25 สิงหาคม 2551
ข้อสังเกตบางประการจากประเทศเกาหลีใต้ (ที่ไทยน่าจะนำมาเป็นแบบอย่าง)
เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปนำเสนอผลงานทางวิชาการที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมเพิ่งจะมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศเกาหลีใต้นี้เป็นครั้งแรก จึงได้ถือโอกาสพาครอบครัว (อันประกอบดัวยภรรยาและบุตรสาวอายุ 11 เดือน) ไปด้วย แต่เนื่องจากตารางการประชุมที่ค่อนข้างแน่น จึงทำให้ผม ภรรยา และบุตรสาวมีโอกาสเพียงแค่ 1 วันในการท่องเที่ยวในสถานที่สำคัญบางแห่งในกรุงโซลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ด้วยสัญชาติญาณของการเป็นนักวิจัยที่จะต้องสังเกตสภาพความเป็นอยู่และลักษณะทางสังคมต่างๆของประเทศที่ไปเยือน ผมมีความเห็นว่าประเทศเกาหลีใต้มีข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจที่ประเทศไทยสามารถนำมาเป็นแบบอย่าง (Benchmarking) สำหรับการปฏิบัติได้ โดยก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า ข้อสังเกตนี้เป็นเพียงข้อสังเกตของผมซึ่งอยู่ในสถานะของนักท่องเที่ยว 1 วันเท่านั้น ไม่ได้มีการกลั่นกรองข้อมูลอย่างละเอียดลออตามหลักของการวิจัยที่ดี
ข้อสังเกตประการที่ 1 พบว่า เมื่อเครื่องบินได้ลงจอดที่สนามบินอินชอน (Inchoen Airport) ในการเข้าไปสู่กรุงโซลจะมีอยู่สองทางด้วยกันก็คือ รถบัสของแอร์พอร์ทกับรถแท็กซี่ (รถไฟฟ้ากำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง) ผมเลือกที่จะเข้าเมืองโดยใช้รถบัสเพราะราคาถูกกว่ามาก สิ่งที่พบก็คือ สนามบินของเกาหลีใต้มีการบริหารจัดการรถบัสที่ดีมาก มีแผนที่ของตารางการเดินรถที่ชัดเจน มีบุคลากรที่ดูแลอย่างเป็นมืออาชีพ ตารางการเดินรถตรงต่อเวลา ในรถสะอาดสะอ้านและยังมีเพลงหรือละครเกาหลีให้ดูระหว่างเดินทางด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย ผมคิดว่าควรจะยกเลิกระบบที่มีเจ้าหน้าที่ตะโกนว่า “แท็กซี่!! แท็กซี่เซอร์!!” ได้แล้วเพราะดูไม่มีระเบียบ แต่ควรจะมี information บอกนักท่องเที่ยวให้ชัดเจน
ข้อสังเกตประการที่ 2 พบว่าระบบรถไฟฟ้าใต้ดินของกรุงโซลนั้นดีกว่าที่คิดไว้มาก กรุงโซลมีรถไฟฟ้ากว่า 10 สาย และง่ายที่จะใช้สำหรับท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ สถานีรถไฟฟ้าทุกสถานีมีลิฟท์สำหรับคนพิการ และมีการสำรองที่นั่งสำหรับผู้สูงอายุ เรียกได้ว่าคนพิการและผู้สูงอายุสามารถเดินทางไปตามที่ต่างๆ ได้เอง นอกจากนี้ผู้โดยสารที่เป็นผู้สูงอายุสามารถกดสัญญาณเพื่อให้เจ้าหน้าที่เปิดประตูสำหรับใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย ผมคิดว่าระบบรถไฟฟ้าใต้ดินบนดินของประเทศไทยควรที่จะทำให้เป็นระบบเดียวกัน ใช้บัตรโดยสารด้วยกัน ให้ผู้สูงอายุและคนพิการขึ้นฟรีและจัดที่นั่งให้กลุ่มคนเหล่านี้โดยเฉพาะ
ข้อสังเกตประการที่ 3 พบว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศเกาหลีใต้ (เช่นพระราชวัง) จะมีการทำทางที่คนพิการ คนชรา หรือพ่อแม่ที่มีเด็กทารก สามารถเข็นรถเข้าไปเยี่ยมชมได้ ทางเท้าบางแห่งยังมีการปูพื้นกันลื่น และสร่งสะพานลอยที่สามารถนำรถเข็นขึ้นไปได้ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่แสดงว่ารัฐบาลของเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับบุคคลที่ด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งเป็นคุณลักษณะทั่วไปของประเทศที่พัฒนาแล้วที่พึงจะมี ซึ่งแน่นอนว่าผู้สูงอายุและคนพิการในประเทศไทยก็ควรที่จะได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างนี้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะตามสวนสาธารณะต่างๆ
ข้อสังเกตประการที่ 4 ผมได้ยินข่าวลือมาก่อนที่จะเดินทางไปเกาหลีใต้ว่า “คนเกาหลีรักเด็ก” ตอนแรกก็ไม่ได้เชื่ออะไร แต่พอไปก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ คนเกาหลีจำนวนมากจะหยุดเพื่อทักทายลูกสาวของผม (ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงคนชรา) นอกจากนี้ห้องน้ำสาธารณะของเกาหลีจำนวนมากมีที่สำหรับเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กทารกเพื่อความสะดวกแก่พ่อแม่ นอกจากนี้ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆยังมีการจัดสถานที่ให้พ่อแม่สามารถนำลูกของตนเข้าเล่นได้โดยไม่ต้องเป็นสมาชิกแต่อย่างไร ซึ่งในแต่ละที่จะมีของเล่นพร้อมสรรพและมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างทั่วถึง เกาหลีกำลังประสบปัญหาเดียวกับประเทศไทยก็คือการมีอัตราการเกิดของทารกที่ลดลงทำให้รัฐบาลเกาหลีให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาสติปัญญาของเด็กตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งนโยบายดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่ประเทศไทยควรจะต้องให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน
ข้อสังเกตประการที่ 5 คนเกาหลีใต้มีความเป็นชาตินิยมสูง โดยสังเกตจากรถและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่คนเกาหลีใต้มักจะใช้แต่สินค้าที่ผลิตขึ้นจากประเทศเทศของตน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์จนถึงละคร ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่เกาหลีใต้ ผมไม่เห็นรถญี่ปุ่นแม้แต่คันเดียว และเห็นรถยุโรปแค่ไม่กี่คัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นรถยี่ห้อฮุนไดหรือเกียร์ เท่านั้น การมีลักษณะของชาตินิยมในการใช้สินค้า นอกจากจะไม่ทำให้เงินทองรั่วไหลออกนอกประเทศแล้วยังส่งเสริมทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างรวดเร็วอีกด้วย ประเทศไทยเองแต่ก่อนเราเคยมีนโยบาย “ไทยคิด ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ” แต่ตอนนี้กลับเป็น “ฝรั่งคิด ไทยทำ ฝรั่งใช้ ไม่แน่ใจว่าใครเจริญ” ประเทศที่จะพัฒนาได้จะต้องเป็นประเทศที่มีการสร้างนวัตกรรมเป็นของตัวเอง โดยการสร้างนวัตกรรมไม่ใช่เฉพาะเพียงการได้รับการสนับสนุนไม่เฉพาะจากภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องมาจากผู้บริโภคในประเทศเองที่ช่วยใช้สินค้าที่ผลิตขึ้นจากประเทศของตน การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศไม่ทำให้เกิดการพัฒนาโดยแท้จริง ในกรณีของประเทศไทย ถ้าประเทศไทยสามารถผลิตรถยนต์เองได้ และต้องการที่จะเป็น Detroit of Asia ภาครัฐก็อาจที่จะคิดถึงแนวทางในการสร้างตราสินค้า (Brand) รถยนต์ของประเทศไทยให้เป็นเรื่องเป็นราว อย่างกรณีของเกาหลี อินเดีย หรือมาเลเชีย ที่ต่างก็มีแบรนด์รถยนต์เป็นของตนเอง
เนื่องจากเนื้อที่หมดจึงนำเสนอข้อสังเกตจากเกาหลีใต้ได้เพียงแค่นี้ แต่โดยความเห็นส่วนตัวผมคิดว่า ประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศหนึ่งที่ประเทศไทยน่าจะเอาโมเดลของการพัฒนามาเป็นโมเดลต้นแบบ เมื่อกว่า 40 ปีก่อนประเทศเกาหลีใต้มีระดับรายได้ต่อหัวที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา เกาหลีใต้ได้แสดงให้โลกเห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประเทศนี้มีระดับรายได้ที่ใกล้เคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้วในปัจจุบันและสูงกว่าประเทศไทยอยู่หลายเท่า อย่างไรก็ดี คำถามที่คาใจผมข้อหนึ่งก็คือ เกาหลีใต้มีนักการเมือง (ระบบการเมือง) ที่ค่อนข้างแย่พอๆกับการเมืองไทย แต่เขาทำอย่างไรจึงสามารถที่จะพัฒนาประเทศภายใต้นักการเมือง (ระบบการเมือง) ที่แย่ๆ อย่างนั้นได้ ใครทราบช่วย Email ให้ความรู้ผมด้วยจะขอบคุณมากครับ
