26 สิงหาคม 2550

การส่งทะลุของอัตราแลกเปลี่ยน”


นอกจากประเด็นจากปัญหาเรื่องของวิกฤตซับไพร์ม (Sub-Prime) ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว การแข็งค่าของเงินบาทที่เกิดขึ้นยังคงเป็นประเด็นที่มีผู้กล่าวถึงอยู่ในปัจจุบัน (ถึงแม้ว่าในปัจจุบันค่าเงินจะเริ่มอ่อนค่าขึ้นบ้างแล้วก็ตาม) โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ต้องกังวลว่าสินค้าที่ส่งออกของตนจะมีราคาที่สูงขึ้นกว่าค่าแข่งจากชาติอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องมีการแข่งขันทางด้านราคาสูง อย่างในกรณีของสินค้าที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้นในการผลิต เรียกได้ว่าวิกฤตการการแข็งค่าของค่าเงินบาทนั้นได้ส่งผลทำให้ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศต้องปวดหัวไปตามๆ กัน โดยเฉพาะในช่วงที่เริ่มมีการปิดตัวของโรงงานขนาดใหญ่หลายๆแห่ง ก็ยิ่งทำให้ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจต้องถูกกดดันจากหลายๆฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นจากภาคธุรกิจ หรือจากกลุ่มนักวิชาการ

ในช่วงนั้น ผมได้แอบคิดในใจ (และมาคิดเสียงดังๆ ตอนนี้) ว่า เพราะเหตุใดภาคธุรกิจต้องให้ความใส่ในกับการแข็งค่าของค่าเงินบาทมากถึงขนาดนั้น และจำเป็นด้วยหรือที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องดำเนินนโยบายตามเสียงโอดครวญของภาคธุรกิจ จนการกระทำตามเสียงที่ร้องขอจากภาคเอกชนทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องประสบกับผลลัพธ์ข้างเคียงอื่นๆตามมา เริ่มตั้งแต่การประกาศมาตรการการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ของเงินทุนที่ไหลเข้าจากต่างประเทศที่ส่งผลทำให้ราคาหุ้นตกลงเป็นอย่างมากในช่วงปลายปีที่แล้ว การประกาศลดอัตราดอกเบี้ยที่อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในภายหลัง หรือมาจนกระทั่งถึงการออกมาตรการทั้ง 6 มาตรการที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นมาตรการหยุมหยิมและหน่อมแน้ม และคงไม่ได้ผลเท่าไรในระยะสั้น

หลักการง่ายๆ ในเรื่องของการแข็งตัวของค่าเงินบาทกับการส่งออกของประเทศไทยก็คือ พอค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ราคาสินค้าในรูปของเงินตราต่างประเทศที่ผู้ส่งออกจะขายในตลาดโลกย่อมต้องปรับเพิ่มสูงขึ้นตามมา ซึ่งส่งผลทำให้ผู้ส่งออกต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน (ทางด้านราคา) ให้กับผู้ผลิตที่มาจากประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า สิ่งที่ผมเคยตั้งคำถามไว้ในใจ (เมื่อในอดีต) ก็คือ จำเป็นเสมอไปหรือไม่ที่การแข็งค่าของเงินบาทจะส่งผลทำให้ราคาที่ขายในต่างประเทศ (ในเงินสกุลต่างประเทศ เช่นเหรียญสหรัฐ) จะต้องปรับตัวสูงขึ้นตามมาทุกครั้ง

นักเศรษฐศาสตร์ทางด้านการเงินระหว่างประเทศ (International Finance) ได้นำเสนอผลการศึกษาเพื่ออธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้าและอัตราแลกเปลี่ยนมาตั้งแต่ช่วงปีทศวรรษที่ 1980s และได้ตั้งรูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าวว่า ทฤษฎี “การส่งทะลุของอัตราแลกเปลี่ยน” หรือ “Exchange Rate Pass-Through” Theory โดยทฤษฎีดังกล่าวได้อธิบายว่า ถ้าการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้ามีสัดส่วนเท่ากับการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน เราจะเรียกว่า “อัตราแลกเปลี่ยนจะมีการส่งทะลุอย่างสมบูรณ์ไปสู่ราคาสินค้า” (Complete Exchange Rate Pass-Through) ในขณะที่ถ้าสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าน้อยกว่าสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน เราจะเรียกว่า “การส่งทะลุของอัตราแลกเปลี่ยนสู่ราคาสินค้านั้นไม่สมบูรณ์” (Incomplete/Partial Exchange Rate Pass-Through)

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งในประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปออกสู่ตลาดโลก สมมติให้เสื้อผ้าชิ้นหนึ่งมีราคาต่อหน่วย (ซึ่งรวมต้นทุนทุกประเภทแล้ว) เท่ากับ 1,000 บาท โดยถ้าอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิอยู่ที่ 40 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ บริษัทแห่งนี้จะตั้งราคาเท่ากับ 1,000/40 = 25 เหรียญสหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าค่าเงินบาทเกิดแข็งค่าขึ้นมา (เช่นจาก 40 บาทเป็น 34 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ หรือเกิดการแข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 15) แน่นอนว่าเมื่อผู้ส่งออกได้ทำการแปลง (Convert) ราคาในรูปของเงินบาทเป็นเงินเหรียญสหรัฐแล้วราคาย่อมในรูปของเงินเหรียญจะต้องปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน แต่คำถามก็คือ ราคาเงินเหรียญสหรัฐที่ต้องปรับให้สูงขึ้นนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นเท่าไร ในกรณีนี้ ผู้ส่งออกอาจจะต้องปรับราคาสูงขึ้นเท่ากับร้อยละ 15 (ตามสัดส่วนการแข็งค่าของค่าเงินบาท) ซึ่งแสดงว่าผู้ประกอบการจะต้องขายสินค้าที่ราคา 1000/36 = 27.8 เหรียญสหรัฐ หรือจะขายในราคาอื่นที่ต่ำกว่า/สูงกว่านั้น
ซึ่งถ้าราคาที่ตั้งน้อยกว่า 27.8 เหรียญสหรัฐ สมมติให้เป็น 26 เหรียญสหรัฐ แสดงว่าการแข็งค่าของค่าเงินบาทร้อยละ 15 ได้ส่งผลทำให้ราคาสินค้าส่งออกของไทยปรับสูงขึ้นเพียงร้อยละ 100 x (26-25)/25 = 4 ซึ่งในกรณีนี้แสดงว่า “ระดับการส่งทะลุของอัตราแลกเปลี่ยนไปสู่ราคาสินค้า” (Degree of Exchange Rate Pass-Through) จะมีค่าเท่ากับ 4/15 = 0.27 ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่า ถ้าค่าเงินบาทมีการปรับตัวเพิ่ม (แข็งค่า/อ่อนค่า) ประมาณร้อยละ 1 ราคาสินค้าที่ขายในรูปของเงินตราต่างประเทศจะปรับตัว (เพิ่มขึ้น/ลดลง) เพียงประมาณร้อยละ 0.27 เท่านั้น ซึ่งในกรณีนี้เป็นกรณีที่เราเรียกว่า “การส่งทะลุของอัตราแลกเปลี่ยนแบบไม่สมบูรณ์ (Incomplete Exchange Rate Pass-Through)

แต่ถ้าราคาที่ในขณะที่ถ้าราคาปรับสูงขึ้นเท่ากับร้อยละ 15 ตามการแข็งค่าของค่าเงินบาท ในกรณีนี้ระดับการส่งทะลุของอัตราแลกเปลี่ยนไปสู่ราคาสินค้า (Degree of Exchange Rate Pass-Through) จะมีค่าเท่ากับ 15/15 = 1 ซึ่งเป็นกรณีที่เราเรียก “การส่งทะลุของอัตราแลกเปลี่ยนแบบสมบูรณ์ (Complete Exchange Rate Pass-Through)

ซึ่งถ้าเราเอาหลักการของทฤษฎีการส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยนนี้มาอธิบายในกรณีที่ภาคธุรกิจไทยจะต้องประสบปัญหาจากการแข็งค่าของค่าเงินบาทแล้วนั้น คำตอบที่ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศน่าจะต้องทราบข้อหนึ่งก็คือ การปรับตัวของราคาส่งออกนั้นเป็นลักษณะของ Complete Pass-Through ที่มี Pass-Through Degree “เท่ากับ 1” หรือ Incomplete Pass-Through ที่มี Pass-Through Degree “น้อยกว่า 1” เพราะถ้าเป็นในกรณีหลัง (แบบ Incomplete Pass-Through) ผู้กำหนดนโยบายไม่ควรที่จะสรุปว่า การแข็งค่าของค่าเงินบาทจะส่งผลทำให้ผู้ประกอบการเสียความสามารถในการแข่งขันไป เพราะราคาส่งออกอาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่าใดนัก แต่ผู้ส่งออกอาจเลือกที่จะรักษาส่วนแบ่งตลาดโดยการพยายามที่จะคงราคาไว้ระดับเดิมให้มากที่สุด

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผมได้เคยลองพยายามตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าวโดยทำการเขียนงานวิจัยออกมาชิ้นหนึ่งที่มีชื่อว่า “Exchange Rate Pass-Through in Thailand’s Import Industries” และได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสาร TDRI Quarterly Review เมื่อในปี ค.ศ.2003 โดยผลที่ได้พบว่า เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเกิดการเปลี่ยนแปลง (แข็งค่า/อ่อนค่า) ราคาสินค้าที่ค่าขายกับต่างประเทศของประเทศไทยจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก หรือเรียกได้ว่า สินค้าส่งออกและนำเข้าของประเทศไทยมี “การส่งทะลุของอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างต่ำและไม่สมบูรณ์” โดยมีระดับของการส่งผ่าน (Pass-Through Degree) อยู่ที่ประมาณ 0.3-0.5 เท่านั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า ซึ่งผลที่ได้แสดงว่าราคาสินค้าของไทยในหลายๆสินค้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากนัก การแข็งค่าของค่าเงินบาทจึงอาจไม่ได้หมายความว่าผู้ส่งออกจะต้องปรับราคาเพิ่มขึ้นเสมอไป แต่ตรงกันข้าม ผู้ส่งออกอาจจะเห็นว่าสินค้าของตนอาจจะยังคงขายได้ดี ถึงแม้ว่าจะขายในราคาที่สูงกว่าชาวบ้านเขาก็ตาม

ดังนั้น ผมอยากเสนอให้ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจลองสำรวจราคาสินค้าที่ผู้ส่งออกตั้งขายในต่างประเทศ (เป็นเงินสกุลต่างประเทศ) ดูครับว่า ตั้งแต่ที่เงินบาทเริ่มแข็งค่ามาจนถึงปัจจุบัน ผู้ส่งออกได้ปรับราคาสินค้าขึ้นอยู่กี่ครั้ง และเป็นสัดส่วนประมาณเท่าไร (เปอร์เซ็นต์) และสัดส่วนนั้นมากกว่าหรือน้อยกว่าสัดส่วนการแข็งค่าของค่าเงินบาทหรือไม่อย่างไร เพราะถ้าเราพบว่า ราคาสินค้าที่ผู้ส่งออกมีการปรับตัวค่อนข้างน้อย มาตรการที่ภาครัฐพยายามรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทอยู่ในปัจจุบันนั้นก็อาจจะเป็นมาตรการที่ไม่มีความจำเป็นใดๆเลยก็ได้ เพราะการส่งออกยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรอื่นๆอีกมากนอกเหนือจากอัตราแลกเปลี่ยน (เช่น ความต้องการในตลาดโลก ราคาน้ำมันและต้นทุนค่าขนส่ง การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และนโยบายการค้าระหว่างประเทศของประเทศคู่ค้า เป็นต้น)