05 กุมภาพันธ์ 2551

บทลงโทษจากระบบสาธารณูปโภคที่ด้อยประสิทธิภาพ


ภาวการณ์เศรษฐกิจถดถอยในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อรัฐบาลชุดใหม่เป็นอย่างมากว่าจะสามารถกำหนดนโยบายที่เหมาะสมที่จะสามารถแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนได้อย่างไร นโยบายทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ถูกประกาศออกมา ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดนโยบายประชานิยมแบบเดิม หรือนโยบายประชานิยมแบบใหม่ก็ตาม นั้นย่อมจำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อหวังให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีความกินดีอยู่ดีขึ้น

นโยบายอันสำคัญที่ทุกรัฐบาลมักจะให้ความสำคัญก็คือการสร้างระบบสาธารณูปโภค (Infrastructure) ให้ทั่วถึงแก่คนทั้งประเทศ เช่นการสร้างถนนและระบบขนส่งต่างๆ การพัฒนาระบบการชลประทาน การพัฒนาระบบไฟฟ้าและน้ำประปา เป็นต้น นอกจากกี้ รัฐบาลในชุดปัจจุบันยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (Mega-Project) ที่หลายฝ่ายให้ความหวังว่าจะสามารถกอบกู้เศรษฐกิจไทยที่ตกต่ำให้ฟื้นขึ้นมาได้ อย่างน้อยการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ก็ช่วยในการกระตุ้นอุปสงค์รวมของประเทศ (Aggregate Demand) และส่งเสริมการสร้างงานให้กับคนในประเทศได้ในระยะสั้น
ในส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่าโครงการการสร้างสาธารณูปโภคเป็นนโยบายที่จำเป็น ไม่เฉพาะสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่ระบบสาธารณูปโภคที่ได้ดีและได้มาตรฐานยังส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและช่วยในการยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชนในระยะยาว
แต่ประเด็นที่ผมอยากจะให้ภาครัฐบาล (ในทุกๆรัฐบาล) พิจารณาก็คือ นอกจากรัฐจะสร้าง (ขยาย) ระบบสาธารณูปโภคให้ทั่วถึงแก่ประชาชนทุกคนในประเทศแล้ว รัฐควรให้ความสำคัญกับ “ประสิทธิภาพ” (Efficiency) ของระบบสาธารณูปโภคด้วย

ในสมัยที่ผมยังเป็นผู้ช่วยนักวิจัย (Research Assistant) ให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาตอนที่เรียนปริญญาเอก ผมได้ช่วยอาจารย์ทำงานวิจัยอยู่ 2-3 ชิ้นที่ศึกษาถึงผลกระทบ “ทางลบ” ที่ประเทศได้รับ (ในระยะยาว) จากระบบสาธารณูปโภคที่ด้อยประสิทธิภาพ โดยงานวิจัยได้ใช้กรณีศึกษาของ 7 ประเทศในลาตินอเมริกาได้แก่ อาเจนติน่า บราซิล ชิลี โคลัมเบีย เม็กซิโก เปรู และ เวเนซูเอลา ผลที่ได้จากการวิจัยพบว่า ประเทศทั้ง 7 นี้มีประสิทธิภาพของระบบสาธารณูปโภคเพียงแค่ร้อยละ 74 ของระบบสาธารณูปโภคของประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยระบบสาธารณูปโภคที่ด้อยประสิทธิภาพจะทำให้เกิด “ต้นทุน” ต่อระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมหาศาลในรูปของรายได้ประชาชาติที่ประเทศต้องสูญเสียไป โดยระบบสาธารณูปโภคที่ด้อยประสิทธิภาพนี้ส่งผลทำให้รายได้ประชาชาติที่แท้จริง (Real GDP) มีมูลค่าเพียงแค่ประมาณร้อยละ 40 ของรายได้ประชาชาติที่ควรจะเป็นในกรณีที่ระบบสาธารณูปโภคของประเทศนั้นมีประสิทธิภาพ ซึ่งรายได้ที่หายไปนี้ยังส่งผลถึงระดับการบริโภค การลงทุน และสวัสดิการที่ลดลงของประชาชนในประเทศตามมา

จากการจัดอันดับของธนาคารโลก (World Bank) ระบบสาธารณูปโภคของประเทศไทยเองยิ่งด้อยประสิทธิภาพมากกว่าของประเทศลาตินอเมริกาเหล่านี้ด้วยซ้ำ ดังนั้นถ้านำกระบวนการวิจัยของงานชิ้นนี้มาอธิบายถึงต้นทุนจากความด้อยประสิทธิภาพของสาธารณูปโภคในประเทศไทยก็คงไม่น่าแปลกใจว่า เราได้เสียรายได้เท่าไรจากความไม่มีประสิทธิภาพนี้

นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่า ระดับอัตราผลตอบแทน (Rate of Return) “ที่ต่ำ” จากการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นจาก ระดับการเปิดของการค้าของประเทศ (Trade Openness) ที่ต่ำ, ค่าเงินในประเทศแข็งค่าจนเกินไป (Over-Value Currency), ดุลการคลังของประเทศที่ขาดดุล (Budget Deficit), และการบิดเบือนโครงสร้างราคาสินค้า (Price Distortion) ซึ่งแน่นอนว่าสถานการณ์ดังกล่าวล้วนกำลังประสบอยู่กับสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เพื่อป้องกันการไหลเวียนของเงินทุนจากต่างประเทศ การแข็งค่าของค่าเงินบาท การขาดดุลการคลังของภาครัฐ รวมไปถึงการควบคุมราคาสินค้าในหลายๆ รายการในปัจจุบัน ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐทั้งสิ้น
นอกจากเม็ดเงินที่ลงทุนแล้ว ความมีประสิทธิภาพในเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ผมแนะนำให้ภาครัฐลองไปขึ้นรถไฟตอนกลางคืน และสังเกตสภาพของประชาชนในการใช้บริการรถไฟดูจะพบว่า นอกจากระบบรถไฟที่ยังไม่ครอบคลุมทุกจังหวัดของประเทศไทยแล้ว สถานีแต่ละแห่งยังจำเป็นที่จะต้องได้รับการปรับปรุง เช่น หลายสถานียังค่อนข้างมืดและไม่ปลอดภัยแก่ผู้ใช้ ไม่มีระบบการรักษาความปลอดภัยที่ดีพอ ไม่มีระบบที่เอื้อแก่นักเดินทางต่างชาติ รวมถึงยังค่อนข้างเก่าและสกปรก ถ้าต้องการไปสังเกต ไม่จำเป็นต้องไปไหนไกลครับ แค่ลองไปดูสถานีรถไฟแถวบางเขนหรือหลักสี่ตอนกลางคืนดูก็จะเข้าใจ ซึ่งผมคิดว่า ภาครัฐควรที่จะให้ความสนใจในเรื่องนี้ด้วย

ในแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ สาธารณูปโภคถือได้ว่าเป็น “ปัจจัยการผลิตประเภททุนทางกายภาพ (Physical Capital) ซึ่งการบริหารจัดการทุนให้เกิดประสิทธิภาพจะส่งผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจและความกินดีอยู่ดีของคนในระยะยาว แต่อย่าลืมว่า ทุนเป็นสินค้าที่จะต้องมีการเสื่อมราคา (Depreciation) ถ้าภาครัฐไม่เข้าไปทำอะไรแล้ว สินค้าทุนเหล่านั้นย่อมเสื่อมสภาพลง ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นการสร้างต้นทุนอย่างมหาศาลแก่ประเทศ

ถ้าจะเปรียบเสมือนกับเวทีของการประกวดนางงามแล้ว ผมคิดว่าประเทศไทยเปรียบเสมือนกับสาวงามที่มีรูปร่างหน้าตาที่ดีอยู่แล้ว ขอให้แต่งหน้าแต่งตัวเพิ่มเสียหน่อย สาวน้อยคนนี้ย่อมสวยขึ้นเป็นทวีคูน แต่ถ้าภาครัฐไม่คิดว่าจะจับสาวคนนี้มาตกแต่งอะไรเลย เราคงจะไม่สามารถไปแข่งกับนางงามรุ่นใหม่ๆ อย่าง จีน หรือเวียดนามได้

เอกสารอ้างอิง
Rioja, F.K. (2003) “The Penalties of Inefficient Public Infrastructure," Review of Development Economics, Vol. 7, no.1, 127-137
Rioja, F.K. (2003) "Filling Potholes: Macroeconomic Effects of Maintenance vs. New Investments in Public Infrastructure", Journal of Public Economics, 87 (9-10), 2281-2304.
Rioja, F.K. (2001) “Growth, Welfare and Public Infrastructure," Journal of Economic Development, 26(2), 119-130.