คนที่เกิดในวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมาอาจจะไม่ทราบว่าวันเกิดของท่านได้กลายเป็นวันที่สำคัญวันหนึ่งของโลกไปแล้ว นั้นก็คือ “วันความสุขสากล” หรือ International Day of Happiness โดยเป็นวันที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้มีมติเห็นชอบในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2555 กำหนดให้มีการ “ใช้ความสุขเพื่อไปสู่การพัฒนาแบบองค์รวม” (Happiness: Toward a Holistic Approach to Development) และกำหนดให้วันที่ 20 มีนาคมของทุกปี (เริ่มในปี พ.ศ.2556 หรือ ค.ศ.2013) เป็นวันความสุขสากล โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ
- เพื่อให้เป็นวันที่ทุกๆ คนจะได้ร่วมเฉลิมฉลอง และตระหนักถึงความสุขอันเป็นเป้าหมายพื้นฐานของมนุษยชน รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
- เพื่อเรียกร้องให้แต่ละประเทศผลักดันและเข้าถึงนโยบายสาธารณะที่จะเพิ่มความสุขให้แก่ประชาชน
ทั้งนี้ สหประชาชาติได้มุ่งเป้าไปที่ความสนใจของโลกต่อแนวคิดในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจว่าจะต้อง
ประกอบไปด้วย การรวบรวม ความเสมอภาค และสมดุล เช่นเดียวกับการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน
และลดปัญหาความยากจน
อย่างไรก็ดี
จากที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว ความคิดริเริ่มของการประกาศวันความแห่งความสุขสากลนั้น
มีต้นแบบความคิดมาจากประเทศภูฏาน อันมีการใช้ดัชนีมวลรวมความสุข (Gross
National Happiness Index : GNH) เป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ
โดยเป็นการวัดที่ปฏิเสธการใช้การวัดทางเศรษฐกิจอย่างเช่น GDP (อย่างไรก็ดี ประเทศภูฏานเองก็การคำนวณดัชนี GDP ออกมาเช่นเดียวกัน)
นอกจากนี้
องค์การสหประชาชาติยังได้นำเสนอรายงาน World Happiness Report ออกมาครั้งแรกเพื่อศึกษาวิเคราะห์หารัดบความสุขของแต่ละประเทศ
และพยายามเข้าใจถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความสุขนั้น โดยผลการศึกษาเป็นดังนี้
- ประเทศที่มีความสุขกว่ามีแนวโน้มว่าจะเป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ร่ำรวยกว่า แต่สาเหตุของระดับความสุขที่สูงของประเทศเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากรายได้ต่อหัวที่สูง แต่เกิดจากการที่ประเทศเหล่านั้นมีระบบสวัสดิการทางสังคมที่ดี มีการช่วยเหลือทางสังคม มีระดับการคอรัปชั่นต่ำ และประชาชนมีเสรีภาพ
- ถึงแม้ว่าแต่ละประเทศจะมีระดับของมาตรฐานการครองชีพ (Standard of Living) ที่สูงขึ้นก็ตาม แต่ระดับของความสุขกลับสูงขึ้นเพียงในบางประเทศเท่านั้น (ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือประเทศสหรัฐอเมริกาที่พบว่าระดับความสุขกับระดับรายได้แปรผกผันกัน) อย่างไรก็ดี ถ้าดูจากแนวโน้มโดยเฉลี่ยพบว่า คนในโลกมีระดับของความสุขเพิ่มขึ้นมาตลอด 30 ปี
- การว่างงาน (Unemployment) ส่งผลต่อการไม่มีความสุขมากกว่า “การสูญเสียคนรัก” หรือ “การหย่าร้าง” ซึ่งผลที่ได้นี้แสดงให้เห็นว่า ระดับความสุขของคนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านการทำงานและความพึงพอใจของงานที่ทำ (Job Satisfaction) ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังพบว่า ความมั่นคงทางการงาน (Job Security) และความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อร่วมงานจะส่งผลต่อระดับความสุขที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่ารายได้ที่ได้รับจากการทำงาน
- การมีสุขภาพจิตที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อระดับความสุขของคนในโลก โดยประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีจะมีระบบการรักษาดูแลจิตใจที่ดีกว่าประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจยากจน อันส่งผลทำให้ ประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีเหล่านั้นมีระดับความสุขที่สูงกว่า
- ในกรณีของคนที่เป็นพ่อแม่และคู่สมรสพบว่า การมีชีวิตการแต่งงานและชีวิตครอบครัวที่มั่นคงจะส่งผลทางบวกต่อระดับความสุขของคนเป็นพ่อแม่ นอกจากนี้ยังส่งผลทำให้ระดับความสุขของคนเป็นลูกเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกันฃ
- ในประเทศที่พัฒนาแล้วพบว่า ผู้หญิงจะมีความสุขมากกว่าผู้ชาย ในขณะที่ผลการศึกษาในประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ยากจนกว่ายังตอบไม่ได้แน่ชัดว่าผู้หญิงหรือผู้ชายใครมีความสุขกว่ากัน
- ความสุขมีลักษณะของการเป็น U-Shape เมื่อเปรียบเทียบกับอายุ โดยคนที่อยู่ในวัยกลางคนจะมีระดับความสุขที่ต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่มีอายุน้อยและคนวัยชรา
ทั้งนี้
จากผลการศึกษาของสหประชาชาติในการวัดระดับความสุขใน 156 ประเทศทั่วโลก โดยมีปัจจัยความสุขที่สำคัญ เช่น รายได้ การมีงานทำ
ความสัมพันธ์ที่ดี ความไว้วางใจกันในชุมชน การมีค่านิยมที่เอื้อต่อความสุขและศาสนา
สุขภาพกาย สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ในครอบครัว การศึกษา เสรีภาพทางการเมือง
ความเข้มแข็งของเครือข่ายสังคม การไม่มีคอร์รัปชั่น และความเท่าเทียมทางเพศและสังคม
เป็นต้น มาเป็นตัวชี้วัดความสุขของประเทศต่าง ๆ อีกด้วย
ผลสำรวจพบว่า
ประเทศในกลุ่มยุโรปทางเหนือ (เช่นเดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และเนเธอร์แลนด์)
เป็นกลุ่มประเทศที่ประชาชนมีระดับความสุขสูงที่สุดโดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณระดับ
7.6 จาก 10 ระดับความสุข
ในขณะที่กลุ่มประเทศที่ประชาชนมีระดับความสุขน้อยที่สุดได้แก่
ประเทศในกลุ่มประเทศอัฟริกา (ได้แก่ โตโก เบนิน สาธารณะรัฐอัฟริกากลาง
และซีร่าลีโอน) โดยประชาชนของประเทศกลุ่มเหล่านี้มีระดับความสุขอยู่ที่ระดับ 3.4
จาก 10 ระดับเท่านั้น
ทั้งนี้ประเทศไทยมีความสุขอยู่ในอันดับที่
52 ของโลก
และเป็นลำดับที่ 3 ของอาเซียน โดยตามหลังสิงคโปร์ (อันดับ
33) และมาเลเซีย (อันดับ 51) แต่ประเทศไทยกลับได้ลำดับความอารมณ์ดีเป็นที่ 8
ของโลก ซึ่งความอารมณ์ดีนี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทย
นอกจากนี้ เมื่อจำแนกเป็นรายจังหวัดจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติยังพบว่า
จังหวัดที่มีความสุขมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ นครพนม พิจิตร
ตรัง ชัยภูมิ และกระบี่
ส่วนจังหวัดที่มีความสุขน้อยที่สุด 5
อันดับ คือ สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สระแก้ว ภูเก็ต หนองคาย
และกาญจนบุรี ส่วนกรุงเทพเมืองฟ้าอมรอยู่อันดับ 65 เกือบท้ายตารางเลยทีเดียว
อย่างไรก็ดี
(ในความเห็นส่วนตัว) ผลที่ได้จากรายงานการศึกษาและรายงาน World Happiness Report นี้ทำให้เราเข้าใจว่า “เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะบอกว่าคนๆ
นั้นจะมีความสุขหรือไม่ แต่อย่างน้อยเงินก็เป็นปัจจัยที่จะนำมาสู่ความสุขได้ง่ายขึ้น”
เพราะเงินนำมาซึ่งโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมที่ดี การกินดีอยู่ดี และการมีอิสรภาพ
การทำงาน (ที่รัก) นอกจากนี้ ความเข้มแข็งทางสังคมจากการมีครอบครัวที่อบอุ่น การมีระบบการดูแลทางสังคม
การสร้างความเสมอภาคระหว่างเพศ และลดปัญหาคอรัปชั่น
ภายใต้การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและหน้าที่การงานของคนจึงจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่ความสุขที่สูงขึ้นของคนในประเทศ

