ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านคงได้พักผ่อนเต็มที่กับครอบครัว หลายท่านที่มาจากต่างจังหวัดและเข้ามาทำงานหรือเรียนหนังสือคงจะถือโอกาสนี้กลับไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด และหลายท่านคงจะถือโอกาสในวันหยุดยาวนี้เดินทางไปพักผ่อนหย่อนใจกับครอบครัว และอีกหลายท่านอาจจะเลือกที่จะอยู่เล่นน้ำอยู่กับบ้าน ภาครัฐได้มาสนับสนุน Campaign “สงกรานต์ที่บ้านเกิด” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของสถาบันครอบครัว และสร้างความสัมพันธ์ของสถาบันนี้ให้เข้มแข็งมากขึ้น โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่ความเครียดจากปัญหาทางเศรษฐกิจอาจจะส่งผลทำให้เราลืมที่จะให้ความสำคัญกับความสุขกับคนในครอบครัวเท่าใดนัก ดังนั้นเพื่อเป็นการไม่เครียด คอลัมน์ทันเศรษฐกิจในวันนี้ขอละเรื่องเศรษฐกิจชั่วคราว (ที่มีแต่เรื่องเครียดๆ) มาพูดกันเรื่อง “สุขๆ”กันบ้าง (ไม่ใช่สุกๆ)
การสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวตอนต้นเปรียบเสมือนกับการสร้าง “ทุนทางสังคม” (Social Capital) ซึ่งเป็นอีกประเภท “ทุน” หรือ “ปัจจัยการผลิต” ที่เริ่มได้รับความสนใจจากนักเศรษฐศาสตร์มากขึ้นว่ามีความสำคัญต่อความมั่งคั่งของประเทศและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกเหลือจากทุนทางกายภาพ (Physical Capital), ทุนมนุษย์ (Human Capital), หรือทุนทางปัญญา (Intellectual Capital)
นักสังคมวิทยามองว่า “ทุนทางสังคม” ซึ่งเป็นนามธรรมมากกว่าเป็นรูปธรรมนี้แท้ที่จริงแล้วก็คือ “ความเชื่อถือไว้วางใจ” (Trust) “กฎทางสังคม” (Social Norm) “เครือข่ายทางสังคม” (Social Network) และ “ความเป็นชุมชน” (Community) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสังคมโดยรวม ซึ่งหมายความว่าถ้าคนในสังคมนั้นๆมีความไว้เนื้อเชื่อใจและมีเครือข่ายระหว่างกันมากขึ้นเท่าไหร่ ความสนิทสนมกลมเกลียวจะส่งผลทำให้ คนในสังคมสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความเข้มแข็งเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากขึ้น
งานวิจัยของผมชิ้นหนึ่งได้พยายามศึกษาว่า “การมีทุนทางสังคมที่แนบแน่นนั้นจะส่งผลทำให้ระดับความสุข (Happiness) ของคนไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยผมได้ใช้ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีจำนวนประมาณ 2,800 กลุ่มตัวอย่าง ผลที่ได้พบว่า
1) บุคคลที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจบุคคลอื่นในชุมชนมีความน่าจะเป็นที่จะมีความสุขมากกว่าบุคคลที่ไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจบุคคลอื่นในชุมชนประมาณร้อยละ 9 และมีผลต่อระดับความสุขประมาณร้อยละ 2
2) ผู้ที่มีความรู้สึกปลอดภัยในการอยู่อาศัยในชุมชนมีความน่าจะเป็นที่จะมีความสุขมากกว่าผู้ที่มีความกังวลกับความปลอดภัยในชุมชนประมาณร้อยละ 6
3) การที่บุคคลนั้นอยู่ในครัวเรือนที่สมาชิกในครัวเรือนมีความสุขระดับความสุขของบุคคลนั้นประมาณร้อยละ 5 โดยความสุขในครัวเรือนมีผลเชิงบวกต่อระดับความสุขของบุคคลในครอบครัว โดยระดับความสุขของบุคคลจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3
4) ถ้าบุคคลนั้นอยู่ในชุมชนที่มีความสงบสุข และมีระดับความสุขเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 จะส่งผลทำให้บุคคลนั้นมาความสุขเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 5
จากผลที่ได้จะเห็นได้ว่า ทุนทางสังคมทั้งในระดับครอบครัวและในระดับชุมชนส่งผลทางบวกต่อระดับความสุขอย่างมีนัยสำคัญ บุคคลที่มีจากครอบครัวและชุมชนที่มีความสงบสุข จะส่งผลต่อความสุขที่เพิ่มขึ้นของบุคคลนั้นๆ ทั้งนี้ ภาครัฐสามารถกำหนดนโยบายโดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างทุนทางสังคมได้ในหลายๆ ลักษณะเช่น การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายทางด้านสุขอนามัย, สาธารณูปโภค, และความปลอดภัยแก่สังคมนั้นๆให้มากขึ้น โดยสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์จากทุนทางสังคมที่สร้างขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ หรือศาสนา
นอกจากนี้ การรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนในชุมชนหนึ่งๆ จากการมีส่วนร่วมในการสร้างทุนทางสังคม จะส่งผลทางอ้อมต่อการสร้างทุนทางสังคมในมิติอื่นๆที่สำคัญด้วยเช่นกัน เช่น ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน
ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา ถ้าผู้อ่านท่านได้ได้ปฏิบัติตาม Campaign ของรัฐคือ “สงกรานต์ที่บ้านเกิด” หรืออย่างน้อยใช้เวลาในช่วงวันหยุดอยู่กับคอรบครัวของท่าน ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นส่วนหนึ่งใน “การสร้างทุนทางสังคม” ของประเทศให้เข้มแข็งขึ้น ผลที่ได้ก็คือ “ความสุขใจ” ที่ทุกๆท่านได้รับกลับมา และพร้อมที่จะกลับมาต่อสู้กับการงานและการเรียนที่แสนจะท้าทายอีกครั้ง
เอกสารอ้างอิง: พิริยะ ผลพิรุฬห์ และ ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ (2550) “ความสุขจากทุนทางสังคม: กรณีศึกษาจากข้อมูลในจังหวัดกาญจนบุรี” ตีพิมพ์ในบทที่ 3 ของ รศรินทร์ เกรย์, อนุชาติ พวงสำลี และชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา (บรรณาธิการ), หลากหลายมิติของความสุขและความกินดีอยู่ดีของคนไทย”, นครปฐม: โรงพิมพ์สถาบันวิจัยประชากรและสังคม
