วันนี้ได้รับเกียร์ติจาก รศ.ดร.ปังปอนด์
รักอำนวยกิจ มาเขียนในเรื่องของ "ความสุข" แต่ความสุขในที่นี้
ไม่ได้เป็นความสุขแบบรูปธรรมอย่างที่เราเข้าใจ แต่เป็นความสุขในมุมมองของ
"นักเศรษฐศาสตร์" ที่ชอบวัดอะไรๆ ออกมาเป็น "ตัวเลข"
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เราๆ
ท่านๆ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสุข” คือความต้องการอันสูงสุดของมนุษย์ของคนส่วนใหญ่
แม้ว่าความสุขของแต่ละคนจะมาจากปัจจัยที่ต่างกัน นักวิชาการในหลากหลายสาขาจึงได้พยายามศึกษาถึงประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความสุข
ไม่ว่าจะเป็น “ความหมายที่แท้จริงของคำว่าความสุข” “ความสุขคืออะไร” หรือ “ปัจจัยต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อความสุข”
โดยการศึกษาในประเด็นทางด้านความสุขนั้น ในระยะแรกเริ่ม จะรวมอยู่ในศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาและการแพทย์
โดยเริ่มจากสาขาจิตเวชก่อน จากนั้นจึงขยายไปสู่สาขาอื่นๆ อย่างแพร่หลาย
ไม่ว่าจะเป็น สาขาสังคมศาสตร์หรือแม้กระทั่งสาขาเศรษฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม
การศึกษาที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันมักจะเป็นการศึกษาที่เป็นนามธรรมในเรื่องที่ทำอย่างไรเราจึงจะมีความสุข
หรือความสุขเกิดจากอะไร
วันนี้ผู้เขียนขอมาเล่าให้ฟังเรื่องความสุขที่มีคนวัดกันในเชิงปริมาณ
และการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความสุขจากการวิเคราะห์ตัวเลขต่างๆ กันบ้างค่ะ
การศึกษาถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขที่เป็นตัวเลขในเชิงสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์นั้น
จำแนกเป็นสองแนวทางใหญ่ๆ ด้วยกัน แนวทางแรกก็คือ การศึกษาโดยใช้ข้อมูลทางด้านมหภาค
(Macro
Level) ซึ่งผลจากการศึกษาในด้านนี้ พบว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
แม้รายได้เฉลี่ยของประชากรในโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีระดับของการบริโภคเพิ่มขึ้น
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัดทางด้านความสุข (Happiness Indicator) ต่าง ๆ แล้วพบว่า ประชากรโลกไม่ได้มีความสุขที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างไร ตรงกันข้าม
กลับพบว่าประชากรในโลกมีระดับของความทุกข์มากขึ้น ซึ่งการศึกษาเหล่านี้ได้อธิบายไปในทิศทางเดียวกันว่า
“การมีเงินเพิ่มขึ้น
ไม่ได้ทำให้ประชากรในโลกมีความสุขเพิ่มขึ้นแต่อย่างไร”
แต่ความสุขที่เพิ่มขึ้นน่าจะมาจากปัจจัยอื่นๆมากกว่าปัจจัยที่บ่งชี้ถึงความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ
ยกตัวอย่างเช่น จากการสำรวจดัชนีความสุขของมูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ (New
Economic Foundation) จำนวน 178 ประเทศพบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่
32 ประเทศที่พัฒนาแล้วของโลกอย่างอิตาลี มีระดับความสุขอยู่ในอันดับที่ 66
เยอรมันอยู่ในอันดับที่ 81 ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 95 อังกฤษอยู่ในอันดับที่ 108
และสหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับที่ 150 เป็นต้น
โดยประเทศที่มีระดับความสุขอยู่ในอันดับหนึ่งได้แก่ ประเทศวานุอาตู (Vanuatu)
ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะที่มีขนาดเล็ก
นักวิเคราะห์ได้ให้เหตุผลว่า
ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้มักไม่มีความพึงพอใจกับชีวิต
เห็นเงินเป็นสรณะ และไม่มีความผูกพันกับธรรมชาติ
จึงส่งผลทำให้ประชากรของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และมีการพัฒนาแล้วเหล่านี้
ดำเนินวิถีชีวิตโดยการทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีฐานะยากจนกว่า
อย่างไรก็ตาม ประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้กลับมีความก้าวหน้าทางด้านการพัฒนาทางด้านสุขภาพและพลานามัยของประชากร
ซึ่งส่งผลทำให้ประชากรของประเทศเหล่านี้จะมีอายุไขที่ยืนยาวกว่าประชากรในประเทศที่มีฐานะยากจน
ประชากรในประเทศที่มีฐานะร่ำรวยยังได้รับสวัสดิการสังคมที่ดีและมีมาตรฐาน
ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ชดเชยผลของการทำลายทรัพยากรที่ส่งผลทำให้ความสุขลดลง
การศึกษาในระดับข้อมูลมหภาคนี้ ยังได้ข้อสรุปอีกว่า
ความสุขเกิดขึ้นจากการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมและสภาพแวดล้อมที่ดี
ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ
มีความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นต้น
การศึกษาในแนวทางที่สองก็คือ
การใช้ข้อมูลในระดับจุลภาค (Micro Level) โดยอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆต่อความสุขในระดับของปัจเจกชน
(Individual) ผลการวิจัยโดยส่วนใหญ่
พบว่า รายได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางบวกต่อระดับความสุขของคน
โดยพบว่าคนรวยที่มีฐานะที่ดีกว่า โดยเฉลี่ย จะมีความสุขมากกว่าคนจนเนื่องจากการไม่มีรายได้ทำให้คนยากจนไม่มีโอกาสที่จะบริโภคสินค้าที่สร้างความสุขให้แก่ตน
มีระดับของการบริโภคที่ต่ำ และไม่ได้รับสวัสดิการที่ดี ซึ่งผลที่ได้นี้
ตรงกันข้ามกับผลที่ได้จากการใช้ข้อมูลในระดับมหภาคในการวิเคราะห์
นอกจากนี้
การศึกษาในระดับบุคคล ยังพบว่า ระดับความสุขจะลดลงเมื่อบุคคลนั้นเกิดการว่างงาน
และได้รับรายได้ที่ลดลง รวมไปถึงการอยู่อาศัยในเมือง
และระดับของความสุขจะเพิ่มขึ้นในกรณีของบุคคลที่แต่งงานแล้ว มีระดับการศึกษาที่สูงขึ้น
และมีสุขภาพกายที่ดี เป็นต้น สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างอายุและระดับของความสุข
พบว่า ความสัมพันธ์จะอยู่ในลักษณะของ “ตัวยู” (U-Shape) โดยช่วงอายุที่คนมีระดับของความสุขต่ำที่สุด
(หรือความทุกข์มากที่สุด) คือช่วงของวัยกลางคน เมื่อเปรียบเทียบกับคนในวัยเด็กและวัยชรา
บทความหน้าเราจะมาดูกันว่า ถ้าเอาตัวเลขของคนไทยมาวิเคราะห์ การวัดความสุขในลักษณะนี้จะสามารถอธิบายในเรื่องของ "ความสุขของคนไทย" ได้มากน้อยเพียงใด
