09 พฤศจิกายน 2550

“กฎเหล็ก กกต.” กับ “ประสิทธิภาพของประชาธิปไตย”


จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต) ได้ประกาศให้วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคมนี้เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้มีการประกาศใช้กฎระเบียบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (พ.ศ.2550) ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็น “กฎเหล็กของการเลือกตั้ง” ที่มีความเข้มงวดเกินไป โดยเฉพาะในเรื่องของการประกาศนโยบายผ่านสื่อโทรทัศน์ ที่ได้ระบุว่าจะต้องให้ทุกพรรคออกมานำเสนอนโยบายในระยะเวลาที่กำหนดไว้เท่าๆกันทุกพรรค ไม่ใช่ให้โอกาสกับพรรคหนึ่งพรรคใด (เช่นพรรคใหญ่) มากกว่าพรรคเล็กอื่นๆ

หลายฝ่ายให้ความเห็นว่า การไปจำกัดการหาเสียงของพรรคการเมืองในลักษณะนี้ไม่สามารถส่งเสริมบรรยากาศของประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะ หลายฝ่ายมองว่าระเบียบดังกล่าวออกมาเป็นการปิดกั้นบรรยากาศการเลือกตั้งและการรับรู้ของประชาชน และอาจจะเป็นช่องว่างให้นักการเมืองบางรายมีโอกาสในการซื้อเสียงมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมองในด้านของ กกต แล้ว กฎระเบียบที่เข้มงวดดังกล่าว ดูเหมือนจะเน้นที่ “ความเสมอภาค” และ “ความโปร่งใส” เป็นสำคัญ ซึ่งล่าสุด กกต.ก็ด้ตัดสินใจที่จะยกเลิกการบังคับใช้ในบางมาตรการไปแล้ว

ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ จุดมุ่งหมายของ กกต ก็คือการทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาธิปไตยนั้นมี “ประสิทธิภาพ” มากที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยถ้าจะเปรียบเทียบประชาธิปไตยเป็นตลาดสินชนิดหนึ่งแล้ว นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ประชาธิปไตยน่าจะเป็นตลาดสินค้าที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยตลาดที่มีประสิทธิภาพในที่นี้ก็คือตลาดที่ผู้บริโภคมีอิสระและสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า (หรือบริการ) ภายใต้ข้อมูลข่าวสารที่สมบูรณ์ (Perfect Information) โดยราคาสินค้าที่ทำการซื้อการขายจะสะท้อนถึงต้นทุนในการผลิตที่แท้จริง หรือเรียกง่ายๆว่าไม่ถูกบิดเบือน (No Market Distortion) จากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม

ซึ่งเช่นเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economist) ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ประชาธิปไตยเป็นโครงสร้างตลาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดภายใต้ภาวการณ์แข่งขันสมบูรณ์ (Perfect Competition) เมื่อระบบการเลือกตั้งมีลักษณะของ “การแข่งขัน (Competitive Elections)” โดยผู้เลือกจะมีอิสระในการตัดสินใจภายใต้ข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่ (อย่างสมบูรณ์) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและความชื่นชอบ (Needs and Preferences) ของตัวผู้เลือกเอง

ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดที่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย (Non-Democratic System) แล้ว จะเกิดขึ้นเมื่อมีจำนวน “ผู้ขาย” (พรรคการเมือง) ที่ผูกขาดการเลือกตั้งอยู่เพียงไม่กี่พรรค ซึ่งมักมีความเป็นไปได้สูงมากที่พรรคการเมืองที่ผูกขาดจะมีแรงจูงใจ (Incentives) ที่จะใช้อำนาจทางการเมืองของตนดึงเอาทรัพยากรที่เป็นของสังคม (Social Resources) เช่นเงินภาษีของประะชาชน หรืองบประมาณของภาครัฐ ไปเข้ากระเป่าของตนเอง ซึ่งมักจะเห็นได้ชัดในกรณีของระบอบการปกครองแบบเผด็จการ (Dictatorship) หรือระบอบที่มีผู้ปกครองคนเดียวอย่าง “คณาธิปไตย” (Oligarchs) ที่ดึงเอาค่าเช่าจากการผูกขาดทางการเมือง (Political Monopoly Rents) มาตอบสนองต่อความต้องการของตน ดังเช่นในกรณีของ Ferdinand Marcos ของฟิลิปปินส์หรือ Mobutu Sese Seko ของประเทศแซร์

ตลาดประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพจึงควรมีไว้เพื่อตรวจสอบว่าผู้ถูกเลือก (Electorates) ได้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เลือก (Voters) หรือไม่ เช่นเดียวกันตลาดสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพที่ผู้ขายต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้ซื้อ โดยถึงแม้ว่าตลาดดังกล่าวจะมีการฉ้อราษฎร์บังหลวง (Corruption) อยู่บ้างก็ตาม ตลาดประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดปริมาณการฉ้อราษฎร์บังหลวงลงได้บ้าง ทั้งนี้ “ระบอบประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพจะต้องมาจากระบบการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน” โดยระบบการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกันระหว่างพรรคการเมือง (Competitive Elections)

แต่อย่างไรก็ตาม ผมได้นำกรณีศึกษาของระบบการเลือกตั้งของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเรียกได้ว่าน่าจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดประเทศหนึ่งมาวิเคราะห์กลับพบว่า ผลเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2004 ที่ผ่านมากลับสะท้อนถึงระดับการแข่งขันที่ลดลง (Non-Competitive Election) โดยจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ร้อยละ 98 ของผู้ได้รับเลือกจากจำนวน 435 ที่นั่งในสภาเป็นผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งนี้ในรอบที่แล้วอยู่แล้ว โดยมีจำนวนผู้ได้รับเลือกเพียงแค่ 5 คนเท่านั้นที่ต้องเสียที่นั่งให้กับผู้สมัครจากพรรคอื่น และยังพบว่าร้อยละ 83 ของผู้ที่ได้รับการเลือกนั้นยังได้รับคะแนนเสียงอย่างถล่มทลายด้วยเช่นกัน โดยสาเหตุที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากความสามารถของผู้สมัครเองประการหนึ่ง แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญกว่าคือความโน้มเอียงของผู้เลือกสู่พรรค (การเมือง) ใดพรรคหนึ่ง (Partisan Polarization)

โดยสรุป จะเห็นได้ว่าระบบประชาธิปไตยเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ ต้องเกิดขึ้นจากสาเหตุสามประการด้วยกัน ประการแรก ระบบประชาธิปไตยจะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนโดยตรงและนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่เหมาะสม โดยผู้แทนของประชาชนซึ่งมีโอกาสจะเป็นกระบอกเสียง (หรืออาจได้ถึงนั่งตำแหน่งบริหารประเทศ) จำเป็นที่จะต้องตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆ ในสังคม และประการที่สองคือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามกรอบประชาธิปไตยจะเลือกนโยบายที่ตอบสนองต่อกลุ่มคนให้มากที่สุด และประการที่สาม ผู้เลือกจะต้องมีข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วน (Perfect Information) ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งมีอำนาจผูกขาดทางการเมือง (Cartel/Monopolizing Political Power) โดยสถานะของพรรคแต่ละพรรคจะต้องเท่าเทียมกัน ไม่ใช่มีพรรคที่มีเงินก้นถุงก้นถังมากกว่าพรรคอื่นอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญระยะเวลาที่สั้นเกินไปในการตัดสินใจก็เป็นประเด็นสำคัญที่อาจทำให้ผู้บริโภคในตลาด (ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง) ไม่สามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลข่าวสารให้สมบูรณ์ได้

ดังนั้น สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพของประชาธิปไตยไทยจึงไม่ควรคำนึงถึงแต่ “ความเสมอภาค” แต่เพียงอย่างเดียว แต่ “การรับรู้ข่าวสารอย่างถูกต้องและแพร่หลาย” ของประชาชนก็ย่อมเป้นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ผมอยากจะให้กำลังใจกับ กกต. ในการที่จะพยายามพัฒนาระบบประชาธิปไตยของประเทศไทยให้มีการสิทธิภาพให้มากที่สุด ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติแล้วคงจะไม่สามารถสำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้นก็ตาม แต่อย่างน้อย การสร้างความเท่าเทียมและความโปร่งใสในการเลือกตั้งก็ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างประสิทธิภาพของตลาดประชาธิปไตยของประเทศไทยให้สมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งเมื่อครั้งที่แล้ว ที่ตลาดประชาธิปไตยของเราต้องล้มลงอย่างไม่เป็นท่า