03 มีนาคม 2551
เมื่อ (อดีต) อัศวินม้าขาวกลับมาตุภูมิ
ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา คำถามที่มีการถามผมมากที่สุดก็คือ “อาจารย์คิดว่าการกลับเข้ามาประเทศไทยของคุณทักษิณจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจ” โดยส่วนตัวผมมองว่าปัญหาทางเศรษฐกิจมีอะไรที่น่าจะมากระทบได้มากกว่าการกลับมาของคนหนึ่งคน ไม่ว่าจะเป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและเศรษฐกิจโลก การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน การแข็งค่าของค่าเงินบาททั้งก่อนและหลังการยกเลิกการกฎสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์
ถึงแม้ว่าคุณทักษิณจะได้ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยสิ้นเชิงและจะใช้เวลาที่เหลือกับการบริหารองค์กรทางการกุศลเพื่อสนับสนุนทางด้านการกีฬาและการศึกษา (ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ๆ ของมหาเศรษฐีของโลกโดยทั่วไป ) แต่แน่นอนว่าคำพูดดังกล่าวคงจะมีคนเชื่อยาก (โดยเฉพาะคนขี้สงสัยและคนที่เชื่อคนยาก)
ในอดีต พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรได้ชื่อว่าเป็นอัศวินม้าขาวของคนไทย จากการได้รับการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในปี พ.ศ.2544 ภายใต้นโยบายใหม่ๆ พร้อมชื่อเก๋ไก๋ (หรือเป็นโยบายเก่าแต่เปลี่ยนชื่อใหม่ อย่างที่หลายฝ่ายพูดกัน) ซึ่งต้องยอมรับว่านโยบายเหล่านั้นได้เป็นที่ดึงดูดใจของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะในระดับรากหญ้าได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการดำเนินการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อกระตุ้นอุปสงค์รวมของประเทศ (Aggregate Demand) ในด้านต่าง ๆ ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจได้ในระยะเวลาต่อมา ซึ่งความสำเร็จทางการเมือง (ขอย้ำว่าทางการเมือง) นี้ได้ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี พ.ศ.2548 และสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จ
แต่อย่างที่เราทราบ อัศวินม้าขาวจะต้องตกม้า (เกือบตาย) จากการประกาศขายหุ้นของบริษัทชินวัตรผ่านตลาดหลักทรัพย์โดยปราศจากการเสียภาษี ความเคลือบแคลงกับการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ข้อกล่าวหาจากการแทรกแซงองค์กรอิสระ และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งสุดท้ายนำไปสู่การแบ่งขั้วของกลุ่มคนอย่างชัดเจนระหว่าง “กลุ่มไม่เอาทักษิณ” (No-Thaksin) กับ “กลุ่มสนับสนุนทักษิณ” (Pro-Thaksin) และนำมาสู่ความไม่เชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และการปฏิวัติรัฐประหารต่อมา
กลับมาคำถามเดิมก็คือ การกลับมาของอดีตอัศวินผู้นี้จะสร้างผลดีหรือผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไร โดยส่วนตัวผมคิดว่า การกลับมาของคุณทักษิณกับประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ “เกี่ยวกัน” แต่ขึ้นอยู่กับว่าการกลับมาของคุณทักษิณนั้นจะสร้างความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบันหรือไม่
สิ่งที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากที่สุดประการหนึ่งก็คือ “ความมีเสถียรภาพของรัฐบาล” ถ้าการกลับมาของคุณทักษิณไม่ได้ส่งผลกระทบทำให้รัฐบาลนี้ขาดเสถียรภาพ แน่นอนว่าเศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลดี แต่ถ้ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีการกระทำที่ส่อไปถึงการเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการในคดีของคุณทักษิณมากเกินไป ตั้งแต่การโยกย้ายข้าราชการในระดับสูงตั้งแต่อธิบดีจนถึง ผบ.ตร.ด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ถ้ามีการกระทำอย่างนี้บ่อยๆครั้ง ตรงนี้รัฐบาลต้องระวัง เพราะเหมือนกับรัฐบาลกำลังจะเริ่มที่จะขุดกับดักให้ตัวเอง
ขอนำทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาอธิบายในเรื่องนี้ (เนื่องจากเป็นคอลัมน์เศรษฐกิจ) ทฤษฎีดังกล่าวมีชื่อว่า “ปัญหาความไม่สอดคล้องของเวลา” (Time Inconsistency Problem) โดยเป็นทฤษฎีทีถูกใช้อธิบายมากถึงการดำเนินนโยบาย เช่น รัฐบาลประกาศลดภาษีการลงทุนเพื่อเป็นแรงจูงใจแก่นักลงทุน แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้ว รัฐกลับเก็บภาษีเพิ่มเติมเนื่องจากรัฐอาจประสบปัญหางบประมาณขาดดุล หรือในกรณีของอาจารย์ที่ประกาศต่อลูกศิษย์ว่าวิชาที่สอนนี้จะมีการสอบประเมินผล แต่พอเอาเข้าจริงๆ อาจารย์ได้ยกเลิกการสอบเนื่องจากเห็นว่านักเรียนได้ศึกษามาพอแล้ว ตัวอย่างทั้งสองกรณีนี้จะนำมาสู่ “ปัญหา Time Inconsistency” ซึงทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างเดียวกันก็คือ “คำพูดที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้กำหนดนโยบาย (อาจารย์) ซึ่งจะส่งผลต่อความด้อยประสิทธิผลของการดำเนินนโยบาย (หรือการกระทำ) ในอนาคต
ดังนั้น นอกจากคุณทักษิณจะประกาศไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ผมคิดว่า คุณทักษิณควรที่จะห้ามไม่ให้การเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับตัวเองด้วย เพราะภาพที่เห็นดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น ตั้งแต่การเชิญเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลัง (ซึ่งนำมาสู่ความยากในการตรวจสอบ) หรือการโยกย้ายข้าราชการในระดับสูง การเข้าแทรกแซงการบริหารงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างความเคลือบแคลงแก่ประชาชนที่ดูอยู่ทั้งสิ้น ถ้าเป็นอย่างนั้นปัญหา Time Inconsistency ก็จะเกิดกับคุณทักษิณและรัฐบาลในชุดปัจจุบันได้ ซึ่งในท้ายที่สุด สังคมจะเรียกร้องถึงสัจจะที่ได้เคยมีไว้ และออกมาต่อต้านไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าเป็นอย่างนั้น เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบแน่นอน
อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าคุณทักษิณเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง สิ่งที่ลูกผู้ชายทั่วไปยึดถือก็คือสัจจะ และผมเชื่อว่าสัจจะย่อมมีกับลูกผู้ชายที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร
