08 มกราคม 2556

ปีใหม่.. ปีต่อๆ ไป ใครจะดูแลเรา ?

บทความนี้ได้รับเกียรติจาก รองศาสตาจารย์ ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ รองคณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเขียนบทความในประเด็นทางประชากรที่น่าสนใจ อาจารย์ปังปอนด์จะเขียนบทความต่อเนื่องให้ทั้งหมด 4 บทความด้วยกัน โดยบทความแรกนี้เป็นการเกริ่นนำถึงปัญหาทางประชากรที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย 
--------------------------------------------------------------------------------------------



สวัสดีปี 2556 ค่ะ วันนี้ผู้เขียนจึงขอเริ่มจากความสงสัยที่หลายท่านอาจจะคิดเหมือนๆกับท่านอื่นๆ แต่ก็ไม่กล้าถามว่าแล้วเรื่องประชากรไทยที่เราบอกว่ากำลังจะสูงอายุนี่ จริงไม๊ แย่ขนาดไหน และเห็นๆ พูดๆ กันแล้วมีทางแก้ไขหรือเปล่า ผู้เขียนขอสรุปคร่าวๆ นะคะว่า จริง ยังไม่แย่มาก แต่จะแย่ถ้าไม่รีบหาทางหนีทีไล่ แต่ทางแก้นี่แหละที่เป็นเรื่องที่ยากที่สุด วันก่อนมีนักศึกษาต่างชาติถามผู้เขียนในชั้นเรียน หลังจากเราเรียนกันไปว่าสังคมสูงวัยนั้นจะเป็นภาระทั้งต่อผู้สูงอายุเอง วัยแรงงาน และเด็กตัวเล็กๆ ที่จะต้องเติบโตขึ้นมารับภาระดูแลผู้สูงอายุที่มีอายุยืนมากขึ้นที่อาจจะไม่ใช่เครือญาติของตนเอง(อาจต้องจ่ายภาษีที่สูงกว่าสมัยนี้อีกมากมาย) เค้าก็ถามตรงๆว่า แล้วจะแก้ไขอย่างไร ผู้เขียนก็เลยนึกว่าเราต้องมาคุยกันดังๆ ในคอลัมน์นี้ด้วยดีกว่า

ท่านผู้อ่านลองนึกนะคะว่าการแก้ไขนี่มีทางเลือกอะไรบ้าง หลายท่านที่ติดตามอ่านก็คงจะทราบว่าทางเลือกก็คือการให้ผู้ที่จะแก่ตัวลงสะสมทรัพย์สินให้เพียงพอที่จะใช้จ่ายในอนาคต และ/หรือให้วัยแรงงานช่วยเลี้ยง โดยใช้มาตรการทางภาษี เพราะผู้สูงอายุก็คงไม่สามารถสะสมทรัพย์สินหรือมีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลตนเองได้หมด ผู้เขียนก็ตอบนิสิตไปว่าทางเลือกก็มีน้อย เพราะเราคงไม่อยากมีนโยบายที่ทำให้ผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวลดลงลงเพื่อลดภาระ ทางเลือกที่น่าจะพึ่งได้ก็คือทำอย่างไรให้มีจำนวนคนเลี้ยงผู้สูงวัยได้มากที่สุด หรือมีน้อยบ้างก็ได้แต่มีผลิตภาพแรงงานที่ดีที่พอจะรับภาระหนักได้ ซึ่งเราๆก็รู้กันอยู่ว่าเรื่องคุณภาพแรงงาน เป็นเรื่องที่ต้องลงทุนระยะยาว (ซึ่งจะได้คุยกันต่อในสัปดาห์อื่น) ทางเลือกที่เหลือก็คือเราจะเพิ่มอัตราเกิดได้ไหม (reverse fertility trend)เพราะอัตราเกิดของคนไทยนี่ต่ำมากๆ ค่ะ คำถามนี้นี่เองที่นักประชากรกุมขมับ (ผู้เขียนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ยังกุมขมับเลยค่ะ) เราจะทำอย่างไรให้คนไทยมีลูกกันมากขึ้นคำตอบคือ ยากหลายประเทศที่เค้ามองเห็นปัญหาก่อนหน้าและพยายามแก้ไขปัญหาก็ยังยังกุมขมับกันต่อไป เพราะมีมาตรการสารพัดก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านย้อนดูมาตรการของไทยกันดูบ้างว่าเราคิดจริงจังกับเรื่องนี้กันหรือยัง  ในขณะที่ต่างชาติเริ่มขยับกันไปนานแล้ว เกาหลีและญี่ปุ่นมีมาตรการและวิธีการที่ท่านอ่านแล้วต้องขำว่าต้องสนับสนุนคู่สมรสปิดไฟ ดูหนังวิดีโอโป๊กันทีเดียว จีนเองก็ยังยอมหย่อนมาตรการการมีลูกคนเดียว

เรื่องการตัดสินใจที่จะมีลูกนี่ต้องย้อนกลับไปที่การดู cost และ benefit ของการมีลูก ในทางเศรษฐศาสตร์เราอธิบายกันว่าปรากฏการณ์การมีลูกน้อยลงเกิดขึ้นเพราะ cost หรือต้นทุนของการมีลูกนั้นแพงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ benefit หรือผลได้ที่พ่อแม่จะได้จากการมีลูกนั้นลดลงในสังคมและเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งต้นทุนของการเลี้ยงลูกก็คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงบวกกับค่าเสียโอกาสที่แม่จะได้รับจากการไปทำงานในกรณีที่ไม่ต้องเลี้ยงลูก (รวมกับคุณค่าของการมีชีวิตส่วนตัว ได้ไปเที่ยว เสริมสวย หรือพักผ่อนหย่อนใจ) ซึ่งการพัฒนาบทบาทสตรีและความเท่าเทียมกันในตลาดแรงงานไทยก็ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสในการทำงานและรายได้ที่สูงขึ้น ทำให้ค่าเสียโอกาสมีมากขึ้น ในขณะที่ผลได้จากการมีบุตรมีค่าน้อยลง(จากการประมาณการของพ่อแม่) เพราะในปัจจุบันค่านิยมการให้ลูกเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าไม่มีมากเท่าแต่ก่อน ซึ่งทางด้านผลการวิจัยจากวงวิชาการ ก็ได้ผลยืนยันทฤษฎีว่า แม่ที่มีการศึกษาสูงมีอัตราเจริญพันธ์ต่ำกว่าแม่ที่มีการศึกษาต่ำ ในขณะที่รายได้และการศึกษาของพ่อไม่มีผล

ในประเทศไทย นโยบายการสนับสนุนที่จะให้คนมีลูกกันมากขึ้นยังไม่ชัดเจน แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายเรียนฟรี และมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งอาจเป็นส่วนช่วยในการลดต้นทุนการมีบุตรอยู่บ้าง

ในความเห็นของผู้เขียนนโยบายการลดต้นทุนการมีบุตรทางด้านภาษียังเป็นตัวเลขที่ต่ำเกินกว่าที่จะมีผลกระทบต่อการมีบุตรต่อคนจำนวนมาก โดยเฉพาะที่เป็นแรงงานนอกระบบ (ลดหย่อนภาษี15,000 บาทต่อปีต่อบุตรที่ยังไม่เข้าเรียนและ 17,000 บาทต่อปีต่อบุตรที่เข้าเรียนแล้ว)ค่าลี้ยงดูบุตรจากกองทุนประกันสังคม (ซึ่งก็ยังไม่ครอบคลุมคนอีกจำนวนมาก) ก็เป็นจำนวนเงินแค่ 400 บาทต่อคนต่อเดือน

วันนี้ อยากให้รัฐบาลหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากปัญหาประชากรของไทยเรา (ซึ่งก็คือพวกเราทุกคนนั่นเอง) ลองช่วยกันนึกดูค่ะ ว่าเราได้วางแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาการเกิดน้อย (ที่ด้อยคุณภาพด้วย) นี้จริงจังกันหรือยัง เพราะอย่างน้อยผู้อ่านทุกท่านรวมทั้งตัวผู้เขียนเองสักวันก็คงต้อง แก่ค่ะ