั้นเลือกดำเนินชีวิตที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตการทางเศรษฐกิจขึ้นมาได้ เช่น การการบริโภคของภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจะเกิดหนี้สินล้นพ้นตัว อันสะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของหนี้สินของครัวเรือนของประเทศ หรือ การเกิดขึ้นของโครงการอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากที่มีลักษณะของการขายก่อนสร้าง เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนของการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุนที่ “ขาดความพอเพียง” ที่สะท้อนถึงความ “ไม่พอประมาณ” “ไม่มีเหตุผล” และ “ไม่มีภูมิคุ้มกัน” ของคนไทยซึ่งอาจกลายเป็นจุดเล็กๆที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นในช่วงวันครบรอบ 10 ปี “วิกฤตเศรษฐกิจไทย” ผมว่า เรามามองกันดูดีไหมครับว่า ระบบเศรษฐกิจที่มาจากเศรษฐกิจระดับ “จุลภาค” ของเราเป็นอย่างไร และน่ากลัวแค่ไหน
