05 สิงหาคม 2550

ผู้กำหนดนโยบายแบบ “Active” กับแบบ “Passive”



“หน่อมแน้ม”, “หยุมหยิม”, “มะเขือเผา”, หรือ “ขี่หลังเต่า” ต่างเป็นคำเรียกขานที่หนังสือพิมพ์บางฉบับใช้เปรียบเปรยผู้กำหนดนโยบายทางด้านเศรษฐกิจของประเทศในชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะในตอนที่ประกาศมาตรการในการแก้ไขปัญหาการแข็งค่าของค่าเงินบาททั้ง 6 มาตรการในช่วงที่ผ่านมา คำถามที่ผมถามอยู่ในใจ (และมาตั้งคำถามในวันนี้) ก็คือว่า คำสรรพนามดังกล่าวนั้น “ยุติธรรม” พอสำหรับผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นหรือไม่ ผมเข้าใจว่าสื่อบางฉบับคงเห็นว่ามาตรการทั้ง 6 มาตรการน่าจะเป็นเพียงมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาใน “ระยะสั้น” และคงจะไม่ได้ผลใน “ระยะยาว” (หรืออาจจะไม่ได้ผลอย่างทันท่วงที) จึงทำให้คำเรียกขานดังกล่าวข้างต้นถูกยกนำมาใช้เสมอ
เป็นที่ยอมรับกันว่า การประกาศปิดกิจการของบริษัทไทยศิลป์อาคเนย์หรือแม้กระทั่งบริษัทยูเนี่ยนฟุตแวร์ ได้ส่งผลทำให้พนักงานกว่าหลายพันคนจะต้องตกงาน (ถึงแม้ว่าจะได้รับการช่วงเหลือบ้างแล้วก็ตาม) หลายฝ่ายได้ลงความเห็นว่า สาเหตุประการสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลทำให้กิจการเหล่านั้นต้องปิดตัวลงก็คือ การแข็งค่าอย่างผิดปกติของค่าเงินบาท เพราะค่าเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลทำให้ราคาของสินค้าจากผู้ผลิตเหล่านั้นสูงกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากยอดขายของสินค้าเหล่านั้นส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก (โดยเฉพาะการผลิตเสื้อผ้าและรองเท้าที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้นและจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปตามแฟชั่น)

ผู้ประกอบการเห็นว่า การแข็งตัวเกินปกติของค่าเงินบาทเป็นปัญหาสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นที่จะต้องรีบให้เข้ามาแก้ไขโดยด่วน มาตรการที่ออกมาควรจะเป็นมาตรการที่ “ช็อก” ตลาดเช่น การลดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 หรือการเข้าไปซื้อเงินดอลลาร์ในตลาดให้มากขึ้น ซึ่งมาตรการดังกล่าวน่าจะส่งผลทำให้การแข็งตัวของค่าเงินบาทนั้นบรรเทาลงได้ในระยะเวลาสั้น
ในแนวคิดของทางเศรษฐศาสตร์มหภาค เราจะเรียกผู้กำหนดนโยบายในลักษณะนี้ว่าเป็น ผู้กำหนดนโยบายที่ “Active” ซึ่งเป็นในลักษณะของผู้กำหนดนโยบายทีดำเนินนโยบายทันทีเพื่อแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Stability) ของประเทศในระยะสั้น แต่สิ่งที่พึงระวังสำหรับการกำหนดนโยบายที่ Active นี้ก็คือ นโยบายทุกประเภทจะต้องมีความล่าช้า (Policy Lag) ไม่ว่าจะเป็น “ความล่าช้าที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้กำหนดนโยบายที่จะต้องตัดสินใจเลือกดำเนินนโยบายที่เหมาะสม” (Inside Lag) หรือ “ความล่าช้าจากการที่ต้องรอว่าผลกระทบของนโยบายต่อระบบเศรษฐกิจจะเห็นผลเมื่อไร” (Outside Lag) ซึ่งความล่าช้าที่เกิดขึ้นทั้งสองด้านนี้จะส่งผลทำให้ จากการดำเนินนโยบายในลักษณะของ Active ที่ต้องการให้ได้ผลอย่างทันท่วงทีนั้นยากในการบริหารจัดการ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดเงินบาทของประเทศเกิดอ่อนค่าลงในอนาคต (เช่น อาจจะมาจากการไหลออกอย่างฉับพลันของเงินทุนจากต่างประเทศ) นโยบายในเชิงของ Active ดังกล่าวอาจไม่ได้ทำให้ค่าเงินบาทนั้นเกิดเสถียรภาพอย่างที่หวังไว้ แต่อาจจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก เพราะความล่าช้าทำให้นโยบายที่ประกาศออกมาไปตกอยู่ในช่วงที่ไม่พึงประสงค์

มาตรการทั้ง 6 มาตรการในการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทที่ได้ถูกประกาศไปนั้น เป็นลักษณะของมาตรการที่มุ่งการรักษาเสถียรภาพแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรกว่ามาตรการดังกล่าวจะเห็นผล หรือไม่น่าที่จะเห็นผลได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นแนวทางที่ต่างจากนโยบายแบบ Active แต่จะเป็นในลักษณะของ Passive มากกว่า ซึ่งผู้กำหนดนโยบายแบบ Passive จะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาหานโยบายที่เหมาะสมนานกว่าผู้กำหนดนโยบายแบบ Active นอกจากนั้น ผู้กำหนดนโยบายประเภทนี้จะให้ความสำคัญกับผลกระทบอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา เช่นนโยบายที่ประกาศออกมาแบบเฉียบพลัน (เช่น ถ้าเกิดไปออกมาตรการการห้ามถือครองเงินบาท หรือการจำกัดการเข้ามาของเงินทุนจากต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งการลดอัตราดอกเบี้ยแบบช็อกตลาด) อาจส่งผลทำให้เงินทุนไหลออกจากต่างประเทศอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจจะส่งกระทบทางลบต่อตลาดหุ้นในประเทศอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในครั้งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เมื่อปีที่แล้ว หรืออาจจะเกิดเงินเฟ้อตามมาในระยะยาว (ยิ่งช่วงนี้ราคาน้ำมันเริ่มสูงขึ้นอีกแล้ว) ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องที่ผู้กำหนดนโยบายจะต้องตามไปแก้อีก ดังนั้นจุดอ่อนของการกำหนดนโยบายแบบ Passive ก็คือ นโยบายดังกล่าวอาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่ง (เช่น ปัญหาค่าเงินบาท) ได้อย่างทันท่วงที หรืออย่างที่หลายฝ่ายอยากจะให้เป็น แต่การประกาศใช้มาตรการแบบ Passive ทั้ง 6 มาตรการนั้นจะเน้นในลักษณะแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” มากกว่าแบบ Active ที่เน้น “เห็นผลฉับพลัน”

ด้วยสาเหตุดังกล่าว ในคำกล่าวที่ว่ามาตรการที่ผู้กำหนดนโยบายในชุดปัจจุบันประกาศออกมานั้นเป็นมาตรการที่ “หน่อมแน้ม” ผมเห็นว่าคำกล่าวนี้ค่อนข้างที่จะไม่ยุติธรรมแก่ผู้กำหนดนโยบายของประเทศ เพียงแต่ว่ามาตรการดังกล่าวนั้นเป็นลักษณะในเชิง Passive ที่อาจจะไม่ได้มุ่งสำหรับการแก้ไขเพื่อให้ได้เห็นอย่างทันทีทันด่วนอย่างมาตรการแบบ Active ที่หลายฝ่ายอยากจะเห็นมากกว่า
จะว่าไปแล้ว สาเหตุที่สำคัญจริงๆของการปิดตัวของผู้ประกอบการดังกล่าวน่าจะมาจากการที่ประเทศไทยจะต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากต้นทุนแรงงานที่สูง (Cost Competitiveness) กว่าประเทศคู่แข่งอื่นๆอย่างจีนหรือเวียดนาม มากกว่าสาเหตุจากค่าเงินบาท การแข็งค่าของค่าเงินบาทน่าจะเป็นเพียงแค่ปัจจัยที่ส่งผลทำให้ปัญหาดังกล่าวเด่นชัดยิ่งขึ้น

นักวิชาการหลายฝ่ายต่างลงความเห็นว่า ผู้ประกอบการควรที่จะ “พลิกวิกฤติจากการแข็งค่าของค่าเงินบาทให้เป็นโอกาส” โดยการเน้นพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตโดยเร่งสั่งซื้อเครื่องจักรที่จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ รวมไปถึงการนำเงินบาทไปลงทุนในต่างประเทศ

ดังนั้น สิ่งที่ผู้กำหนดนโยบาย (ไม่ว่าจะเป็นประเภท Active หรือประเภท Passive ก็ตาม) จะต้องเร่งดำเนินการก็คือ การออกแผนพัฒนาในระยะยาว (Long-Term Plan) แก่ผู้ประกอบการในประเทศโดยเน้นสร้างความสามารถในการแข่งขันทางด้านอุปทาน (Supply-Side Competitiveness) ที่นอกเหนือจากเน้นผลิตของถูก มาเป็นการผลิตของที่มีมูลค่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ในกรณีของการผลิตเสื้อผ้านาโน (Nano) ที่ถึงแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าเสื้อประเภทอื่นๆ ในตลาดมากก็ตาม แต่ด้วยคุณภาพที่ดีกว่า เนื้อนาโนนั้นยังคงมีความต้องการที่สูงขึ้นทุกๆปีไม่ว่า เงินบาทจะอ่อนหรือจะแข็งก็ตาม

ผมเชื่อว่าคงจะมีหลายฝ่ายทราบถึงข้อเสนอแนะดังกล่าวนี้แล้ว และไม่จำเป็นที่จะต้องเอากลับมาพูดอีก แต่คำถามก็คือว่า เราจะต้องทำอย่างไรในการที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มดังกล่าว การสร้างกระบวนการของการวิจัยและการพัฒนา (R&D) การสนับสนุนการผลิตเพื่อให้ได้มูลค่าเพิ่ม (Value-Added) การสร้างตราสินค้า (Branding) การสร้างองค์ความรู้ภายในองค์กร (Knowledge-Base) รวมไปถึงการพัฒนากระบวนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IPRs Protection) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เราๆท่านๆจะต้องนำมาปัดฝุ่นพูดกันซ้ำแล้วซ้ำอีก