บทความนี้เป็นบทความแรกที่ได้รับเกียร์ติจากท่านผู้เขียนภายนอก รศ.ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ จากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จะมาอธิบายเกี่ยวกับประเด็นทางด้านเด็ก (ที่ไม่ได้เด็กอย่างชื่อเลยครับ) ให้ได้อ่านกันเพื่อความบันเทิงครับ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วันนี้เรามาคุยเรื่องเด็กๆ
ที่ไม่เด็ก และไม่เล็กเลยค่ะ เรื่องเด็กนี่เป็นเรื่องของมุมมองที่ต่างกันค่ะ
หากถามคนที่อยู่ในวงการบันเทิง คนที่ดูสื่อทางทีวีก็จะได้คำตอบว่า
เด็กเป็นวัยน่ารัก น่าทนุถนอม ดูแล้วสดชื่นดี เด็กไทยสมัยนี้มีความสามารถ
กล้าแสดงออก หากถามคุณพ่อคุณแม่บางคนอาจตอบว่าเด็กเป็นแก้วตาดวงใจ
ต้องเลี้ยงให้ดีที่สุด (ต้องปั้นให้ดีที่สุด) หรือบางคนอาจตอบว่าเด็กเป็นภาระที่ต้องเลี้ยงดู หากถามกระทรวง
ทบวงกรมต่างๆ ที่ทำงานเรื่องเด็ก ก็(คง) ได้คำตอบว่า เด็กเป็นอนาคตของชาติ ต้องดูแลให้ดี ต้องจัดการให้ได้
และต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นอนาคตของชาติที่ดีและมีคุณธรรม
ไม่ทำให้สังคมเสื่อมเสีย ในคำขวัญวันเด็กต่างๆ
ที่เราคุ้นเคยกันก็กล่าวใว้ในทำนองที่ว่า เด็กคืออนาคตของชาติ ถ้าเด็กฉลาด
ชาติก็จะเจริญ วันนี้ผู้เขียนจึงคิดเลยไปว่า แล้วสถานการณ์เด็กของไทยเราเป็นอย่างไร
และไทยเราจะเจริญเหมือนอย่างที่เราอยากให้เป็นได้จริงหรือเปล่า ก็เลยอยากนำแนวคิดการพัฒนากับเด็กและสถานการณ์การเด็กในบ้านเรามาเล่าสู่กันฟัง
ในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์พัฒนาที่ผู้เขียนคุ้นเคย
มีการกล่าวถึงการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับคนไว้อย่างชัดเจน โดยในอดีต
แนวคิดทางด้านการพัฒนามักจะเป็นมุมมองการพัฒนาที่มีฐานมาจากทุน (Exogenous
Growth) ซึ่งใช้ได้ดีในยุคหนึ่ง
แต่ทุนนี้มักจะมีผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่ลดลงไปเรื่อยๆ
และแนวคิดนี้ใช้ได้ไม่ดีนักในประเทศที่มีการพัฒนาที่มีฐานมาจากเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT)
หรือเครือข่ายทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีแนวคิดการพัฒนาแนวใหม่เมื่อประมาณ
25 ปีที่แล้วเรียกว่าแนวคิดการพัฒนาที่มีฐานมาจากทรัพยากรมนุษย์ (Endogenous
Growth) ซึ่งแนวคิดนี้เชื่อว่า ทุนมนุษย์มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ
เนื่องจากทุนมนุษย์สามารถส่งผลตอบแทนต่อประสิทธิภาพการผลิตต่างๆที่สูงได้
โดยการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ
ประกอบกับคุณภาพของทุนมนุษย์ที่ดีจะสามารถส่งผลต่อการพัฒนาแบบก้าวกระโดดได้ ในประเทศต่างๆ ที่เรารู้จัก
ก็มีการใช้แนวคิดนี้ในการพัฒนาประเทศ โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่น
ประเทศเกาหลีไต้ ฮ่องกง และสิงคโปร์
ซึ่งทำให้การพัฒนาในประเทศเหล่านี้เป็นไปแบบก้าวกระโดด โดยหากพูดเป็นภาษาชาวบ้านรา
เรียกว่าเค้าแซงไทยไปแล้วหลายขุมทีเดียว
ทีนี้ต้องมาดูว่าการพัฒนาโดยใช้การพัฒนาคนเป็นศูนย์กลางนั้นทำกันอย่างไร
โดยส่วนใหญ่ก็คือ การพัฒนาคุณภาพพื้นฐาน เช่น การเพิ่มปริมาณและคุณภาพของการศึกษา
การมีระบบสาธารณสุขและระบบสาธารณูประโภคที่ดี รวมถึงการมีความมั่นคงของมนุษย์ที่ดี
ซึ่งหากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปแล้ว
เราต้องเริ่มที่การพัฒนาเด็กเพราะ “เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า”
และ “เด็กคืออนาคตของชาติ” โดยนักวิชาการในแขนงต่างๆ ได้ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า
การพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กนั้น จะต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาเลยทีเดียว เพราะหากมารดามีความรู้และเอาใจใส่ดูแลสุขภาพตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์
คลอด และหลังคลอด จะทำให้ลูกเกิดรอด มีความสมบูรณ์ และแม่ปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว
นอกจากนี้การเลี้ยงดูทารกด้วยความรักความอบอุ่น มีอาหารที่เพียงพอและเหมาะสม
จะทำให้ทารกมีพัฒนาการสมวัย มีความเฉลียวฉลาดทางปัญญาและทางอารมณ์ ก็จะทำให้เกิดผลต่อดีประสิทธิภาพการผลิตในประเทศในด้านต่างๆ
อย่างมหาศาล และรัฐก็ไม่ต้องใช้จ่ายมากมายในการดูแลสุขภาพของคนในประเทศอย่างที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้
ทีนี้เรามาดูสถานการณ์เด็กในบ้านเรากันบ้าง
เราพบว่า
หลังจากที่ประเทศไทยมีโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติที่สอดรับนโยบายชะลออัตราเพิ่มประชากรในปี
2513 การเกิดของเด็กไทยลดลงย่างที่รัฐอยากให้เป็น โดย 40 ปีที่แล้ว
ผู้หญิงไทยโดยเฉลี่ยมีลูกมากกว่า 6 คน แต่ในปัจจุบันลดลงเหลือ เพียง 1.3
คนเท่านั้น โดยแนวโน้มการมีบุตรนี้ลดลง และคาดว่าใน 10
ปีข้างหน้าจะมีเด็กไทยเกิดปีละประมาณ 700,000 คนเท่านั้น
นโยบายการลดประชากรนี้น่าจะมีผลดีหากเด็กที่เกิดน้อยมีคุณภาพ
แต่หากมองให้ลึกลงไปถึงรายละเอียดข้อมูลสถิติแล้ว ตัวเลขต่างๆ ยังคงน่าเป็นห่วง
เช่น มีการคาดประมาณว่าแต่ละปีในปัจจุบัน มีสตรีตั้งครรภ์ไม่น้อยกว่า 1 ล้านท้อง
แต่คลอดออกมาเป็นทารกปีละ 800,000 ราย ซึ่งรายที่สูญเสียไปก็มีสาเหตุมาจากการเสียชีวิต
และการทำแท้ง แต่ละปีเรามีเด็กที่เกิดจากแม่ทีมีอายุน้อยกว่า 18 ปี และ 20 ปีที่อาจจะยังไม่พร้อมจะเป็นแม่มากถึงร้อยละ
10.4 และ 15.5 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีการคลอดที่ชาวบ้านยังทำกันเองอยู่ร้อยละ
5 ซึ่งเสี่ยงต่อสุขภาพมารดาและทารก
และมีทารกที่คลอดออกมาแล้วมีน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (2,500 กรัม) มากถึงปีละ 7 หมื่นราย โดยมีทารกที่คลอดออกมาแล้วติดเชื้อจากมารดา
หรือพิการอีกมากมายทีเดียว ที่น่าเป็นห่วงคือ ในการสำรวจในช่วงไม่กี่ปีที่แล้ว
พบว่า ในบ้านเรามีหญิงตั้งครรภ์เกินครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 59)
ขาดสารไอโอดินที่ส่งผลให้ทารกตายในครรภ์ แท้ง พิการแต่กำเนิด
หรือปัญญาอ่อน (โรคเอ๋อ)
เรามีแม่ที่ต้องเสียชีวิตจากการตั้งครรภ์ คลอด และหลังคลอดเฉลี่ยวันละ 1 คน
และมีทารกที่ตายก่อนจะฉลองวันเกิดครบ 1 ขวบปีละประมาณ 10,000 ราย (หรือวันละ 28 คน ! )
ผลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กในบ้านเราปี
2548-2549 พบว่า มีเพียงร้อยละ 20.9 ของทารกอายุ 0-11 เดือนได้รับอาหารที่เพียงพอ และเรามีเด็กร้อยละ
11.9 ทีมีภาวะทุพโภชนาการเรื้อรังหรือเตี้ยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มีครัวเรือนถึงร้อยละ
45.1 ที่มีการบริโภคเกลือที่ไม่มีไอโอดีนและร้อยละ 52.8
ของครัวเรือนในประเทศบริโภคไอโอดีนไม่เพียงพอ ซึ่งสารไอโอดีนช่วยในการพัฒนาสมอง
เคยมีการรายงานว่า ในพื้นที่ที่ขาดไอโอดีนมาก
เด็กนักเรียนจะมีสติปัญญาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น 10-15 จุด
อัตราตายทารกจะมากกว่าปกติ และความสำเร็จในการศึกษาจะด้อยกว่าปกติอย่างชัดเจน
พอมาดูผลการสำรวจระดับสติปัญญาของเด็กไทยในปีที่แล้วโดยกรมสุขภาพจิต
เราก็พบว่า ภาพที่ออกมาก็น่าเป็นห่วงอย่างที่เราคาดไว้ ค่าเฉลี่ยระดับ IQ
ของเด็กไทยอยู่ที่ 98.6 ซึ่งถือว่าเป็นค่าระดับสติปัญญาที่อยู่ในเกณฑ์ปกติแต่ค่อนไปทางต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับค่าระดับสติปัญญาเด็กในประเทศอาเซียนหลายๆ ประเทศ
เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น โดยภูมิภาคที่มีค่าเฉลี่ย
IQ ต่ำที่สุดก็คือภาคอีสาน และพอลงลึกในรายละเอียด ยิ่งน่าเป็นห่วง
เพราะเรามีเด็กเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ (48.5%)
ที่มีปัญหาระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ต่ำ (IQ < 100) และมีเด็กกลุ่มที่มีปัญหาระดับสติปัญญาบกพร่อง
(IQ < 70) อยู่ถึงร้อยละ 6.5
การพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ คนจำนวนมากต้องย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในแหล่งเศรษฐกิจที่แออัด
เหลือเพียงปู่ย่าตายายอยู่ร่วมกับหลานเป็นครัวเรือนรุ่นกระโดด (skip
generation) เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่
เราพบว่า ร้อยละ 8.85 ของเด็กวัยเรียนอายุ 6- 17
ปีที่ครอบครัวยากจนไม่ได้เรียนหนังสือ เรามีเด็ก 0-17 ปี ถึง 1 ใน 5
ที่ไม่ได้อยู่อาศัยกับพ่อแม่ โดยครอบครัวที่พ่อหรือแม่ไม่สามารถดูแลลูกตามลำพังได้อาจต้องส่งลูกให้อยู่ในความดูแลของผู้อื่น
ขณะที่เด็กกำพร้าพ่อส่วนใหญ่จะอยู่กับแม่ เกือบหนึ่งในสามของเด็กที่กำพร้าแม่จะถูกส่งไปอยู่ในการดูแลของผู้อื่น
ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางลบต่อการดูแลเด็กและพัฒนาการเด็กตามมาด้วย
นอกจากนี้ เรามีเด็กเกือบหนึ่งล้านคนหรือร้อยละ
12.3 ของเด็กอายุ 2-9 ปีมีความพิการอย่างน้อยหนึ่งอย่าง ซึ่งผลจากการสำรวจ พบว่า เด็กกำพร้าและเด็กที่อยู่ในภาวะเสี่ยงมีเพียงร้อยละ
13.5 ได้รับความช่วยเหลือทางด้านการแพทย์ ร้อยละ 9.9
ได้รับความช่วยเหลือทางด้านการศึกษา
เด็กที่ได้รับความช่วยเหลือทางด้านสภาพจิตใจและสังคมมีเพียงร้อยละ 1.5 เท่านั้น
จากที่เรารู้กันว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ” และ “เด็กฉลาด
ชาติจะเจริญ” ลองนึกภาพตามตัวเลขสถิติที่ผู้เขียนนำมาเล่าให้ฟังในทั้งสองตอนนี้นะคะว่า
ในอนาคตไทยเราจะเจริญได้อย่างไร หากคุณภาพการตั้งครรภ์ การเกิด การดูแล และพัฒนาการของเด็กไทยของเรายังเป็นอยู่อย่างนี้
เอกสารอ้างอิง: รายงานผลทั่วราชอาณาจักร สถานการณ์เด็กในประเทศไทย:
ธันวาคม พ.ศ. 2548 –กุมภาพันธ์ พ.ศ.2549
