18 มกราคม 2552

อย่างลืมเก็บ “น้ำ” ไว้เผื่ออนาคต


ภายใต้ภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ นำมาสู่มาตรการทั้งการเงินและการคลังของภาครัฐที่ออกมาจนแทบจะนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะนโยบายการคลัง (Fiscal Policy) ที่ถือได้ว่ามีบทบาทที่สำคัญมากกว่านโยบายการเงิน (Monetary Policy) ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการใส่เงินเข้าไปสู่ระบบโดยตรง เช่นการให้เงินคนละ 2,000 บาทสำหรับแรงงานที่อยู่ในระบบและรายได้ต่ำกว่าที่รัฐกำหนด การฝึกอบรมแรงงานที่ตกงาน มาตรการทางด้านการลดหย่อนภาษี และการอุดหนุนอีกนับไม่ถ้วน (จริงๆ นับถ้วนแต่ต้องขอยอมรับว่าจำไม่ได้หมดจริงๆ) การพึ่งพานโยบายการคลังที่เห็นอยู่ปัจจุบันดูแล้วน่าจะเป็นการกระทำที่สมเหตุสมผลมากกว่าการใช้นโยบายการเงินเนื่องจากการลดอัตราดอกเบี้ยภายใต้สถานการณ์ที่เร่งด่วนเช่นนี้ อาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของคนไทยได้อย่างทันการ
หลายฝ่ายได้เกิดความวิตกกังวลว่า การใช้จ่าย (และลดภาษี) อย่างกระหน่ำของภาครัฐดังกล่าวนี้จะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลังเช่นการขาดดุลงบประมาณ (Budget Deficit) ของภาครัฐหรือไม่ รัฐบาลได้ตอบข้อวิตกัดงกล่าวโดยยกตัวอย่างปัญหาเศรษฐกิจในครั้งนี้ว่า “เหมือนไฟกำลังเข้ามาไหม้บ้าน เจ้าของบ้านไม่ควรมัวแต่จะหวง “น้ำ” เพราะถ้าใช้น้ำที่น้อยเกินไปก็อาจจะไม่ทันการ” รวมทั้งการขาดดุลดังกล่าวยังอยู่นระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ “ฟังขึ้น” ครับ เพราะปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ปี พ.ศ. 2540 รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ “ไฟไหม้ครั้งใหญ่นี้สร้างความเสียหายให้น้อยที่สุด”
แต่ผมอยากจะขอให้ท่านผู้อ่านคิดต่อมาว่า ถ้าเกิดสมมติว่าเราใช้น้ำที่มีอยู่เกือบทั้งหมดมาช่วยในการดับไฟครั้งนี้ได้ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า “เราจะยังคงมีน้ำดื่มน้ำกินในปริมาณที่เพียงพอสำหรับอนาคต” เอาเป็นว่าต่อให้เรารอดพ้นจากไฟไหม้ในครั้งนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะเราขาดน้ำตายหรือเปล่า อย่างลืมว่าการทำงบประมาณขาดดุลก็เปรียบเสมือนกับการ “เป็นหนี้” คืออาจจะสบายหน่อยในตอนนี้ แต่ในอนาคตประเทศก็จำเป็นที่จะต้องหาทางใช้หนี้ที่เกิดขึ้นนี้ให้ได้ (ซึ่งก็อาจจะต้องเป็นหน้าที่ของคนรุ่นต่อไป)
ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าสมาชิกในบ้านหลังนี้จะไม่ “อดน้ำตายเสียก่อน” ในอนาคต เจ้าของบ้านหลังนี้อาจจะต้องมีการวางแผนการเก็บน้ำไว้ใช้เผื่ออนาคตด้วย โดยแนวทางก็คือ เจ้าของบ้านจำเป็นต้องเข้าใจว่าลูกบ้านคนใดจะได้รับผลกระทบจากไฟไหม้ในครั้งนี้ก่อน โดยเจ้าของบ้านจะต้องส่งน้ำไปช่วยเหลือแก่ลูกบ้านคนดังกล่าวก่อน ในขณะที่ลูกบ้านคนอื่นๆ อาจจะไม่ได้รับความเดือดร้อนจากไฟไหม้ในครั้งนี้เท่าไรนัก การส่งน้ำให้กับลูกบ้านกลุ่มนี้ก็คงจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างไร
ดังนั้น แทนที่จะส่งน้ำแบบหว่านแห เจ้าของบ้านอาจกำหนดให้ลูกบ้านที่ “ไม่ได้รับความเดือดร้อน”จากไฟไหม้ในครั้งนี้ “เป็นผู้หาน้ำ” มาเก็บไว้หลังบ้านแทน โดยถึงแม้ว่าน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจจะเพียงพอสำหรับการดับไฟในครั้งนี้ก็ตาม แต่การหาน้ำมาเก็บไว้เพิ่มเติมก็จะทำให้แน่ใจได้ว่า สมาชิกของบ้านหลังนี้จะมีน้ำไว้ใช้อย่างพอเพียงสำหรับอนาคต ซึ่งอาจจะใช้สำหรับการกินดื่มตามปกติ หรือสำหรับไฟไหม้ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกก็ได้
“น้ำ” ในที่นี้ก็เปรียบเสมือนกับ “เงินออมของประเทศ (National Saving) ซึ่งสามารถหาได้จาก 2 แหล่งได้แก่ 1) เงินออมภาครัฐ (Government Saving) และ 2) เงินออมภาคเอกชน (Private Saving) แน่นอนว่าเพื่อไม่ให้กระทบต่อปัญหาการขาดดุลการคลังและภาระหนี้สินของภาครัฐที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภาครัฐอาจจะต้องจัดเก็บภาษีอย่างเข้มงวดมากขึ้น หรือออกมาตรการการเก็บภาษีใหม่ๆ อย่างภาษีมรดก ทั้งนี้การเก็บภาษีจะช่วยทำให้ภาครัฐมีเงินออม (ภาครัฐ) เพียงพอที่จะช่วยบรรเทาการขาดดุลงบประมาณดังกล่าว
แต่ทว่า สิ่งที่ภาครัฐจะต้องไม่ลืมที่จะกระทำก็คือ “การเป็นเจ้าของบ้านที่จะต้องกำหนดให้ลูกบ้านที่ไม่ได้รับความเดือดร้อนจากไฟไหม้ในครั้งนี้เป็นผู้หาน้ำมาเก็บไว้” นั่นก็คือ ภาครัฐอาจจะต้องกำหนดมาตรการจูงใจในการออม (Saving Incentives) ของประชาชนบางกลุ่ม ไม่ใช่แต่จะกระตุ้นให้เขาออกไปจับจ่ายใช้สอยแต่เพียงอย่างเดียว อย่าลืมครับว่า ระบบเศรษฐกิจมหภาคเปรียบเสมือนกับบ้านที่มีขนาดใหญ่อันประกอบไปด้วยสมาชิกที่มีความหลากหลายทางสถานะเศรษฐกิจและสังคม มีทั้งคนรวยที่มีเงินเย็นเหลืออยู่มาก คนรวยที่ขัดสนเงินทุน คนจนที่มีเงินออม และคนจนที่เป็นหนี้ ภาครัฐจะต้องพยายามสนับสนุนให้คนที่มีความต้องการออมเหล่านั้น (ไม่ว่าจะรวยหรือจน) มีการออมเงินให้มากที่สุด (สำรองน้ำ) ซึ่งเปรียบเสมือนกับลูกบ้านที่ทำหน้าที่ในการเก็บสำรองน้ำ
มาตรการที่จะน่าจะมีประสิทธิผลที่สุดตามหลักทฤษฎีก็คือ “จะต้องลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ให้แคบลง” ซึ่งท่านผู้อ่านก็คงจะรู้ว่ามาตรการนี้คงจะเป็นการ “ยาก” หรือ “อาจเป็นไปไม่ได้” ที่จะเกิดขึ้น เพราะคงไม่มีธนาคารพาณิชย์ไหนยอมที่จะเฉือนกำไรที่ตนมีอยู่ ดังนั้นมาตรการการออมอื่นๆ อย่างการออกพันธบัตร การส่งเสริมการออกในระยะยาว ก็คงจะเป็นมาตรการเดิมๆ ที่ต้องนำมาใช้อีกเช่นเคย
อย่างลืมว่า “น้ำ” เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีพ ถ้าบ้านของใครขาดน้ำแล้ว ไม่ไฟไหม้ตาย ก็คงอดน้ำตาย โดยเฉพาะบ้านหลังใหญ่อย่างประเทศไทยที่ค่อนข้างจะ “กระหายน้ำบ่อยเหลือเกิน” ดังนั้นยิ่งบ้านหลังนี้เก็บน้ำได้มากเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้นครับ