คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเดือนธันวาคมที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้เป็นช่วงเทศกาลแห่งความสุข เป็นเทศกาลแห่งการให้ของขวัญเพื่อส่งมอบความปรารถนาดีและส่งความสุขให้แก่กันให้แก่กัน
เมื่อพูดถึงเรื่องของความสุข (อีกครั้ง) จะว่าไปแล้ว ตัวผมเองได้มีโอกาสเขียนเกี่ยวกับเรื่องของความสุขอยู่บ่อยครั้ง
(ท่านที่สนใจสามารถอ่านได้ที่ piriya-pholphirul.blogspot.com)
แต่แท้ที่จริงแล้ว การศึกษาทางด้านความสุขไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่เป็นเรื่องที่พุทธศาสนาได้มีการอธิบายมาแล้วกว่า 2500 ปี โดยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ระบุไว้ว่า
ความสุขที่แท้จริงในทางพุทธศาสนาก็คือการเข้าสู่นิพพาน
โดยแนวทางที่นำไปสู่ความสุขที่แท้จริงก็คือ “การเสียสละ” หรือ “การเป็นผู้ให้”
ซึ่งในทางพุทธศาสนา ตรงกับคำว่า “ทาน” อันหมายถึง วิธีกำจัดความยึดมั่นถือมั่น ความโลภโกรธหลง
ตลอดจนเป็นการสละสิ่งเล็กเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก
ในด้านการเป็นผู้ให้หรือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นที่เชื่อมโยงไปสู่ความสุขนั้นได้มีการศึกษาไว้เช่นเดียวกันในต่างประเทศ
โดยงานศึกษาที่มีการถูกกล่าวอ้างมากที่สุดได้แก่การศึกษาของ Michael
Norton และคณะ (Elizabeth Dunn และ
Lara Aknin) ในบทความที่มีชื่อว่า "Spending Money on
Others Promotes Happiness," ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ในเดือนมีนาคมปี 2008 โดยพบว่าการจ่ายเงินเพื่อคนอื่นๆ จะทำให้มีความสุขทางใจมากกว่าการจ่ายเงินเพื่อตนเอง
งานศึกษานี้ยังถูกนำไปสรุปถึงสาเหตุที่คนในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้มีระดับของความสุขที่สูงเหมือนกับขนาดของเศรษฐกิจ
เนื่องจากคนสหรัฐมักนิยมใช้จ่ายเพื่อตนเองและไม่ได้มีการใช้จ่ายเพื่อคนอื่นๆ
มากนัก ในขณะที่งานศึกษาของ Liu and Aaker (2008) ยังระบุว่าการให้ในรูปแบบของ
“เวลา” (เช่นการทำงานอาสาสมัครและงานการกุศลต่างๆ)
จะส่งผลบวกต่อระดับความสุขมากกว่าการให้ในรูปแบบของทรัพย์สินเงินทอง
ตัวผมเองได้ลองนำข้อมูลการสำรวจดัชนีชี้วัดความสุข ซึ่งเป็นดัชนีที่ถูกจัดทำภายใต้โครงการ “การพัฒนาและทดสอบดัชนีชี้วัด”สุขภาพจิตคนไทย” จัดทำโดยอภิชัย และคณะ (2550) โดยข้อมูลได้ทำการสำรวจ 2 รอบได้แก่ ปีพ.ศ. 2547
และปี พ.ศ.2550 ซึ่งมีจุดเด่นของข้อมูลโดยเป็นการศึกษาจากตัวแทนประชากรทุกภาคในประเทศไทยที่มีอายุ 15-60 ปีที่อยู่อาศัยทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท จาก 5 ภาค
โดยแบ่งกลุ่มจังหวัดออกเป็นกลุ่มจังหวัดที่ร่ำรวย มีรายได้ปานกลาง และยากจน หลังจากนั้นได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์แล้วพบผลที่น่าสนใจว่า
คนที่บอกว่าตัวเองมีการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นเมื่อมีโอกาสจะมีค่าระดับของความสุขที่สูงกว่าคนที่บอกว่าตนเองไม่เคยช่วยเหลือผู้อื่นเลย
ในขณะที่คนที่บอกว่าตัวเองได้เสียสละแรงกายและทรัพย์สินเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมโดยไม่หวังผลตอบแทนเองก็มีระดับค่าเฉลี่ยของความสุขที่สูงกว่าคนที่ไม่ได้เสียสละแรงกายเช่นเดียวกัน
งานศึกษา
(แบบตะวันตก) ยังอธิบายถึงสาเหตุที่การให้นำมาซึ่งความสุขไว้ว่า
1.
การให้ เป็นการทำให้เราเป็นผู้เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
และทำให้เรามองเห็นคุณค่าของเพื่อมนุษย์
2.
การให้ คือการสร้างความสมานสามัคคีกับคนอื่นๆ
ในสังคม ซึ่งนำมาสู่กับอบอุ่นใจ ความมั่นคง และความสุข
3.
การให้ ทำให้เรารู้สึกสบายใจและยกย่องในคุณค่าของตัวเองว่ามีส่วนช่วยเหลือสังคม
ซึ่งทำให้ผู้ให้มีความสุขตามมา
4.
การให้ นำมาสู่ภาพลักษณ์ที่ดีของผู้ให้
ซึ่งทำให้คนๆ นั้นได้รับการยอมรับจากสังคม ซึ่งนำมาสู่ความสุขมากขึ้น
5.
การให้ นำมาสู่ผลกระทบทางบวก (Positive
Externality) ซึ่งเปรียบเสมือนกับการสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่แก่คนอื่นๆ
ที่จะเป็นผู้ให้ตามมา ซึ่งจะทำให้คนเหล่านั้นมีความภูมิใจและพึงพอใจระหว่างกันมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดแบบตะวันออก
(เช่นตามหลักความเชื่อทางพุทธศาสนา) งานศึกษาแบบตะวันตกก็ดี
หรือการใช้ข้อมูลแบบไทยๆ สิ่งที่เราสามารถสรุปได้แน่ชัดก็คือ
“การเป็นผู้ให้ เช่น การเสียสละ การบริจาค หรือการทำงานสมัครต่างๆ
เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความสุขที่เพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้นอาจจะไม่แปลกอะไรถ้าดัชนีความสุขในเดือนธันวาคมจะเป็นช่วงเดือนที่มีค่าดัชนีที่สูงที่สุด
(นี้ยังไม่ได้เอาความสุขจากการเป็น “ผู้รับ” เข้ามาคิดด้วยนะครับ)
ในท้ายนี้
ผมในนามของคณาจารณ์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกท่านประสบแต่ความสุขและความเจริญในชีวิต
สวัสดีปีใหม่ 2556 ครับ
อ้างอิง - Norton,
M., Dunn, E. and Aknin, L. 2008. Spending Money on Others Promotes Happiness, Science.
Vol. 319, no. 5870: 1687-1688
