ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจจากการสอนที่นิด้า (13.00-16.00) ผมตั้งใจว่าจะใช้เวลาที่เหลือในช่วงเย็นสำหรับการเขียนบทความเพื่อลงตีพิมพ์สำหรับคอลัมน์ทันเศรษฐกิจในวันนี้ ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะเขียนอธิบายแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์บางประการกับรายการ Reality Show ชื่อดังอย่าง Academy Fantasia เนื่องจากซีซั่นล่าสุดของรายการนี้เพิ่งจะปิดฉากไปในวันเสาร์ที่ผ่านมาและมีการกล่าวถึงกันพอสมควรตามสื่อต่างๆ
แต่สุดท้าย ผมก็ต้องเปลี่ยนเนื้อเรื่องที่จะเขียนโดยกะทันหัน หลังจากได้ยินข่าวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต ของสายการบิน “วันทูโก” อันส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 80 คนและเป็นบาดเจ็บอีกกว่า 40 ราย (ตอนที่กำลังเขียนบทความนี้ ผมยังไม่ทราบถึงจำนวนตัวเลขที่แน่ชัดของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ) ดังนั้น คอลัมน์ทันเศรษฐกิจในวันนี้จึงขอนำประเด็นทางเศรษฐศาสตร์บางประการมาอธิบายถึงเรื่องของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นดังกล่าว โดยจะทำการเปรียบเทียบกับอุบัติเหตุของการเดินทางในรูปแบบอื่นๆ บริการรถร่วมบริการ (สำหรับบทความเรื่องเศรษฐศาสตร์กับ Academy Fantasia คงต้องรอไปกว่ารายการนี้จะมีซีซั่นใหม่)
จากข่าวแจ้งว่า สาเหตุที่สำคัญของการเกิดอุบัติเหตุของเครื่องบินวันทูโกในครั้งนี้เกิดจากการที่ “ล้อหลัง” ของเครื่องเกิดระเบิดขึ้นในระหว่างที่ทำการลงจอด ซึ่งส่งผลทำให้เครื่องบินเกิดการเสียหลักและลื่นออกนอกรันเวย์ไปชนต้นไม้ที่อยู่ข้างๆ จนทำให้เครื่องหักและเกิดไฟลูกไหม้ไปทั้งลำ
พอได้รับทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัดแล้ว คำถามที่มักเกิดขึ้นตามมาก็คือ สาเหตุจากความขัดข้อง (ล้อหลังของเครื่องบิน) นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทางบริษัทได้มีการตรวจเช็คล้อหลังของเครื่องก่อนที่จะบินขึ้นหรือไม่
จะว่าไปแล้ว สาเหตุจากการขัดข้องของตัวเครื่อง (เครื่องยนต์) มักจะเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการเดินทางประเภทอื่นๆ ด้วย ยกตัวอย่างเช่น เรามักจะได้ยินข่าวของผู้ประสบอุบัติเหตุ หรือเสียชีวิต จากที่การเดินทางโดยรถเมล์ร่วมบริการในกรุงเทพมหานคร ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากสภาพรถที่เก่า เบรกแตก หรือคนขับรถไม่ระมัดระวังพอ
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากเครื่องบินกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากรถเมล์ร่วมบริการนั้นมีประเด็นที่น่าสนใจที่เราสามารถนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกันได้เนื่องจากสาเหตุของอุบัติเหตุ (ทั้งจากเครื่องบินและรถเมล์ร่วมบริการ) นั้นต่างก็มีทั้งประเด็นที่ ”เหมือนกัน” และประเด็นที่ “แตกต่างกัน”
ประเด็นที่เหมือนกันก็คือ ผู้ประกอบการทั้งรถเมล์ร่วมบริการและผู้ประกอบการสายการบิน (โดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำ) กำลังประสบกับสภาวการณ์แข่งขันในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องหามาตรการในการประหยัดต้นทุนต่างๆเท่าที่จำเป็น
ในกรณีของรถเมล์ร่วมบริการ ผู้ประกอบการจะต้องประสบกับการที่ภาครัฐเข้ามาเป็นผู้กำหนดเพดานราคา (Price Ceiling) ค่าโดยสารไม่ให้สูงจนเกินไป เนื่องจากรถเมล์เป็นบริการที่มีวุตถุประสงค์ในการการสร้างสวัสดิการสังคม ไม่ใช่แสวงหากำไร แต่เนื่องจากผู้ประกอบการรถเมล์ร่วมโดยทั่วไปจะดำเนินธุรกิจในลักษณะของเอกชนที่ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญกับ “กำไร” ที่ได้รับ ดังนั้น ในการที่ผู้ประกอบการรถเมล์ร่วมจะบริหารจัดการเพื่อให้ธุรกิจของตนได้กำไรจากราคาค่าโดยสารที่ถูกควบคุมนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถที่ค่อนข้างเก่า หรือจ้างพนักงานขับรถที่อาจจะไม่มีประสบการณ์มากพอ (ตรงนี้ผมสังเกตจากการที่ผมต้องขึ้นรถเมล์ร่วมบริการเป็นประจำว่า พนักงานขับรถร่วมบริการส่วนใหญ่มักจะมีอายุน้อย ใจร้อน และขับรถเร็วเมื่อเปรียบเทียบกับพนักงานขับรถของ ขสมก. ซึ่งเป็นพนักงานของรัฐ) ซึ่งการพยายามลดต้นทุนนี้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้โดยสารในการใช้บริการของรถเมล์ร่วมดังกล่าว
ในกรณีของเครื่องบิน โดยทั่วไปแล้วผู้ประกอบการสายการบินมักจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในสัดส่วนที่สูงมากกับการบำรุงรักษาเครื่อง ตรวจสภาพเครื่อง รวมไปถึงการใช้จ่ายในด้านต่างๆในการเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารอยู่แล้ว แต่เนื่องจากเครื่องบินเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาสูงมาก ผู้ประกอบการสายการบินมักจะเลือกที่จะประหยัดต้นทุนในการบำรุงรักษาเครื่องมากกว่าที่จะสั่งซื้อเครื่องลำใหม่ๆ มาให้บริการ
ตามแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ในเรื่องของการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis) ได้ถูกนำมาใช้ในการกำหนดระดับของความปลอดภัยที่เหมาะสม โดยระดับความปลอดภัยที่เหมาะสมที่สุดก็คือ “ระดับความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพที่สุด” โดยเป็นระดับที่ผลได้ส่วนเพิ่ม (Marginal Benefit) ที่ผู้โดยสารจะได้รับจากความปลอดภัยจะต้องเท่ากับต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal Cost) ที่ผู้ประกอบการ (ทั้งสายการบินและรถเมล์ร่วมบริการ) จะต้องจ่ายในการรักษาความปลอดภัย
ยกตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (Marginal Cost) ในการติดตั้งระบบประตูฉุกเฉินบนเครื่องบิน ซึ่งสามารถสร้างผลได้ (Marginal Benefit) แก่ผู้โดยสารสำหรับหนีภัยในกรณีฉุกเฉิน หรือค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (Marginal Cost) ในการสั่งซื้อรถเมล์ที่มีสภาพใหม่ซึ่งสามารถสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสารมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าผู้ประกอบการ (ทั้งเครื่องบินและรถเมล์ร่วมบริการ) จำเป็นที่จะต้องลดค่าใช้จ่าย (ในด้านการรักษาความปลอดภัย) นี้ลง (Marginal Cost) เนื่องจากผู้ประกอบการจะต้องประสบกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาด ผลประโยชน์ที่ผู้โดยสารจะได้รับการความปลอดภัยก็ย่อมที่จะต้องลดลงตามมาด้วย และผู้โดยสารจำเป็นที่จะต้องแบกรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเดินทางเสมอ
ถึงแม้ว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเดินทางโดยเครื่องบินกับความเสี่ยงจากการเดินทางโดยรถร่วมบริการนั้นจะมีประเด็นที่เหมือนกัน (ในด้านการลดต้นทุน) ตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นก็ตาม แต่ความเสี่ยงจากการเดินทางในทั้งสองรูปแบบก็ยังคงมีประเด็นที่แตกต่างกันก็คือ ถึงแม้ว่า ผู้ประกอบการสายการบินจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากสำหรับการรักษาความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายทางด้านวิศวกรรมที่จะต้องตรวจเช็คเครื่องทุก ๆจุดในทุกๆ ครั้งก่อนที่จะออกบิน ค่าใช้จ่ายในการจ้างและฝึกอบรมนักบิน ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบการรักษาความปลอดภัยอื่นๆ ภายในเครื่อง เช่นประตูฉุกเฉิน ผู้ประกอบการสายการบินสามารถผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นนี้ให้กับผู้บริโภคได้ โดยภาระดังกล่าวจะอยู่ในรูปของราคาค่าตั๋วเครื่องบินที่มักจะมีราคาสูงมาก
แต่ทว่า ผู้ประกอบการรถเมล์ร่วมจะไม่สามารถผลักภาระของต้นทุนนี้ให้แก่ผู้โดยสารได้จากการ ขึ้นค่าโดยสารได้ตามใจชอบ (เหมือนกับในกรณีของเครื่องบิน) เนื่องจากราคาค่าโดยสารจะต้องถูกควบคุมจากภาครัฐ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการรถเมล์ร่วมจะต้องแสวงหากำไรจากการประหยัดต้นทุน (เช่นใช้รถเก่า จ้างคนขับวัยรุ่น) ต่อไป
จากสาเหตุของความแตกต่างดังกล่าวส่งผลให้ ผู้โดยสารทั้งสองประเภทจะต้องแบกรับระดับของความเสี่ยงที่แตกต่างกันโดย การเดินทางโดยรถเมล์ร่วมบริการจะมีความเสี่ยงมากกว่าการเดินทางโดยเครื่องบิน เนื่องจากผู้ประกอบของรถร่วมบริการจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการในรูปแบบของการประหยัดต้นทุน (Cost Saving) มากกว่าผู้ประกอบการสายการบินที่สามารถผลักภาระต้นทุนให้กับผู้บริโภคได้ ดังนั้น จากข้อมูลใน www.airsafe.com ได้ระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการเดินทางประเภทอื่น ๆ แล้ว การเดินทางโดยเครื่องบินเป็นการเดินทางที่ขึ้นชื่อว่า “ปลอดภัยที่สุด” เมื่อเปรียบเทียบกับการเดินทางประเภทอื่นๆ โดยความเป็นไปได้ที่เครื่องบินจะประสบอุบัติเหตุนั้นต่ำกว่าการเดินทางโดยรถยนต์ถึง 15 เท่า และต่ำกว่าการเดินทางโดยเท้าถึง 176 เท่า ถึงแม้ว่าอุบัติเหตุจากเครื่องบินแต่ละครั้งจะสร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิต ต่อทรัพย์สิน ต่อชื่อเสียงของบริษัท ต่อชื่อเสียงของประเทศ และต่อเศรษฐกิจ มากกว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากรถเมล์ร่วมบริการมากก็ตาม รวมไปถึงอุบัติเหตุของสายการบินวันทูโกในครั้งนี้ด้วย สุดท้าย ผมขอแสดงความเสียใจแก่ญาติของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทุกท่านด้วยครับ
