25 มีนาคม 2552

FFF



ตัวอักษร “F” 3 ตัวที่ปรากฎอยู่ในหัวเรื่องนี้ไม่ใช่ยี่ห้อของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (เพราะยี่ห้อที่พูดถึงจะมี F แค่สองตัวเท่านั้น) แต่ตัวอักษร “F” ทั้ง 3 ตัวนี้เป็นสถานการณ์ที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างให้ความสนใจ และกำลังปวดหัวในการบริหารจัดการประเทศภายใต้ปรากฎการณ์ดังกล่าว ตัวอักษร “F” ทั้ง 3 ตัวนี้มาจาก 1) Food, 2) Fuel, and 3) Financial เป็นคำเรียกย่อๆ ที่องค์การระหว่างประเทศต่างๆ เช่น World Bank หรือ UN กำลังนิยมใช้กันอยู่

1) Food: วิกฤตการการขาดแคลนอาหารเริ่มแสดงภาพที่ชัดเจนมากขึ้นจากสถานการณ์โลกร้อน (Global Warming) ที่ความร้อนได้ส่งผลทำให้ประเทศที่ทำการผลิตพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทย บางประเทศพยายามนำพื้นที่เกษตรไปพัฒนาเป็นเขตอุตสาหกรรมซึ่งเป็นการลดพื้นที่การผลิตการเกษตรลงไปสู่พื้นที่อุตสาหกรรม บางประเทศที่หันไปผลิตพืชผลที่นำมาซึ่งพลังงานทางเลือก หลายประเทศมีการจำกัดโควตาการส่งออกข้าวเพื่อให้แน่ใจว่าข้าวจะมีเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ ปรากฎการณ์ดังกล่าวส่งผลทำให้ราคาสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศในทวีปแอฟริกาถึงขนาดก่อการจราจลเพราะภาวะอดอยาก

2) Fuel: แนวโน้มของราคาน้ำมันที่แพงขั้นมาจากปริมาณน้ำมันดิบของโลกที่เริ่มน้อยลงไปทุกที จากการคาดการณ์ของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกาคาดว่าน้ำมันยังคงมีสัดส่วนการใช้สูงเป็นอันดับหนึ่ง อันดับสองคือ ก๊าซธรรมชาติ และรองลงมาคือ ถ่านหิน การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลทำให้หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือกมากขึ้น ถึงแม้ว่าในปัจจุบันสถานการณ์การถดถอยของเศรษฐกิจโลกจะส่งผลทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงบ้างแล้ว แต่ก็เป็นที่คาดการณ์ว่าในท้ายที่สุดแล้วกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันคงจะเข้ามาควบคุมซึ่งน่าจะทำให้ราคาพลังงานก็ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

3) Financial: โดยทั่วไปแล้ววิกฤตการทางเศรษฐกิจสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทได้แก่ 1) วิกฤตการทางการเงิน (Currency Crisis), 2) วิกฤตการธนาคาร (Banking Crisis) และ 3) วิกฤตการดุลการชำระเงิน (Balance of Payment Crisis)

ซึ่งวิกฤตการทั้งสามนี้มักเกิดขึ้นพร้อมๆ กันกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างเช่น วิกฤตการทางเศรษฐกิจในประเทศเม็กซิโกในปี ค.ศ.1994 หรือวิกฤตการทางเศรษฐกิจในประเทศไทยในปี ค.ศ.1997 แต่ทว่า ปัญหาวิกฤตการทางการเงินที่เกิดขึ้นกับโลกในปัจจุบันแตกต่างจากครั้งก่อนๆ ตรงที่เวิกฤตการครั้งนี้เกิดจากประเทศที่พัฒนาแล้วมีขนาดทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา และเป็นวิกฤตการธนาคารเป็นสำคัญ วิกฤตการในประเทศสหรัฐครั้งนี้ส่งผลต่อเนื่องไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ อย่าง ยุโรป ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ และส่งผลต่อเนื่องมาสู่ประเทศกำลังพัฒนา หลายฝ่ายเห็นว่า วิกฤตการทางเศรษฐกิจของโลกในครั้งนี้คงจะกินระยะเวลาที่นานพอสมควร

คงจะเป็นการยากที่จะระบุว่า แต่ละประเทศควรจะมีแนวทางบริหารประเทศอย่างไรภายใต้ปรากฎการณ์ FFF นี้เนื่องจากแต่ละประเทศก็มีโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันไป ในกรณีของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตอาหาร นำเข้าน้ำมัน และพึ่งพาการส่งออกเป็นสำคัญ ก็คงจะต้องหาทางต่อไปว่าประเทศไทยเองจะสร้างประโยชน์จากการเป็นผู้ผลิตอาหารให้กับโลกได้อย่างไร จะหาพลังงานทางเลือกหรือพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดน้ำมันหรือไม่ ควรมีการพัฒนาตลาดหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ กับสินค้าส่งออกอย่างไร จะหามาตรการคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) อย่างไรในการช่วยลดผลกระทบจากคนตกงานที่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น เป็นไปได้หรือไม่ที่จะส่งคนตกงานเหล่านั้นกลับไปทำงานในภาคเกษตรกรรมอาจจะได้รับประโยชน์มากกว่า หรือตอนนี้ไม่มีงานในภาคเกษตรเหลือสำหรับแรงงานไทยแล้วเนื่องจากงานดังกล่าวถูกแรงงานต่างด้าวยึดครองหมด แรงงานไทยควรจะไปทำงานที่ไหนดี หาเงินจากไหนดี รัฐจะกำหนดนโยบายการสร้างงาน (Job Creation) อย่างไร แล้วรัฐจะหาเงินมาจากไหน

อืม!! แค่ย่อหน้าข้างบนนี้ย่อหน้าเดียวก็ปวดหัวแล้ว นี้ขนาดไม่เอาปัญหา “การเมือง” เข้ามาพูดนะครับ