งานศึกษาจำนวนมากใช้ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของประเทศต่างๆ เป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการจัดลำดับการพัฒนาทางด้านวิชาการของแต่ละประเทศ (ซึ่งสุดท้ายนำมาสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้นๆ)
การขอตำแหน่งทางวิชาการเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของคุณภาพของผู้เป็นอาจารย์ อาจารย์ที่สร้างสรรค์งานวิชาการอย่างเข้มข้น จะมีความรู้ในเชิงวิชาการสูง ซึ่งจะสามารถได้รับการเลื่อนขั้นในระดับของวิชาการที่สูงขึ้นด้วย แต่ทว่าอาจารย์จำนวนมากในประเทศไทยยังไม่มีตำแหน่งทางวิชาการและไม่เห็นความสำคัญของการขอตำแหน่างทางวิชาการ โดยสาเหตุหลักๆ ได้แก่
- อาจารย์ไม่เห็นความสำคัญ ไม่รู้จะขอไปทำไม เพราะระบบเมืองไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนี้มากนัก เมื่อเทียบกับตำแหน่งบริหารในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้เงินเดือนค่าตำแหน่งยังเพิ่มไม่มาก
- อาจารย์ไม่มีผลงานทางวิชาการมากพอ เพราะมหาวิทยาลัยในประเทศไทยยังไม่สร้างระบบแรงจูงใจในการทำงานวิจัยเท่าที่ควร อาจารย์ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการบริหารและสอนพิเศษซึ่งได้รับเงินเร็วกว่าและง่ายกว่า แทนที่จะมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทำงานวิจัยสักชิ้น
- อาจารย์มีผลงานทางวิชาการในลักษณะของการตีพิมพ์ไม่มากพอ โดยเฉพาะงานที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการในต่างประเทศ งานวิชาการของอาจารย์ส่วนใหญ่เป็นลักษณะของงานที่ปรึกษาที่ทำตามโจทย์ของผู้ว่าจ้าง ซึ่งอาจเป็นหน่วยงานของรัฐ ทำให้มูลค่าเพิ่มในเชิงวิชาการของงานนั้นมีไม่มาก ไม่สามารถตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศได้ ซึ่งงานที่ปรึกษาไม่มีนํ้าหนักในการนำมาขอตำแหน่งวิชาการมากนัก
- อาจารย์หลายท่านไม่มีงานเขียนในเชิงของหนังสือหรือตำรา ซึ่งในปัจจุบันเป็นข้อกำหนดในการที่อาจารย์ท่านนั้นจะขอในตำแหน่งรองศาสตราจารย์ขึ้นไป (ผมคาดว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีการกระจุกตัวอาจารย์ที่มีตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ โดยมีจำนวนไม่มากที่จะได้ตำแหน่งรองศาสตราจารย์ขึนไป จำนวนมากด้วยกฎระเบียบตรงนี้)
- อาจารย์บางท่านยังมีอายุราชการไม่มากจึงยังไม่ถึงระยะเวลาในการยื่นขอตำแหน่ง ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ปัญหามากในการแก้ไข กลยุทธ์ในการสนับสนุน/บังคับให้อาจารย์มหาวิทยาลัยไทยมีการผลิตผลงานทางวิชาการมากขึ้น มีตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวงการวิชาการของประเทศไทยนั้นสามารถกระทำได้ โดยการกำหนดกลยุทธ์ทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กรดังนี้
กลยุทธ์ในระดับบุคคล
- ในกรณีของประเทศไทย อาจารย์ควรผลิตผลงานวิจัยที่หลากหลาย เพราะเราไม่ทราบว่าผู้อ่านงานชิ้นนั้น (reader) มีรสนิยมต่องานวิชาการ (preference) อย่างไร อาจารย์ควรมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ทัั้งในวารสารต่างประเทศ วารสารวิชาการในประเทศ โครงการที่ปรึกษากับรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศ หนังสือ และตำรา
- อาจารย์อาจเริ่มพยายามสร้างผลงานวิจัยของตัวเองคนเดียว (อาจารย์รุ่นใหม่มักเป็น co-author) โดยขอจากแห่งทุกที่ให้ในการผลิตผลงานสำหรับตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ เช่น สกว วช หรือสำนักวิจัยในมหาวิทยาลัยเอง
- อาจารย์ต้องมีการวางแผนการขอตำแหน่งที่ชัดเจน (ตั้งแต่ระดับอาจารย์ถึงศาสตราจารย์) กำหนดผลงานที่ตัวเองจะใช้ขอให้ชัดเจน โดยวางแผนจะขอตำแหน่งทางวิชาการที่ตั้งเป้าถึงศาสตราจารย์ และกำนดว่าจะเอาผลงานอะไรมาเพื่อขอตำแหน่งอะไร ไม่จำเป็นต้องเอางานทุกชิ้นมาขอในตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดทั้งหมด
- อาจารย์ควรมีการรวบรวมผลงานที่ได้ตีพิมพ์ทุกชิ้นเป็น folder โดยมีการขอรายเซ็นการมีส่วนร่วมจากนักวิจัยท่านอื่นๆ ทันทีเมื่องานเสร็จ
- อาจารย์ควรเน้นทำงานวิจัยที่มีการพิมพ์เผยแพร่หรือสามารถนำมาส่งตีพิมพ์ในวารสารได้เป็นสำคัญ โดยพยายามแบ่งสัดส่วนกับงานวิจัยประเภทที่ปรึกษา (ซึ่งเป็นงานวิจัยที่อาจเป็นประโยชน์ต่อสังคมก็จริง แต่มักเป็นงานวิจัยที่อาจารย์ไม่มีอิสระทางความคิดมากเท่าที่ควร)
- อาจารย์ควรเห็นความสำคัญของการขอตำแหน่งทางวิชาการ เนื่องจากตำแหน่งทางวิชาการนำมาสู่เงินประจำตำแหน่งที่สูงขึ้น, การได้รับการยอมรับในวงการวิชาการ (reputation), โอกาสในการรับงานที่ปรึกษาในอัตราค่าจ้าง (rate) ที่สูงขึ้น, การเทียบระดับในข้าราชการที่สูงขึ้น, และการได้รับโอกาสในการเข้าไปสู่การเป็นที่ปรึกษาและการบริหารที่สูงขึ้น เป็นต้น
- ในกรณีของอาจารย์ที่มีผลงานวิชาการมากพอ แต่ยังไม่ถึงเวลาในการขอ อาจารย์ท่านนั้นอาจพิจารณาที่จะขอตำแหน่งทางวิชาการในกรณีพิเศษ เพราะเป็นการลองที่มีโอกาสที่จะได้หรืออย่างน้อยก็เสมอตัว (ไม่มีอะไรเสียหาย)กลยุทธ์ในระดับคณะ
ภายในคณะเองอาจใช้ระบบของการสร้างแรงจูงใจหรือข้อบังคับเป็นเครื่องมือที่สำคัญเช่น
- คณะอาจกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนการสอน (ภาคพิเศษ) ที่แปรผันเป็นขั้นบันใดตามตำแหน่งทางวิชาการ (เช่น อาจารย์ -1500, ผศ.- 2000, รศ-3000, ศ-4,000 ต่อชั่วโมง) เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจทางการเงิน
- คณะอาจชดเชยกับค่าเสียโอกาสและต้นทุนที่สูงขึ้นของอาจารย์ที่มีตำแหน่งวิชาการสูง โดยการลดชั่วโมงการสอนประจำของอาจารย์ท่านนั้นลง เพื่อที่อาจารย์จะได้มีเวลาในการผลิตผลงานทางวิชาการมากขึ้น แต่หลายที่กลับบังคับให้อาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการต้องสอนหนังสือมากกว่าอาจารย์ที่ไม่มี ซึ่งตรงนี้จะยิ่งทำให้อาจารย์ไม่อยากที่จะขอตำแหน่งทางวิชาการ
- คณะควรจัดลำดับของการให้อาจารย์ทำงานบริหารและการสอนที่แปรผันตามตำแหน่งทางวิชาการ โดยอาจารย์ที่ไม่มีตำแหน่างทางวิชาการควรให้เน้นผลิตงานวิชาการ ในขณะที่มีอาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการสามารถเข้ามาทำงานบริหารของคณะได้ (กฎนี้ใช้ในหลายมหาวิทยาลัยในยุโรป)
- คณะควรสนับสนุนให้อาจารย์ไปเสนอผลงานในต่างประเทศ โดยควรกำหนดให้อาจารย์ต้องไปต่างประเทศเพื่อนำเสนอผลงาน (present) เท่านั้น (หลายที่ให้อาจารย์ไปเข้าร่วม ซึ่งเป็นการเสียเงินเปล่าไม่ได้ผลงานอะไรที่เป็นรูปธรรมมากนัก) โดยคณะต้องกำหนดให้ผลงานที่นำไปเสนอจะต้องมีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศภายใน 1-2 ปี (ไม่ใช่จบแค่ Proceeding) และอาจกำหนกเป็นบัญชีดำ (Black List) สำหรับอาจารย์ที่ไปนำเสนอแต่กลับไม่นำงานนั้นไปตีพิมพ์
กลยุทธ์ในระดับสถาบัน/ กระทรวง
มหาวิทยาลัย/ กระทรวงควรใช้ระบบของการสร้างแรงจูงใจดังนี้
- กำหนดให้มหาวิทยาลัยต้องจ่ายค่าตอบแทนการสอน (ภาคปกติ) แปรผันตามตำแหน่งทางวิชาการ บางมหาวิทยาลัยเริ่มมีการให้เงินรางวัลผลงานที่มีการตีพิมพ์ แต่เป็นนโยบายดังกล่าวอาจมีผลกระตุ้นระยะสั้นเท่านั้น
- มหาวิทยาลัย/ กระทรวงอาจกำหนดระยะเวลาในการขอตำแหน่ง (เพื่อที่จะตัดสินใจในการต่ออายุการจ้างงาน) เช่น ขอตำแหน่ง ผศ. ใน 3 ปี (1+2 ปี) และขอตำแหน่ง รศ ภายใน (5-10 ปี) ดังนั้นอาจารย์ที่เริ่มงานภายใน 8-10 ปีจะมีตำแหน่ง รศ. (โดยทั้งสองกรณีมีการนำมาปฏิบัติใช้แล้วในบางมหาวิทยาลัย) หรืออาจใช้ระบบของ Tanure เหมือนกับต่างประเทศ
- ศูนย์บริการวิชาของมหาวิทยาลัยควรเพิ่มบทบาทในการเป็น resource center เช่นการตีพิมพ์งานวิจัยที่ทำผ่านศูนย์เป็นหนังสือ (และขอ ISBN number) พร้อมทั้งจัดจำหน่าย
- มหาวิทยาลัย/ กระทรวงควรลดขั้นตอน (และระยะเวลา) ในการพิจารณาบทความของผู้อ่าน (reader) สำหรับการพิจารณาการขอตำแหน่งทางวิชาการ เช่นกำหนดมาตรการติดตาม/ลงโทษ reader ที่ใช้เวลามากกว่ากำหนด (เช่นนอกจากติด black-list แล้ว อาจไม่จ่ายเงินถ้าใช้เวลาเกิน) ผู้ขอเสียค่อเสียโอกาสมากในการรอคอย โดยอาจใช้ระบบของคะแนนมากกว่าระบบของผู้อ่านเพื่อความเป็นธรรมแก่อาจารย๋ผู้ขอและเพื่อเป็นลดขั้นตอน (เช่นในต่างประเทศอาจใช้ระบบคะแนนโดยให้คะแนนสูงสำหรับงานวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำในต่างประเทศ หรืองานที่มีการตีพิมพ์หนังสือ โดยไม่จำเป็นต้องมี reader เพื่ออ่านงานดังกล่าวเพราะเป็นงานได้มีการผ่าน referee ในต่างประเทศแล้ว)
- มหาวิทยาลัย/กระทรวงควรทำ survey หาเหตุผมของการไม่ขอตำแหน่งของอาจารย์ เพื่อที่จะสามารถดำเนินกลยุทธ์ได้ตามลำดับที่เหมาะสมนี่เป็นเพียงข้อเสนอแนะบางประการที่มาจากอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งครับ (ตัวผมเอง) คงจะเป็นการดีถ้าข้อหนึ่งข้อใดถูกนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาบุคคลากรทางวิชาการของประเทศไทย
