24 เมษายน 2551

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ” VS “การมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ”


ในช่วงอาทิตย์ก่อนที่ผ่านมา ผมต้องทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการในการสอบสัมภาษณ์นักศึกษาที่สมัครเข้าเรียนในหลักสูตรปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ และเพื่อให้แน่ใจว่านักศึกษาเหล่านั้นมีความพร้อมเพียงพอในการเรียนเศรษฐศาสตร์ในระดับบัณฑิตศึกษา คำถามที่จำเป็นต้องถามก็คือคำถามเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศไทย โดยให้นักศึกษาอธิบายเพื่อแสดงความรู้เบื้องต้นเพื่อให้เหมาะกับการจะเป็นนักศึกษาปริญญาโทของคณะ แต่ทว่าคำตอบที่ได้มักจะไปในแนวทางเดียวกันก็คือ นักศึกษาที่เข้าสัมภาษณ์ส่วนใหญ่บอกว่าเศรษฐกิจไทยตอนนี้มีปัญหา ของราคาแพง น้ำมันราคาสูงขึ้น ตลาดข้าวมีปัญหา ปัญหาทางการเมือง ปัญหาวิกฤตการแฮมเบอร์เกอร์ เป็นต้น (นี้เป็นคำพูดของนักศึกษาที่มาสัมภาษณ์โดยตรง ไม่ใช่ของผมนะครับ)

จะเห็นได้ว่า ประเด็นที่นักศึกษาเหล่านี้กล่าวถึงก็มาจากประเด็นตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ต่างๆ และเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่เราๆ ท่านๆ ต่างก็ทราบกันดี เช่นเดียวกับภาครัฐที่พยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเป็นชุด รวมไปถึงการเดินสายโรดโชว์เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนจากต่างประเทศ

ในการที่จะแก้ปัญหาให้ถูกจุด เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่า ปัญหาแต่ละอย่างเกิดขึ้นจากสาเหตุใด จะกระทบตัวแปรทางเศรษฐกิจตัวใดบ้าง จะกระทบนานเท่าไร และเราจะสามารถแก้ไขในแต่ละปัญหาได้อย่างๆ ปัญหาไหนแก้ได้ และปัญหาไหนแก้ไมได้ เราสามารถแก้ไขได้ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นข้างต้นได้หรือไม่แต่ดั้งแต่เดิม บทแรกของวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคกล่าวว่า การบริหารเศรษฐกิจมหภาค
(Macroeconomic Management) ที่ประสบความสำเร็จจะต้องบรรลุ 3 เป้าหมายได้แก่

1) การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth/Expansion),
2) การมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Stability), และ
3) การกระจายรายได้ที่ดีระหว่างคนในสังคม (Good Income Distribution)

แน่นอนว่า ในขณะนี้ประเทศไทยประสบปัญหาทั้ง 3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจถดถอยซึ่งส่งผลต่อโอกาสของการว่างงาน, ปัญหาเงินเฟ้อ การขาดดุลการคลัง การแข็งค่าของค่าเงินบาทที่สูงเกินไป ซึ่งแสดงถึงความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยคนจนก็ยังคงได้รายได้เท่าเดิม แต่ของราคาแพงขึ้น ในขณะที่คนรวยก็ไม่ได้รู้สึกว่าข้าวแกงที่ปรับสูงขึ้นจาก 30 บาทเป็น 35 บาทนั้นมักลำบากเพียงใด

แน่นอนว่า นโยบายสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจมีวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนในการเพิ่มระดับของการใช้จ่ายรวมของประเทศ (Aggregate Demand) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตามมากับการกระตุ้นเหล่านั้นก็คือ “การไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ” ได้ ยกตัวอย่างเช่น

• เศรษฐกิจที่ถดถอยอาจส่งผลทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินในการลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งในท้ายที่สุดจะส่งผลต่อเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในระยะยาว หรือ

• เศรษฐกิจที่ถดถอยอาจส่งผลทำให้กระทรวงการคลังจะต้องใช้นโยบายการคลังโดยการลดการจัดเก็บภาษีรายได้และภาษีประเภทอื่นๆ ลง รวมถึงอาจต้องใช้การใช้จ่ายสำรับโครงการที่มีขนาดใหญ่ต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ทว่า การใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวนี้อาจส่งผลต่อภาวการณ์ขาดดุลงบประมาณ (Budget Deficit) หรือการแข็งค่าเพิ่มขึ้นของค่าเงินบาทได้

แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ารัฐบาลต้องการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เช่นการลดอัตราเงินเฟ้อ ผลที่ได้กลับมาก็คือประเทศจำเป็นต้องยอมรับการเข้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย” ยกตัวอย่างเช่น

• ถ้าต้องการลดอัตราเงินเฟ้อ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ประกาศในการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งผลที่ได้ก็คือ ต้นทุนในการลงทุนของภาคเอกชนก็จะสูงขึ้น เกิดการไหลเข้ามาของทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อการแข็งค่าของค่าเงินบาท และจะยิ่งที่ให้สินค้าที่ส่งออกของไทยราคาสูงขึ้นในตลาดโลก และในท้ายที่สุด ประเทศชาติก็จะต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจถดถอยและอัตราการว่างงานที่ต้องเพิ่มสูงขึ้น หรือ

• ในการลดการขาดดุลงบประมาณ กระทรวงการคลังอาจตัดสินใจในการเพิ่มการจัดเก็บภาษี ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบต่อผู้บริโภคและภาคการผลิตในประเทศ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐบาลในการบริหารเศรษฐกิจที่จะทั้งสามารถสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจพร้อมๆ กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจนั้นเป็นไปแทบไม่ได้”ในระยะสั้น (ขอเน้นว่าระยะสั้นครับ) ดูอย่างตัวเลขการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจที่ประกาศมาจากสำนักต่างๆ จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะถูกประมาณการการเจริญเติบโตไว้อยู่ที่ร้อยละ 4.8 -6 ก็ตาม แต่เงินเฟ้อก็ถูกประมาณการไว้สูงถึงร้อยละ 4-5 นั่นแสดงว่าในแท้ที่จริงแล้วประเทศไทยไม่ได้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง (Real Economic Growth) เลย คิดง่ายๆ ครับว่า รายได้ในกระเป๋าของเราๆ ท่านๆ เพิ่มขึ้นอย่างที่สำนักเหล่านั้นประมาณการไว้หรือไม่

คำถามก็คือ ถ้าต้องการทั้งสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจพร้อมๆ กันนั้นจะสามารถทำได้หรือไม่ คำตอบก็คือ “ได้แน่นอนครับ” แต่ไม่ใช่ในระยะเวลาอันสั้น (ขอเน้นอีกทีว่าไม่ใช่ในระยะสั้น) เนื่องจากการจะทำให้เกิดทั้งสองอย่างพร้อมกันนั้นจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพทางผลิต (Productivity) โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม การพัฒนาทางเทคโนโลยีระดับสูงให้เป็นของตัวเอง ไม่ใช่เป็นแต่ผู้รับจ้างผลิต การสร้างการมูลค่าเพิ่มแก่ตัวสินค้า การพัฒนาทางด้านการศึกษาและการรักษาพยาบาล การพัฒนาระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ และการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าประเทศไทยสามารถพัฒนาสิ่งเหล่านี้ให้ได้ทั้ง “ปริมาณ” และ “คุณภาพ” (โดยส่วนตัว ผมขอเน้นเรื่องคุณภาพมากกว่า) ได้เท่ากับระดับของประเทศที่พัฒนาแล้วเมื่อไร เศรษฐกิจที่มี “การเจริญเติบโต” อย่าง “มีเสถียรภาพ” และเกิด “การกระจายรายได้ที่ดี” ของคนในสังคมก็ย่อมที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะทำก็คือ รัฐควรให้ความสำคัญกับแผนยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะทางด้านการศึกษา ซึ่งผมยังไม่เห็นนโยบายที่เกิดการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลชุดนี้ อย่างทุ่มเทเวลาไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลยครับ ประเทศชาติเสียเวลามานานพอแล้ว