19 มิถุนายน 2551
เศรษฐศาสตร์กับ “เด็กหญิงปังหวาน”
“เด็กหญิงปังหวาน ผลพิรุฬห์” ลูกสาวคนแรกของผมเองครับ เด็กหญิงปังหวานเกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550 ซึ่งตรงกับวันลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 พอดิบพอดี ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงส่งผลทำให้คุณพ่อและคุณแม่ของเด็กหญิงปังหวานไม่สามารถเดินทางไปลงคะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ได้ (ซึ่งสุดท้ายกลับพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในสังคมในช่วงระยะเวลาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา) เด็กหญิงปังหวานเป็นเด็กที่มีสุขภาพอนามัยที่แข็งแรงดีมาก รวมถึงยังมีอารมณ์ดีมาโดยตลอด และเนื่องจากเป็นช่วงวันแม่ (12 สิงหาคม) ผมขอใช้ช่องว่างในคอลัมน์ทันเศรษฐกิจนี้เขียนสิ่งที่ผมได้ค้นพบเกี่ยวกับเรื่องของ “การเลี้ยงลูก” มาให้ได้อ่านกัน (ขอพักเรื่องเศรษฐกิจสักอาทิตย์นะครับ)
สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเจริญเติบโตของปังหวานในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาก็คือ การที่ผมได้มีโอกาสในการ เรียนรู้บทบาทของ “ความเป็นพ่อ” (Fatherhood) ที่พยายามทำหน้าที่ในการเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด โดยถึงแม้ว่าผมและภรรยาต่างก็มีงานและภาระหน้าที่อื่นๆ ที่จะต้องทำไปพร้อมๆ กัน และแน่นอนว่าการอ่านหนังสือเลี้ยงลูกจะเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำ โดยเราได้มีโอกาสในการอ่านหนังสือที่เขียนโดยคุณหมอผู้ชำนาญการเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นของหมอไทย หมอยุโรป หมออเมริกา หรือหมอญี่ปุ่น แต่สิ่งที่เราทั้งสองคนค้นพบก็คือ หนังสือแต่ละเล่มนั้นมีความแตกต่างกันบ้างจนไม่สามารถที่จะยึดเอาเล่มหนึ่งเล่มใดมาเป็นหลักในการเลี้ยงลูกได้อย่างชัดเจน และไม่มีข้อสรุปตายตัวว่าทฤษฎีในการเลี้ยงลูกแบบไหนถึงเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง ดังนั้น เนื่องจากเรา (ผมกับภรรยา) ทั้งคู่ต่างก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ในหลายๆ ครั้งที่เราก็จำเป็นที่จะต้องนำหลักการทางเศรษฐศาสตร์ (ที่เราทั้งสองคนต่างมีความเชื่อ) มาใช้ประยุกต์กับการเลี้ยงลูกประกอบกับทฤษฎีทางด้านการแพทย์ โดยเราทั้งสองได้ตั้งกฎเหล็กของการเลี้ยงลูกไว้สองประการดังต่อไปนี้
กฎข้อที่ 1 “เราจะต้องไม่มองว่าลูกเป็นภาระ” หรือถ้าใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายก็คือ “ลูกไม่ใช่ต้นทุน (Cost) แต่เป็นส่วนหนึ่งของอรรถประโยชน์หรือความสุข (Utility) ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวเล็กๆ ของเรา ดังนั้นเราจะไม่ยอมที่จะหงุดหงิดเมื่อลูกเกิดร้องไห้โดยไม่มีเหตุผลหรือไม่ยอมทานข้าว รวมถึงเราจะไม่ยอมลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกแต่เพียงอย่างเดียว การมองว่าลูกเป็นภาระ (Cost) นั้นจะทำให้พ่อแม่รู้สึกเหนื่อยมากกับการเลี้ยงลูกเนื่องจากมองว่าลูกเป็นภาระ ซึ่งพบเห็นได้มากในพ่อแม่ในยุคปัจจุบัน แต่การเปลี่ยนทัศนคติ (Attitude) ที่เน้นการเลี้ยงลูกอย่างมีความสุข จะทำให้ไม่เกิดความเหนื่อยในการเลี้ยงลูกแต่อย่างไร ถึงแม้ว่าในหลายๆครั้งที่ความซนและความเอาแต่ใจของปังหวานจะสร้างความปวดหัวให้กับเราทั้งสองคนบ้างก็ตาม
กฎข้อที่ 2 เราจะใช้หลักการของ “การชมเชย” เป็นแรงจูงใจ (Incentive) มากกว่า “การดุด่าว่ากล่าวหรือการพูดประชดประชัน” ซึ่งเป็นการทำโทษ (Penalty) นักเศรษฐศาสตร์ได้ใช้หลักการของ “แรงจูงใจ (Incentive)” และ “บทลงโทษ (Penalty)” มาใช้ในการบริหารงานทางเศรษฐกิจและสังคมต่างๆ มากมาย เช่นเดียวกับการเลี้ยงลูก หนังสือเลี้ยงลูกทุกเล่มต่างให้ความเห็นเดียวกันว่า การเลี้ยงลูกด้วยการให้คำชมเชยจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาทางด้านสภาพจิตใจของเด็กได้ดีกว่าการเลี้ยงลูกแบบดุด่าว่ากล่าวหรือประชดประชัน เช่น”เก่งขึ้นแล้วลูก เดี๋ยวก็ทำได้” มากกว่า “แย่จัง แค่นี้ก็ทำไม่ได้” หรือ “จะร้องไห้ทำไมละลูก คนเก่งเขาไม่ร้องไห้กันหรอก” มากกว่า “จะร้องทำไม เดี๋ยวตีตายเลย” โดยจากงานวิจัยต่างๆ พบว่า เด็กที่ได้รับคำชมเชยจะเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นคงทางจิตใจมากกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงดูจากคำตำหนิติเตียนหรือคำประชดประชัน
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าเราทั้งสองคนจะพยายามใช้กฎเหล็กทั้งสองข้อนี้เป็นหลักการสำคัญในการเลี้ยงลูกก็ตาม แต่หลายๆ ครั้งก็พบว่า การเลี้ยงลูกในลักษณะของการให้คำชมเชยนั้นก็ไม่ได้สามารถทำให้ลูกเลิกที่จะร้องไห้หรือเอาแต่ใจได้ทุกครั้ง ในหลายๆครั้ง ลูกกลับใช้การร้องให้เป็น “เครื่องมือในการต่อรอง” กับพ่อแม่ และก็มักจะเป็นการต่อรองที่เป็น Zero-Sum Game เสียด้วย ก็คือ สุดท้ายปังหวานจะชนะและพ่อแม่ก็ต้องเป็นผู้แพ้แก่เสียงร้องไห้นั้นอยู่เสมอ นี้ละที่เขาเรียกว่า “ลูกเป็นนักเจรจาต่อรองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับพ่อแม่”
ดังนั้นในท้ายที่สุด เราจึงได้ค้นพบว่า หลักการทางเศรษฐศาสตร์ข้อสองนั้นไม่สามารถนำมาใช้อย่างได้ผลเสมอไป เนื่องจากเด็กในวัยนี้นั้นอาจยังไม่ได้ “มีเหตุมีผล” (Rational) พอที่จะเข้าใจถึงกฎของ “แรงจูงใจ” และ “บทลงโทษ” ดังกล่าว จึงทำให้ผมเห็นว่าไม่มีกิจกรรมไหนอีกแล้วที่เป็นทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” เหมือนกับการเลี้ยงลูก และบทเรียนที่ได้จากการเลี้ยงลูกนี้ ทำให้ผมย้อนกับไปคิดถึงความล้มเหลวของการนำหลักการทางเศรษฐศาสตร์ไปใช้ในการบริหารงานทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเราในบางครั้ง และผมก็ได้คิดว่า ความล้มเหลวหลายๆครั้งนี้ อาจจะเกิดจากการที่ผู้ใหญ่ในประเทศเราบางคนเป็นคน “ไม่มีเหตุมีผล” และ “เอาแต่ใจตัวเอง” ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรไปจากเด็กหญิงปังหวานเท่าไรนัก ผมก็เลยคิดต่อไปว่า สุดท้ายเราจะพ่ายแพ้ให้กับความไม่มีเหตุมีผลของคนกลุ่มนี้อย่างที่ผมกำลังเป็นกับปังหวานหรือเปล่า
