04 ตุลาคม 2551
แด่ชาวเมืองผู้หิวโหย
การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของความเป็นเมืองหรือ “นคราภิวัตน์” (Urbanization) ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับประเทศกำลังพัฒนาที่มีการเจริญเติบโตของความเป็นเมืองมากขึ้นถึง 4 เท่าในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 4,900 ล้านคนเป็นประมาณ 6,800 ล้านคนในปี ค.ศ. 2020
ถ้าวิเคราะห์จากข้อมูลของสำนักงานเลขาธิการขององค์การสหประชาชาติจะพบว่า ความหนาแน่นของประชากรของโลก (จำนวนประชากรต่อพื้นที่หนึ่งตารางกิโลเมตร) ได้เพิ่มสูงขึ้น จาก 45 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตรในปี ค.ศ. 2000 เป็น 61 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตรในปี ค.ศ. 2030 แต่ถ้าวิเคราะห์ในกลุ่มประเทศเอเชียจะพบว่า จำนวนความหนาแน่นของประชากรมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นในเอเชียมากกว่าการเพิ่มขึ้นของความหนาแน่นของประชากรของโลกมากนัก โดยพบว่า ในกลุ่มประเทศเอเชียจะเพิ่มสูงขึ้นจาก 116 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตรในปี ค.ศ. 2000 เป็น 155 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตรในปี ค.ศ. 2030 หรือประมาณร้อยละ 34 ซึ่งในช่วงเวลานี้ความหนาแน่นของประชากรในประเทศไทยจะเพิ่มจาก 118 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร 135 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร
นอกจากนี้ จากการศึกษาของ International Food Policy Research Institute ได้อธิบายว่า ประมาณร้อยละ 90 ของการเพิ่มขึ้นของประชากรในกลุ่มประเทศพัฒนาดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มขึ้นของประชากรที่อยู่อาศัยในเขตเมือง โดยมากกว่าร้อยละ 40 ของประชากรในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง (Low and Middle-Income Countries) นั้นเป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง นอกจากนี้ การศึกษายังคาดประมาณไว้ว่า ภายในปี ค.ศ. 2020 มากกว่าครึ่งของประชากรในกลุ่มประเทศอัฟริกาและเอเชียจะเป็นประชากรที่อยู่อาศัยในเขตเมือง
ในกรณีของประเทศไทยเองยังได้มีการคาดการณ์ว่า มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรที่จะเข้ามาอยู่อาศัยในเขตเมือง ซึ่งจะส่งผลต่อการลดลงของจำนวนประชากรในเขตชนบทด้วยเช่นกัน โดยสำนักงานเลขาธิการขององค์การสหประชาชาติคาดว่า จำนวนประชากรในเขตเมืองของประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 37 ในปี ค.ศ. 2000 เป็นร้อยละ 54 ในปี 2030
ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของชุมชนเมืองจะส่งผลกระทบทางลบต่อประชากรเมืองดังที่กล่าวไว้ตอนต้น ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาความอดอยากหิวโหย ปัญหาการขาดสารอาหาร และปัญหาความยากจนของคนเมือง โดยการขาดแคลนอาหารของประชากรในเขตเมืองจะสามารถจำแนกถึงสาเหตุได้ดังต่อไปนี้
1) ความแตกต่างของโครงสร้างของครัวเรือนในเขตเมือง: ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองโดยส่วนใหญ่มีโครงสร้างของครัวเรือนที่มีขนาดเล็ก อันประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก (หรืออาจรวมถึงคนชรา) ซึ่งส่งผลให้มีจำนวนผู้ที่มีหน้าที่ในการหารายได้ให้กับครัวเรือนน้อย และจะต้องแบกรับภาระที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการออมในภาคครัวเรือนที่ลดลง
2) ความไม่มั่นคงของการจ้างงานของแรงงานในเขตเมือง: การเจริญเติบโตของเมืองทำให้เกิดการจ้างงานสูงขึ้น โดยเฉพาะการจ้างงานนอกระบบ (Informal Sector) ซึ่งจะมีปัจจัยแปรผันต่างๆเกิดขึ้นมากกว่าการจ้างงานในระบบ (Formal Sector) ยกตัวอย่างเช่น การจ้างงานคนงานก่อสร้างที่มักมีการจ้างงานต่ำในช่วงฤดูฝน นอกจากนี้ การทำงานของแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ยังไม่มีสวัสดิการสังคม (Social Security) คุ้มครอง ส่งผลทำให้รายได้ของประชากรในเขตเมือง (ที่ส่วนใหญ่ทำงานนอกระบบ) ไม่มีความมั่นคงในรายได้ ไม่มีสวัสดิการทางสังคมที่เพียงพอ หรืออาจถูกกดค่าแรงจากนายจ้าง
3) ต้นทุนค่าครองชีพของประชากรในเขตเมือง: ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองมีต้นทุนค่าครองชีพที่สูงกว่าประชากรในเขตชนบท โดยคนจนในเขตเมืองจะนิยมบริโภคอาหารจากร้านค้ารถเข็นตามริมถนน ซึ่งนอกจากจะไม่มีประโยชน์ทางด้านโภชนาการมากนักแล้ว อาหารจากร้านค้าประเภทรถเข็นส่วนใหญ่ยังมีราคาสูงกว่าอาหารที่ครอบครัวทำกินเองอีกด้วย นอกจากนี้ ต้นทุนประเภทอื่นๆไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนทางด้านระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า รวมไปถึงการเดินทาง ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าในชนบทด้วยเช่นกัน
4) มลภาวะของการอยู่อาศัยในเขตเมือง: การอยู่อาศัยในเขตเมืองจะต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆไม่ว่าจะเป็นความสกปรกของอากาศ โดยเฉพาะกับการบริโภคอาหารที่อาจจะผิดสุขลักษณะ โดยเฉพาะกับครัวเรือนที่มีฐานะยากจนและมีที่อยู่อาศัยที่อัตคัดและคับแคบ จากการศึกษาพบว่า ประชากรในเขตเมืองที่มีฐานะยากจนประสบปัญหาทางด้านการขาดสารอาหารมากกว่าประชาชนในชนบท
จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ภาครัฐบาลเองที่มีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศจึงจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับปัญหาความยากจนและความอดอยากหิวโหยของประชาชนในเขตเมือง (Urban Poor) ไม่น้อยกว่าการให้ความสำคัญกับความยากจนในชนบท (Rural Poverty) โดยจัดสรร “โครงการความมั่นคงทางด้านอาหาร” (Food Security Program) สำหรับคนจนในเขตเมืองเหล่านั้น ซึ่งผมคิดว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจที่ภาครัฐน่าจะให้ความสำคัญ
