09 ธันวาคม 2551

“ประชาธิปไตย” กับ “การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ”



ในวันนี้เมื่อ 76 ปีก่อนเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยามฉบับถาวรให้แก่ประชาชนชาวไทย อันเป็นการแสดงถึงทางเลือกของประเทศไทยในการบริหารประเทศโดยใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นที่ตั้งโดยมี“รัฐธรรมนูญ” เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ถูกหยิบยกให้เป็นประเด็นหลักอันส่งผลทำให้เกิดความแตกต่างทางความคิดของคนไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการพยายาม “แก้ไขกฎระเบียบบางประการ” จนไปถึงการพยายามสร้าง “การเมืองระบอบใหม่” ในที่สุดที่ความแตกต่างทางความคิดดังกล่าวได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจและการกินอยู่ของคนในประเทศ ความแตกต่างเกิดขึ้นจากการที่หลายฝ่ายได้อ้างเหตุผลของการกระทำการที่มีการตีความว่าเป็นการกระทำที่อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เช่นการชุมนุมภายใต้ระบบประชาธิปไตย หรือการไม่ออกไม่ยุบเพราะถูกเลือกมาถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย อะไรๆ ก็ประชาธิปไตย จากความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าหลายท่านคงจะตั้งคำถามในใจอยู่บ้างเหมือนกันว่า “ระบอบประชาธิปไตยที่พวกเขาเหล่านั้นอ้างถึงนั้น” จริงๆ แล้วเป็นระบอบที่ดีที่สุดและเหมาะสมกับคนไทยจริงหรือไม่ ทำไมถึงทำให้เกิดความวุ่นวายได้มากเพียงนี้

ผมในฐานะนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์คงไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ได้ดีเเท่านักรัฐศาสตร์หรือนักนิติศาสตร์ แต่มีความสงสัยในเชิงเศรษฐศาสตร์ว่า “ระบอบประชาธิปไตยนั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ” ระบอบประชาธิปไตยสนับสนุนให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่ หรือเป็นระบอบที่เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกันแน่
งานวิจัยทางเศรษฐศาตร์ที่ผ่านมายังให้คำตอบที่ “ไม่แน่ชัด” โดยการศึกษาที่เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยสนับสนุนให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้เหตุผลดังต่อไปนี้

1. ระบอบประชาธิปไตยให้ความสำคัญกับสิทธิการเป็นเจ้าของในทรัพย์สิน (Property Rights) ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เกิดแรงจูงใจในการลงทุนในสาขาต่างๆ รวมไปถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่เป็นเป็นการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

2. ระบอบประชาธิปไตยช่วยลดโอกาสในการผูกขาดการปกครองประเทศจากระบอบเอกรัฐหรือเผด็จการ (Autonomy of Dictators) ที่อาจไม่เห็นความสำคัญของประชาชนในประเทศเป็นสำคัญ

3. ระบอบประชาธิปไตยช่วยทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรหรืองบประมาณไปยังกลุ่มที่ต้องการได้ถูกต้อง โดยที่ผู้ลงคะแนนเสียง (Voter) จะเลือกผู้แทน (Candidate) ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นปากเสียงของตนในสภา

ในขณะที่การศึกษาที่เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นอุปสรรคการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ให้เหตุผลดังต่อไปนี้

1. ระบอบประชาธิปไตยสนับสนุนให้รัฐบาลเน้นการดำเนินนโยบายในลักษณะของประชานิยมในการกระตุ้นความต้องการซื้อระยะสั้น (อุปสงค์) มากกว่าการการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ซึ่งนโยบายกระตุ้นความต้องการซื้อระยะสั้นนี้มักส่งผลต่อความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Instability)

2. ระบอบประชาธิปไตยอาจทำให้เกิดความ “ไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง” (Political Instability) มากเท่ากับระบบเอกรัฐ ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจไม่มีการเจริญเติบโตได้ดีเท่าที่ควร

3. ระบอบประชาธิปไตยอาจทำให้เกิดการ “ซื้อเสียง” และการ “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” (Corruption) ได้มากกว่าการปกครองแบบเอกรัฐ เนื่องจากเป็นระบอบที่สร้างแรงจูงใจให้ผู้ถูกเลือกจำเป็นที่จะต้องได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่นั้นๆ

ในการศึกษาเชิงประจักษ์ (Empirical Studies) Przeworski และ Limongi ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก้ (University of Chicago) ได้ทำการรวบรวมงานศึกษาที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ประชาธิปไตย” กับ “การเจริญเติบโตทางเศรษกิจ” จำนวนทั้งสิ้น 21 งานวิจัยโดยพบว่ามีจำนวน 8 งานวิจัยที่เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยสนับสนุนให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่มีอีก 8 งานวิจัยที่เห็นว่าระบอบเอกรัฐ/ เผด็จการสนับสนุนให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากกว่า และมี 5 งานวิจัยที่พบว่าทั้ง 2 ระบอบไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยงานศึกษาทั้งหมดเป็นการศึกษาโดยใช้ข้อมูลตัดขวางของหลายๆ ประเทศ (Cross-Country)

สำหรับประเทศไทยเอง ผมเห็นว่าเรายังไม่สามารถสรุปได้ว่า “ระบอบประชาธิปไตย” จะส่งผลดี/เสียต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ โดยถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมา 76 ปีแล้วก็ตาม แต่ช่วงระยะเวลาดังกล่าวก็ถือว่าค่อนข้างสั้นและมีปัญหามากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีระบอบประชาธิปไตยที่เบ่งบานมากว่า 200 ปี อย่างตัวอย่างที่เราเห็นยกย่องจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมา

โดยส่วนตัวแล้ว ผมมีความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยว่าเป็นระบอบที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด และเห็นว่าระบอบใหม่ๆ ที่ถูกนำเสนอขึ้นมาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนทุกคนในประเทศก่อน แต่ทั้งนี้ สิ่งที่ผมยังไม่มีความเชื่อมั่นก็คือ “ผู้เล่น” (Players) หรือ “ผู้กระทำ” (Actors) ที่อยู่ในระบอบนี้ว่าจะสามารถแสดงบทบาทของของตนในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริงอย่างที่อ้างถึงได้จริงหรือไม่

อ้างอิง: Przeworski, Adam and Limongi, Fernando (1993) “Political Regimes and Economic Growth”, Journal of Economic Perspective, 7(3): 51-69.