บทความนี้ได้รับเกียรติจาก รองศาสตาจารย์ ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ รองคณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเขียนบทความในประเด็นทางประชากรที่น่าสนใจ อาจารย์ปังปอนด์จะเขียนบทความต่อเนื่องให้ทั้งหมด 4 บทความด้วยกัน โดยบทความแรกนี้เป็นการเกริ่นนำถึงปัญหาทางประชากรที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย
--------------------------------------------------------------------------------------------
สวัสดีปี 2556 ค่ะ วันนี้ผู้เขียนจึงขอเริ่มจากความสงสัยที่หลายท่านอาจจะคิดเหมือนๆกับท่านอื่นๆ
แต่ก็ไม่กล้าถามว่าแล้วเรื่องประชากรไทยที่เราบอกว่ากำลังจะสูงอายุนี่ จริงไม๊
แย่ขนาดไหน และเห็นๆ พูดๆ กันแล้วมีทางแก้ไขหรือเปล่า ผู้เขียนขอสรุปคร่าวๆ
นะคะว่า ‘จริง ยังไม่แย่มาก แต่จะแย่ถ้าไม่รีบหาทางหนีทีไล่’
แต่ทางแก้นี่แหละที่เป็นเรื่องที่ยากที่สุด
วันก่อนมีนักศึกษาต่างชาติถามผู้เขียนในชั้นเรียน หลังจากเราเรียนกันไปว่าสังคมสูงวัยนั้นจะเป็นภาระทั้งต่อผู้สูงอายุเอง
วัยแรงงาน และเด็กตัวเล็กๆ
ที่จะต้องเติบโตขึ้นมารับภาระดูแลผู้สูงอายุที่มีอายุยืนมากขึ้นที่อาจจะไม่ใช่เครือญาติของตนเอง(อาจต้องจ่ายภาษีที่สูงกว่าสมัยนี้อีกมากมาย) เค้าก็ถามตรงๆว่า
แล้วจะแก้ไขอย่างไร ผู้เขียนก็เลยนึกว่าเราต้องมาคุยกันดังๆ
ในคอลัมน์นี้ด้วยดีกว่า
ท่านผู้อ่านลองนึกนะคะว่าการแก้ไขนี่มีทางเลือกอะไรบ้าง
หลายท่านที่ติดตามอ่านก็คงจะทราบว่าทางเลือกก็คือการให้ผู้ที่จะแก่ตัวลงสะสมทรัพย์สินให้เพียงพอที่จะใช้จ่ายในอนาคต
และ/หรือให้วัยแรงงานช่วยเลี้ยง โดยใช้มาตรการทางภาษี
เพราะผู้สูงอายุก็คงไม่สามารถสะสมทรัพย์สินหรือมีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลตนเองได้หมด
ผู้เขียนก็ตอบนิสิตไปว่าทางเลือกก็มีน้อย
เพราะเราคงไม่อยากมีนโยบายที่ทำให้ผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวลดลงลงเพื่อลดภาระ
ทางเลือกที่น่าจะพึ่งได้ก็คือทำอย่างไรให้มีจำนวนคนเลี้ยงผู้สูงวัยได้มากที่สุด
หรือมีน้อยบ้างก็ได้แต่มีผลิตภาพแรงงานที่ดีที่พอจะรับภาระหนักได้
ซึ่งเราๆก็รู้กันอยู่ว่าเรื่องคุณภาพแรงงาน เป็นเรื่องที่ต้องลงทุนระยะยาว (ซึ่งจะได้คุยกันต่อในสัปดาห์อื่น)
ทางเลือกที่เหลือก็คือเราจะเพิ่มอัตราเกิดได้ไหม (reverse fertility trend)เพราะอัตราเกิดของคนไทยนี่ต่ำมากๆ ค่ะ คำถามนี้นี่เองที่นักประชากรกุมขมับ
(ผู้เขียนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ยังกุมขมับเลยค่ะ) เราจะทำอย่างไรให้คนไทยมีลูกกันมากขึ้นคำตอบคือ ‘ยาก’
หลายประเทศที่เค้ามองเห็นปัญหาก่อนหน้าและพยายามแก้ไขปัญหาก็ยังยังกุมขมับกันต่อไป
เพราะมีมาตรการสารพัดก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านย้อนดูมาตรการของไทยกันดูบ้างว่าเราคิดจริงจังกับเรื่องนี้กันหรือยัง ในขณะที่ต่างชาติเริ่มขยับกันไปนานแล้ว
เกาหลีและญี่ปุ่นมีมาตรการและวิธีการที่ท่านอ่านแล้วต้องขำว่าต้องสนับสนุนคู่สมรสปิดไฟ
ดูหนังวิดีโอโป๊กันทีเดียว จีนเองก็ยังยอมหย่อนมาตรการการมีลูกคนเดียว
เรื่องการตัดสินใจที่จะมีลูกนี่ต้องย้อนกลับไปที่การดู
cost
และ benefit ของการมีลูก
ในทางเศรษฐศาสตร์เราอธิบายกันว่าปรากฏการณ์การมีลูกน้อยลงเกิดขึ้นเพราะ cost
หรือต้นทุนของการมีลูกนั้นแพงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ benefit หรือผลได้ที่พ่อแม่จะได้จากการมีลูกนั้นลดลงในสังคมและเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งต้นทุนของการเลี้ยงลูกก็คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงบวกกับค่าเสียโอกาสที่แม่จะได้รับจากการไปทำงานในกรณีที่ไม่ต้องเลี้ยงลูก
(รวมกับคุณค่าของการมีชีวิตส่วนตัว ได้ไปเที่ยว เสริมสวย
หรือพักผ่อนหย่อนใจ)
ซึ่งการพัฒนาบทบาทสตรีและความเท่าเทียมกันในตลาดแรงงานไทยก็ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสในการทำงานและรายได้ที่สูงขึ้น
ทำให้ค่าเสียโอกาสมีมากขึ้น ในขณะที่ผลได้จากการมีบุตรมีค่าน้อยลง(จากการประมาณการของพ่อแม่) เพราะในปัจจุบันค่านิยมการให้ลูกเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าไม่มีมากเท่าแต่ก่อน
ซึ่งทางด้านผลการวิจัยจากวงวิชาการ ก็ได้ผลยืนยันทฤษฎีว่า
แม่ที่มีการศึกษาสูงมีอัตราเจริญพันธ์ต่ำกว่าแม่ที่มีการศึกษาต่ำ
ในขณะที่รายได้และการศึกษาของพ่อไม่มีผล
ในประเทศไทย
นโยบายการสนับสนุนที่จะให้คนมีลูกกันมากขึ้นยังไม่ชัดเจน แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายเรียนฟรี
และมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งอาจเป็นส่วนช่วยในการลดต้นทุนการมีบุตรอยู่บ้าง
ในความเห็นของผู้เขียนนโยบายการลดต้นทุนการมีบุตรทางด้านภาษียังเป็นตัวเลขที่ต่ำเกินกว่าที่จะมีผลกระทบต่อการมีบุตรต่อคนจำนวนมาก
โดยเฉพาะที่เป็นแรงงานนอกระบบ (ลดหย่อนภาษี15,000
บาทต่อปีต่อบุตรที่ยังไม่เข้าเรียนและ 17,000 บาทต่อปีต่อบุตรที่เข้าเรียนแล้ว)ค่าลี้ยงดูบุตรจากกองทุนประกันสังคม (ซึ่งก็ยังไม่ครอบคลุมคนอีกจำนวนมาก)
ก็เป็นจำนวนเงินแค่ 400 บาทต่อคนต่อเดือน
วันนี้
อยากให้รัฐบาลหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากปัญหาประชากรของไทยเรา (ซึ่งก็คือพวกเราทุกคนนั่นเอง) ลองช่วยกันนึกดูค่ะ
ว่าเราได้วางแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาการเกิดน้อย (ที่ด้อยคุณภาพด้วย)
นี้จริงจังกันหรือยัง
เพราะอย่างน้อยผู้อ่านทุกท่านรวมทั้งตัวผู้เขียนเองสักวันก็คงต้อง ‘แก่’ ค่ะ
