หลายฝ่ายกำลังวิตกว่า เหตุการณ์การขัดแย้งรุนแรงในพม่านั้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างไร โดยในช่วงที่ผ่านมา ได้มีนักวิเคราะห์หลายท่านได้ให้ความเห็นไปแล้วว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยคงจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนักจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เนื่องจากพม่าเป็นเพียงผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้ารายเล็กของไทย ซึ่งการค้าระหว่างไทยกับพม่าส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณเขตชายแดนของระหว่างสองประเทศ (Cross-Border Trade) ซึ่งน่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อยเพราะเขตชายแดนค่อนข้างห่างไกลจากในเขตเมืองที่มีการประท้วง
นอกจากนั้น ล่าสุดบริษัทของไทยที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดบริษัทอย่าง บริษัท ปตท. สผ. ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในการเป็นผู้ขุดเจาะและนำเข้าก๊าซธรรมชาติที่พม่านั้นก็ไม่ได้แสดงความวิตกกังวลอะไรว่าการประท้วงที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทแต่อย่างไร เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลพม่าและรัฐบาลไทยคงจะให้ความช่วยเหลือในอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มที่เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับทั้งสองประเทศเป็นอย่างมาก
ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายจะเห็นว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศพม่านี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยนักก็ตาม แต่สิ่งที่ผมกังวลก็คือ เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบทางสังคมต่อประเทศไทยมากกว่า โดยเฉพาะผลกระทบจากการที่แรงงานต่างด้าวจากพม่าจะอพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทยมากขึ้น
ถ้าดูจากตัวเลขในแล้วจะเห็นได้ว่า จากฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย แรงงานต่างด้าวของไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยถ้าจำแนกเป็นแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกกฎหมายกับแรงงานต่างด้าวที่ไม่ขึ้นทะเบียนแล้วจะเห็นได้ว่า แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนเพียงแค่ประมาณร้อยละ 40 เท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้แสดงถึงจำนวนของแรงงานต่างด้าวในปัจจุบันของไทยที่ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานที่ไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งจะเป็นการยากที่ภาครัฐจะสามารถบริหารจัดการและควบคุมแรงงานที่ไม่ถูกกฎหมายเหล่านี้
นอกจากนี้ ถ้าเอาฐานของข้อมูลแรงงานต่างด้าวที่ขอใบอนุญาตในการทำงาน (Work Permit) จากกระทรวงแรงงานมาวิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่า แรงงานต่างด้าวที่มาขอใบอนุญาตทำงานในปี พ.ศ. 2547 มีจำนวนทั้งสิ้น 829,573 คน โดยเป็นแรงงานจากพม่าถึงร้อยละ 74 รองลงมาคือกัมพูชาและลาว ตามลำดับ
ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในพม่าครั้งนี้อาจจะสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีทางการทูตก็ตาม แต่ผลกระทบที่หลงเหลืออยู่ก็คือ เศรษฐกิจของพม่าที่จะต้องหดตัวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงจากผลกระทบทางด้านอุปทาน (Adverse Supply Shock) ที่เกิดจากการที่รัฐบาลทหารพม่าได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันถึงกว่าเท่าตัว ซึ่งสิ่งนี้เองจะส่งผลต่อการลดลงของสภาพความเป็นอยู่ของคนพม่า และส่งผลทำให้แรงงานพม่าดิ้นรนที่จะออกมาทำงานนอกประเทศมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นการเข้ามาทำงานในประเทศไทย ทั้งแบบถูกกฎหมาย (Regular Migrants) และไม่ถูกกฎหมาย (Irregular Migrants) ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลไทยควรคำนึงถึงก็คือ เราได้มีระบบการเตรียมความพร้อมที่จะยอมรับแรงงานต่างด้าวจากพม่าที่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนี้หรือไม่ เราจะมีการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างไร หรือควรมีมาตรการอะไรที่จะเป็นแรงจูงใจ (Incentives) ให้แรงงานต่างด้าวอยากที่จะขึ้นทะเบียนมากขึ้น
ข้อเสนอแนะบางประการของผมก็คือ ภาครัฐควรที่จะเริ่มจากการสร้างฐานข้อมูลของแรงงานต่างด้าวนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยควรมีมาตรการการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้แรงงานต่างด้าวอยากที่จะเข้ามาขึ้นทะเบียนมากยิ่งขึ้น เช่น การออกใบอนุญาตทำงาน การละเว้นค่าจดทะเบียน หรือการออกค่ารักษาพยาบาลให้ นอกจากการสร้างระบบแรงจูงใจแล้ว ภาครัฐสามารถกำหนดบทลงโทษ (Penalties) แก่แรงงานต่างด้าวที่ไม่ยอมมาขึ้นทะเบียนได้ เช่น การไม่ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน หรือส่งกลับประเทศ เป็นต้น โดยข้อมูลที่จัดเก็บจากการขึ้นทะเบียนและขอใบอนุญาตแต่ละครั้งควรมีการจัดเก็บ “แบบนับซ้ำ (Panel Data)” โดยเป็นการเก็บข้อมูลของแรงงานคนเดียวกันในแต่ละปีไปเรื่อยๆ ซึ่งการมีข้อมูลในลักษณะ Panel Data นี้จะเป็นประโยชน์แก่ภาครัฐในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของแรงงานต่างด้าวแต่ละคนได้ รวมไปถึงยังสามารถทำให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของประเทศไทยมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
