13 กันยายน 2551
ถูกกฎหมาย..แต่ผิดมารยาท
กระแสความแตกแยกของสังคมไทยในปัจจุบันตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงระดับผู้นำประเทศเกิดขึ้นจากคน 2 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งเป็นกลุ่มที่อ้างด้วยความชอบธรรมทางกฎหมาย โดยคนกลุ่มนี้มักจะนำกฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการต่อรอง โดยไม่มองถึงผลกระทบทางด้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อสังคมและคนหมู่มาก อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่อ้างด้วยศีลธรรมและจริยธรรม โดยกลุ่มนี้มองว่ากฎหมายมีช่องโหว่และไม่มีความศักดิ์เพียงพอที่จะนำมาบังคับใช้ ดังนั้นคนกลุ่มนี้จึงเห็นว่าศีลธรรมและจริยธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า
โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าคนกลุ่มแรกมีโอกาสที่จะสร้างปัญหาต่อสังคมมากกว่าคนกลุ่มที่สอง ผมคิดว่า การทำผิดศีลธรรมและจริยธรรมเป็นเรื่องที่อันตรายกว่าการทำผิดกฎหมาย อย่างไรก็ดีในบทความนี้ ผมขอใช้ว่า “มารยาท” แทนคำว่า “ศีลธรรมหรือจริยธรรม” เนื่องจากคำจำกัดความของคำว่าศีลธรรมและจริยธรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกันและมีไม่เท่ากัน อาจจะเกิดความสับสนเมื่อใช้คำเหล่านี้ แต่คำว่า “มารยาท” เป็นความหมายที่เข้าใจกันโดยรวมว่า “มารยาทที่ดีก็คือมารยาทที่คนในสังคมยอมรับและชื่นชม แต่การผิดมารยาทก็คือการกระทำที่ไม่ได้รับการยอมรับและสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นในสังคม”
ในทุกๆ วัน เรามักจะต้องพบกับ “คนประเภทที่ทำถูกผิดกฎหมาย แต่ทำผิดมารยาท” อยู่บ่อยครัง ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนบ้านที่จอดรถขวางทางเข้าออกโดยไม่สนใจว่าเพื่อนบ้านคนอื่นๆ จะต้องลำบากอย่างไร คนขับรถที่ชอบเปลี่ยนเลนไปมาตามความสะดวกของตนโดยที่ไม่สนใจว่าคนขับรถตามหลังจะเดือดร้อนเพียงใด คนที่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะโดยที่ไม่สนใจว่าควันบุหรี่จะไปทำลายสุขภาพของคนรอบข้าง หรือเพื่อนบ้านที่ชอบเปิดเพลงหรือฟังวิทยุเสียงดังจนสร้างความรบกวนแก่เพื่อนบ้างข้างเคียง
แน่นอนครับ ถ้าใช้บริบทของกฎหมายมาตัดสิน กลุ่มคนที่ผมกล่าวมาข้างต้นนี้ไม่ได้เป็นผู้ทำผิดทางกฎหมาย แต่ถ้าเราเอาหลักความเห็นชอบของสังคมมาวิเคราะห์ ถือได้ว่าคนเหล่านี้ “ไม่มีมารยาททางสังคม” คนเหล่านี้มักจะมีลักษณะของการดำเนินชีวิตแบบ “ตัวกู..ของกู” ขอตัวเองสบายไว้ก่อน ไม่ได้ผิดกฎหมายซะอย่าง คนอื่นๆ ในสังคม...ช่างปะไร
นักเศรษฐศาสตร์เกลียดคนประเภทนี้มากที่สุด เพราะเป็นคนที่ก่อให้เกิด “Negative Externality” กับคนอื่นๆ บทลงโทษทางกฎหมายสามารถนำมาช่วยลดปัญหา Negative Externality ได้บ้าง เช่นการปรับเงินกับพวกจอดรถในที่ห้ามจอดหรือพวกสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ หรือการสั่งปิดโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียหรือควันพิษ เป็นต้น แต่ปัญหาก็คือ ในหลายๆ กิจกรรมอาจจะเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย และผิดด้วยมารยาทของสังคม โดยคนประเภทตัวกูของกูเหล่านี้มักจะพยายามหาช่องว่างทางกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเองอยู่ร่ำไป
แต่เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมที่โอบอ้อมอารีและให้อภัย ถ้าคนประเภททำตัวแบบถูกกฎหมายแต่ผิดมารยาทนี้ไม่ได้สร้างผลเสียใหญ่โตอะไร คนไทยก็พอที่จะ “หยวนๆ หรือให้อภัยได้บ้าง” โดยมองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ถ้าคนประเภทนี้เป็นผู้มีบทบาททางสังคมสูง หรือเป็นผู้นำของประเทศ “การทำถูกกฎหมาย..แต่ผิดมารยาท” เป็นการกระทำที่ยากที่จะยอมรับได้ เพราะจะเป็นการกระทำที่สร้างความเดือนร้อนแก่คนในสังคมมากกว่าในกรณีของพวกสูบบุหรี่ในที่สาธารณะหรือพวกจอดรถกีดขวางทางเข้าออกอยู่หลายเท่าตัวนัก
การขายหุ้นของตระกูลชินวัตรให้กับกลุ่มเทมาเซ็กโดยไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียวนั้นเป็นเรื่องที่ “ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ผิดมารยาทของผู้นำประเทศ” การพยายามกลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว เป็นเรื่องที่ “ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ผิดมารยาททางการเมือง” การเข้าไปทำลายรั้วของสถานีโทรทัศน์ NBT หรือการเข้าไปตั้งกลุ่มประท้วงภายในทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรเป็นเรื่องที่ “ผิดทั้งกฎหมายและมารยาท” ซึ่งผลที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเฉพาะเพียงการสร้างความเดือดร้อนต่อสังคม แต่ยังทำลายเศรษฐกิจ ทำลายความเชื่อมั่น และทำลายความสมานสามัคคีของคนไทยด้วยกันเอง
การประพฤติผิดมารยาทเป็นประเด็นที่ได้รับการโต้เถียงเป็นอย่างทางสังคมเนื่องจากในแต่ละสังคมมักมีข้อจำกัดของมารยาทไม่เท่ากัน ในบางสังคมการขับรถเบียดเลนหรือการจอดรถขวางทางเข้าออกเป็นเรื่องที่ผิดมารยาทเป็นอย่างมาก แต่ในบางสังคม (เช่นสังคมไทย) ก็อาจจะเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งนี้ระดับของการทานทนกับคำว่า “ผิดมารยาท” สามารถนำมาใช้เป็นอีกตัวชี้วัด (Indicator) หนึ่งที่สะท้อนถึงระดับของคุณธรรมและจริยธรรมของคนในประเทศนั้นๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศที่มีระดับของการพัฒนาคนที่สูงอย่างญี่ปุ่นได้ถูกแสดงออกจากกรณีที่นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นทั้งนายอาเบะและนายฟูกูดะแสดงสปิริทตัดสินใจลาออกทันทีที่ประชาชนญี่ปุ่นไม่พอใจที่รัฐบาลทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งตรงกันข้ามกับนักการเมืองไทยที่มีความทานทนกับคำว่า “ผิดมารยาท” สูงกว่า จึงดังทุรังที่จะอยู่ในตำแหน่ง หรือการประท้วงของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่ไม่ยอมเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น โดยไม่สนใจว่าโรงเรียนจะปิด เศรษฐกิจจะพัง หรือคนจะตกงาน
ในการที่จะวัดว่าตัวเราทำ “ผิดมารยาท” หรือไม่นั้นไม่ยากครับ แค่คิดในภาพที่ใหญ่กว่านี้ (Macro Picture) ว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นทำให้สังคมเดือดร้อนหรือไม่ “ถ้าใช่” ก็แปลว่าท่านกำลังทำ “ผิดมารยาท” อยู่ครับ รัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลลองใช้เวลาคิดดูครับว่า ภายใต้บริบทของกฎหมายและสิทธิเสรีภาพที่ท่านมี (และมักนำมาอ้าง) ประเทศชาติเสียหายไปเท่าไรแล้ว แน่นอนครับว่า ผลของมันมากกว่าเพื่อนบ้านที่ชอบจอดรถขวางทางเข้าออกมากนัก
