ธนาคารเพื่อคนจน (Banking for the Poor) เป็นหรือระบบการเงินในระดับจุลภาค (Micro-Finance) เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเมื่อศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนุสและธนาคารกรามีน (Grameen Bank) ที่เขาและทีมงานเป็นผู้ก่อตั้งได้รับรางวัลโนเบลในสาขาสันติภาพในปี พ.ศ.2549 ระบบของธนาคารกรามีนได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายๆ ประเทศทั่วโลกและประสบผลสำเร็จในการช่วยลดความยากจนในประเทศบังคลาเทศ
ลักษณะเด่นของธนาคารกรามีนก็คือ การเป็นธนาคารที่เป็นเจ้าของโดยคนจน (คนจนถือหุ้นและเป็นบอร์ด) ปล่อยกู้แก่คนจนโดยไม่มีหลักทรัพย์อะไรมาการันตี เงื่อนไขเพียงอย่างเดียวที่กรามีน แบงก์ กำหนดขึ้นก็คือ ผู้กู้ต้องมากันเป็นกลุ่ม 5 คน ทั้งหมดจะรับรู้ซึ่งกันและกันว่า ใครเป็นหนี้เท่าใด สิ่งเดียวที่เป็นเครื่องการันตีการกู้เงินจากกรามีน แบงก์ ก็คือ ความอับอายขายขี้หน้าที่จะเกิดขึ้นกับคนหนึ่งคนใด "ชักดาบ" เพราะนั้นหมายถึงความเสียหายแก่ผู้กู้ทั้งกลุ่ม และความไม่มีประสิทธิภาพของผู้ให้กู้ ทุกคนที่ขอกู้ต้องมาพบกันอาทิตย์ละครั้งเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์หรือปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้น ผลปรากฏว่าอัตราส่วนการคืนเงินต้นให้กับธนาคารของกรามีนสูงถึง 98.5 เปอร์เซ็นต์หรือเรียกได้ว่าแทบไม่เกิดหนี้สูญเลยก็ว่าได้
เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ตัวผมและผู้วิจัยร่วมอีก 3 ท่านได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศบังคลาเทศเพื่อเข้าเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของธนาคารกรามีน และได้มีโอกาสสัมภาษณ์เชิงลึกกับทีมงานของ ดร.ยูนุสเพื่อนำผลการศึกษามาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับระบบการเงินในระดับจุลภาคของประเทศไทย ผลที่ได้จากการสัมภาษณ์พบว่า ประเทศไทยสามารถใช้บทเรียนจากธนาคารกรามีน (และธนาคารเพื่อคนจนที่ประสบความสำเร็จอีกหลายที่) มาเพื่อนำมาปรับเปลี่ยนระบบการเงินรายย่อยของประเทศไทย ด้วยหลักการแล้ว ธนาคารเพื่อคนจนที่ประสบความสำเร็จจะต้อง
1) มีความยั่งยืน (Sustainable): ความยั่งยืนในที่นี้หมายถึงการเป็นสถาบันรับฝากเงินที่ไม่ต้องพึ่งพาเงินสนับสนุนจากรัฐ
2) ครอบคลุม (Outreach): โดยสามารถเข้าถึงคนจนในประเทศอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะคนจนแร้นแค้น (Ultra-Poor)
3) มีอิสระ (Independence): โดยธนาคารควรจะมีอิสระในการกำหนดนโยบายสินเชื่อเพื่อเอื้อต่อคนจนอย่างแท้จริง ปราศจากการควบคุมหรือกำกับดูแลจากธนาคารกลาง (Central Bank) โดยเฉพาะการมีอิสระในการกำหนด “อัตราดอกเบี้ย”
4) มีการวิเคราะห์ผลกระทบ (Impact Assessment): โดยวัตถุประสงค์ที่สำคัญของธนาคารควรจะมีมากกว่าผลกำไรที่ธนาคารได้รับ แต่ควรจะรวมไปถึงผลกระทบเชิงสังคมเช่น การลดความยากจน การมีที่อยู่อาศัย หรือการสร้างโอกาสในการศึกษาของบุตรหลาน เป็นต้น
โดยส่วนตัว ผมมีความเห็นว่า แนวทางที่จะทำให้ระบบธนาคารเพื่อคนจนประสบความสำเร็จในประเทศไทยแก่
1) ควรจะมีการจัดตั้งธนาคารเพื่อคนจนแห่งใหม่ที่นอกเหนือจาก ธนาคารออมสิน ธกส หรือ SME Bank ที่เป็นอิสระอย่างแท้จริงและมีการบริหารในลักษณะของเอกชน โดยควรให้คนจนเป็นเจ้าของธนาคารอย่างแท้จริง เช่นการกำหนดให้ลูกค้าถือหุ้นของธนาคารคนละ 1 หุ้น บังคับให้ต้องมีการฝากเงินบางส่วนไว้ในธนาคาร และคัดเลือกบางส่วนของบอร์ดของธนาคารมาจากลูกค้าของธนาคารเอง
2) อัตราดอกเบี้ยที่จัดเก็บควรอยู่นอกเหนือจากการควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยอนุญาตให้ธนาคารนี้สามารถตั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ “สูงกว่า” อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ แต่ไม่ควรสูงเท่าการขอกู้เงินนอกระบบ ในกรณีของธนาคารกรามีน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงถึงร้อยละ 20
3) ในด้านอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ควรกำหนดให้ธนาคารเปิดรับเงินฝากจากคนจนเป็นหลัก โดยบางส่วนอาจจะมาจากคนรวย ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากควรที่จะสูงกว่าธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไป ในกรณีของธนาคารกรามีน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงถึงร้อยละ 10
4) ควรจะมีระบบการกู้ยืมแบบกลุ่มในจำนวนที่ลดลง (ธนาคารออมสินใช้ 25 คน) เพื่อที่จะทำให้ระบบการตรวจสอบกันเองของคนในกลุ่มมีความเข้มแข็งขึ้น โดยต้องให้แน่ใจว่ามีการประชุมกลุ่มอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง และสร้างระบบการเรียนรู้และบริหารจัดการขึ้นภายในกลุ่ม
5) ควรที่จะมีการประเมินศักยภาพของเจ้าหน้าที่ของธนาคาร ในกรณีของธนาคารกรามีนจะกำหนดให้มีจำนวน “ดาว” ติดไว้ในแต่ละสาขา โดยดาว 5 ดวงหมายถึงศักยภาพดีที่สุด และดาวหนึ่งดวงหมายถึงแย่ที่สุด ซึ่งจำนวนดาวก็เปรียบเสมือนกับทั้งการ “ประจานเจ้าหน้าที่ที่ไม่เก่ง” และ “ชมเชยเจ้าหน้าที่ที่เก่ง” ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ธนาคารกรามีนใช้ระบบ “แรงกดดันทางสังคม” (Social Pressure) ทั้งกับลูกค้าและเจ้าหน้าที่ของตัวเอง
6) เนื่องจากการเป็นอิสระของธนาคาร ภาครัฐไม่ควรเข้ามาทำลายระบบต่างๆ ของธนาคารอย่างที่ชอบทำกับธนาคารของรัฐอย่างเช่น การเก็บอัตราดอกเบี้ยต่ำหรือการยกหนี้เพราะจะยิ่งทำให้ผู้ขอกู้เสียนิสัยและมุ่งหวังแต่การช่วยเหลือจากรัฐโดยไม่ทำอะไร นอกจากนี้ ควรที่จะให้ธนาคารนี้ปลอดจากการเมืองให้มากที่สุด
7) ควรที่จะมีระบบการวิเคราะห์ผลกระทบ (Impact Assessment) แก่ลูกค้าของธนาคารในด้านต่างๆ อย่างทั่วถึง เช่น ลูกค้าที่ขอสินเชื่อสามารถมีฐานะที่ดีขึ้นและไม่อยู่ในกลุ่มของคนจนแล้วหรือไม่ ลูกหลานของลูกค้ามีโอกาสในการศึกษาต่อหรือไม่ เป็นต้น
ผมเข้าใจว่า แนวทางข้อเสนอดังกล่าวอาจจะดูเป็นการเพ้อฝันและอาจดูใจร้ายไปบ้าง แต่เชื่อเถอะครับว่าระบบการเงินในระดับจุลภาคที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกนั้นต่างก็ใช้กรอบแนวคิดข้างต้นนี้ทั้งสิ้น (อาจจะแตกต่างไปบ้างเล็กน้อยตามระบบเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ)
ในตอนท้ายของการสัมภาษณ์ ผมได้ประโยคเด็ดจากเจ้าหน้าที่ของธนาคารกรามีนที่ว่า “We are the Bank, not the Charity. Charity never helps to development the country” ซึ่งแปลว่า “เรา (ธนาคารกรามีน) เป็นธนาคาร ไม่ใช่องค์กรการกุศล การกุศลไม่เคยช่วยให้ประเทศชาติพัฒนาได้” ฟังแล้วชอบครับ อยากให้รัฐบาลไทยคิดแบบนี้บ้าง เพราะหลายโครงการ “เรามีแต่ให้” จริงๆ
