26 พฤษภาคม 2551

ทำไมค่าจ้างของคนไทยถึงถูกจัง??


มีคนเคยถามผมว่า “ทำไมคนไทยถึงจน” (ตรงนี้น่าคิด) และอีกคำถามก็คือ “ทำไมของถึงแพง” คนจนแต่ของแพง อืม ฟังแล้วน่ากลัวไหมครับ คำตอบง่ายๆ ว่าทำไมคนไทยถึงจนก็คือ “คนไทยทำงานแล้วได้เงินน้อย”

นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกล้วนให้ความเห็นตรงกันว่า ในการที่จะหลุดพ้นจากบ่วงกรรมของความจนให้ได้ก็คือ “แรงงานจะต้องมีผลิตภาพการผลิต” โดยถ้าแรงงานไทยมีผลิตภาพของแรงงาน (Labor Productivity) ที่เพิ่มสูงขึ้น แรงงานไทยก็จะเก่งขึ้น และได้รับค่าจ้างสูงขึ้น พอมีค่าจ้างที่สูงขึ้นแล้ว แรงงานก็สามารถจับจ่ายใช้สอยได้สะดวกขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดจะส่งผลทำให้แรงงานมีมาตรฐานการครองชีพ (Standard of Living) ที่สูงขึ้น ดังนั้นเมื่อไล่กลับจากหลังไปหน้าแล้วจะเห็นได้ว่า สาเหตุที่คนไทยยังมีมาตรฐานการครองชีพที่ต่ำอยู่ก็เพราะว่า “คนไทยยังได้รับค่าจ้างที่ต่ำอยู่นั่นเอง”
ที่ผ่านมา คงปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพของแรงงานผ่านนโยบายต่างๆ จนกระทั่งถูกกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda) ไม่ว่าจะเป็น นโยบายด้านการศึกษาและการผึกอบรมฝีมือแรงงาน นโยบายการคุ้มครองแรงงาน นโยบายการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี เป็นต้น ผลที่ได้ตามมาก็คือ แรงงานไทยมีผลิตภาพที่สูงกว่าแต่ก่อนมาก

แต่ในเมื่อผลิตภาพของแรงงานเพิ่มสูงขึ้นแล้ว กลับมาคำถามเดิมก็คือ “ทำไมคนไทยถึงจน” คำตอบง่ายๆ ก็คือ “ค่าจ้างที่คนไทยได้รับนั้นต่ำกว่าระดับของความเก่ง (ผลิตภาพ) ของคนไทยอย่างแท้จริง” จากรูปข้างล่างมาจากงานวิจัยของผมชิ้นหนึ่งพบว่า ถึงแม้ว่าค่าจ่างกับผลิตภาพของคนไทยจะเพิ่มขึ้นไปในทางเดียวกันก็ตาม แต่ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2523-2548) ผลผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นประมาณ 132 เปอร์เซ็นต์ (จาก 32,780 บาทต่อคน เป็น 76,063 บาทต่อคน) ในขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียงแค่ร้อยละ 95 เท่านั้น (จาก 27,135 บาทต่อคนเป็น 53,130 บาทต่อคน) ซึ่งจะเห็นได้ว่า (ในปี 2548) คนไทยได้รับค่าจ้างต่ำกว่าความเก่ง (ผลิตภาพ) ของตนเองอยู่ประมาณ 43 เปอร์เซ็นต์ (76,063 หารด้วย 53,130 = 1.43) ตัวเลขดังกล่าวแสดงว่า ค่าจ้าง 100 ที่แรงงานไทยได้รับนั้น ถ้าจะเอากันแฟร์ ๆ แล้ว แรงงานคนนั้นควรจะได้รับ 143 บาทไม่ใช่ 100 บาท คำถามต่อมาก็คือ ทำไมแรงงานไทยถึงได้รับค่าจ้างที่ให้สอดคล้องกับผลผลิตภาพไม่ได้ คำตอบมีสาเหตุหลัก 2 ประการดังนี้

1. เนื่องจากการผลิตส่วนใหญ่ที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ประเทศไทยมองว่าแรงงานเป็น “ปัจจัยการผลิต” และมองความเป็นคนของแรงงานน้อยมาก การเพิ่มค่าจ้างก็เหมือนกับการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้สูงขึ้น ทำให้สินค้าไทยไปแข่งกับต่างประเทศไม่ได้ (โดยส่วนตัวผมเบื่อคำนี้มาก) โดยถ้าดูจากรูปจะเห็นได้ว่า ช่องว่างของผลิตภาพแรงงานกับค่าจ้างที่ห่างขึ้นนั้นก็เกิดในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเน้นการรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และการผลิตเพื่อการส่งออก (ตั้งแต่ปี พ.ศ.2527-2528 เป็นต้นมา)

2. แรงงานไทยไม่มีอำนาจในการต่อรองกับนายจ้าง ไอ้ครั้นจะไปต่อรองขอเพิ่มค่าจ้างและหยุดงานประท้วงอย่างเมืองนอกเขาก็ไม่มี เพราะแรงงานที่จะสามารถต่อรองกับนายจ้างได้นั้นจะต้องมีลักษณะของการต่อรองโดยผ่านกำลังของ “สหภาพแรงงาน” (Labor Union) ในเมืองไทยแรงงานที่อยู่ในสหภาพมีแค่ร้อยละ 2 เท่านั้นเอง (น้อยที่สุดในโลกหรือเปล่าก็ไม่รู้) ในขณะที่ประเทศที่มีการประท้วงมากๆ อย่าง ออสเตรีย ผรั่งเศส หรือเยอรมนีนั้นต่างมีแรงงานที่อยู่ในสหภาพมากถึงกว่าร้อยละ 95 ไอ้ 2 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานไทยนั้นคงไม่มีพลังเพียงพอ

ลองคิดเล่นๆ กันดูครับว่า การอนุญาตในการจ้างแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านจะส่งผลอย่างไรต่อค่าจ้างและความยากจนของคนไทย จะว่าไปแล้ว ผลิตภาพ (ความเก่ง) ของแรงงานต่างด้าวก็เหมือนกับแรงงานไทย ต่างกันตรงที่แรงงานต่างด้าวเถียงกับนายจ้างน้อยกว่าแรงงานไทยเท่านั้นเอง แล้วนายจะเลือกจ้างใคร อืม กลุ้มจัง

เอกสารอ้างอิง: พิริยะ ผลพิรุฬห์ (2550) “โลกาภิวัตน์กับผลกระทบต่อแรงงานไทย” เอกสารนำเสนอในงานสัมมนาประจำปีของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จะแก้ไขความยากจนอย่างไร: แข่งขัน แจกจ่าย หรือสวัสดิการ วันที่ 10-11 พฤศจิกายน พ.ศ.2550 โรงแรมแอมบาสเดอร์ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี