17 เมษายน 2556

เงินกู้ 2.2 ล้านล้าน


จากการที่ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพลสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “นโยบายประชานิยมกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 28 – 29  มีนาคม 2556 กรณีศึกษา จากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง ที่จบการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป (ปริญญาตรี จำนวน 885 หน่วยตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 70.80 และสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 365 หน่วยตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 29.20) กระจายทุกอาชีพ เกี่ยวกับความกังวลต่อการเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกและนโยบายประชานิยม หรือโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ที่จะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard Error: S.E.) ไม่เกิน ร้อยละ 2.6
                
จากการสำรวจ ความคิดเห็นของประชาชนต่อความกังวลที่มีต่อการเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกเหมือนปี พ.ศ. 2540 พบว่า ประชาชนในภาพรวม ร้อยละ 52.16 มีความกังวลต่อการเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกเหมือนปี พ.ศ. 2540 เพราะ ราคาสินค้ามีแนวโน้มแพงขึ้น  สถานการณ์คล้ายกันกับปี พ.ศ. 2540 น่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ รองลงมา ร้อยละ 39.60 ระบุว่า ไม่กังวล เพราะ ยังเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ และการขยายตัวเศรษฐกิจของไทย และเคยมีบทเรียนในเรื่องนี้มาแล้ว รัฐบาลน่าจะบริหารการทำงานได้ และมีเพียง ร้อยละ 8.24 กังวลมาก เพราะ ไม่แน่ใจในการบริหารงานของรัฐบาล มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายหรือโครงการต่างๆ ของรัฐบาล

เมื่อวิเคราะห์จำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี มีความกังวล ร้อยละ 53.90 รองลงมา ไม่กังวล ร้อยละ 39.44 และกังวลมาก ร้อยละ 6.67  ส่วนผู้ที่จบการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี มีความกังวล ร้อยละ 47.95 รองลงมา ไม่กังวล ร้อยละ 40.00 และกังวลมาก ร้อยละ 12.05

ท้ายสุดเมื่อถามถึงนโยบายหรือโครงการของรัฐบาลที่อาจจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตมากที่สุด พบว่า ประชาชนในภาพรวม ร้อยละ 39.68 ระบุว่า เป็น การกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท ของรัฐบาล รองลงมา ร้อยละ 22.40 เป็นนโยบายรถยนต์คันแรก ร้อยละ 13.12 เป็นนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท  ร้อยละ 11.20 เป็นโครงการจำนำข้าวที่ราคาสูงกว่าราคาตลาด  ร้อยละ 3.28 เป็นโครงการบัตรเครดิตเกษตรกร ร้อยละ 1.28 เป็นโครงการบัตรเครดิตพลังงาน และมีเพียง ร้อยละ 1.76 ที่ระบุว่าไม่มีโครงการใดที่น่าจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

เมื่อวิเคราะห์จำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ร้อยละ 41.81  ระบุว่า เป็น การกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท ของรัฐบาล รองลงมา ร้อยละ 22.37 เป็นนโยบายรถยนต์คันแรก ร้อยละ 13.79 เป็นนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท  ร้อยละ 7.91 เป็นโครงการจำนำข้าวที่ราคาสูงกว่าราคาตลาด  ร้อยละ 3.50 เป็นโครงการบัตรเครดิตเกษตรกร ร้อยละ 1.47 เป็นโครงการบัตรเครดิตพลังงาน และมีเพียง ร้อยละ 1.13 ที่ระบุว่าไม่มีโครงการใดที่น่าจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ   ส่วนผู้ที่จบการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี ร้อยละ 34.52  ระบุว่า เป็น การกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท ของรัฐบาล รองลงมา     ร้อยละ 22.47 เป็นนโยบายรถยนต์คันแรก ร้อยละ 11.51 เป็นนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท    ร้อยละ 19.18 เป็นโครงการจำนำข้าวที่ราคาสูงกว่าราคาตลาด  ร้อยละ 2.74 เป็นโครงการบัตรเครดิตเกษตรกร ร้อยละ 0.82 เป็นโครงการบัตรเครดิตพลังงาน และ ร้อยละ 3.29 ที่ระบุว่าไม่มีโครงการใดที่น่าจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ



โดยส่วนตัวของผมเห็นว่า การสำรวจครั้งนี้เน้นเฉพาะเพียงกลุ่มของผู้มีการศึกษาสูง คือตั้งแต่ในระดับชั้นปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าจะเข้าใจสภาพเศรษฐกิจ และสะท้อนมุมมองทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ดี ผลจากการสำรวจนี้ยังสะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่คาดว่า ฟองสบู่จะแตกเหมือนปี พ.ศ.2540 นั้นยังมีความเข้าใจที่คาดเคลื่อน เนื่องจากภาวะฟองสบู่ไม่ได้ส่งผลโดยตรงจากการที่ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น แต่มาจากการที่ราคาของสินทรัพย์ (Asset Price) เช่นอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น และหน่วยลงทุนต่าง ๆ เพิ่มขึ้นสูงเกินกว่าราคาตามความเป็นจริง จนเกิดอุปสงค์เทียมจากการเก็งกำไรที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นวงจร และขยายตัวเหมือนฟองสบู่ โดยส่วนใหญ่ภาวะฟองสบู่จะจบลงเมื่อเกิดเหตุที่ทำให้นักลงทุนเลิกคาดหวังว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอีก หรือรัฐบาลออกนโยบายเพื่อดึงราคาลงสู่ภาวะปกติ (เช่นการขึ้นอัตราดอกเบี้ย) จึงทำให้การเก็งกำไรและราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงลดลง ต้องกล่าวว่า ในขณะนี้ราคาของดัชนีหลักทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากก็จริง จากการที่มีเงินทุนไหลเข้าอย่างมหาศาลจากต่างประเทศ อันส่งผลทำให้เกิดการเก็งกำไรได้บ้าง แต่ทว่าผู้กำหนดนโยบายของประเทศ โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย เองก็มีการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนและเงินเฟ้อที่แตกต่างจากเมื่อครั้งปี พ.ศ.2540 คือการใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวและเน้นให้ความสำคัญของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting)  ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยจึงจะสามารถมีอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินที่สามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศได้ดีกว่าเมื่อครั้งเหตุการณ์ปี พ.ศ.2540 ในขณะที่ตัวอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดเองก็ยังไม่สะท้อนถึงเหตุการณ์การเกิดฟองสบู่ดังกล่าว ภาวะของแพงที่เห็นอยู่ในปัจจุบันน่าจะเกิดจากปัจจัยที่เกิดจากแรงผลักด้านต้นทุน (Cost Push Inflation) มากกว่า ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างขั้นต่ำ การเพิ่มขึ้นในต้นทุนค่าก่อสร้าง และ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน เป็นต้น

ในขณะที่จากการสำรวจความคิดเห็นทางด้านโครงการประชานิยมนั้น ต้องยอมรับว่า การกู้เงิน 2.2 ล้านบาทของรัฐบาลกำลังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้คามสนใจที่สุดในขณะนี้ และสร้างความหนักใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมากเพราะเป็นกรอบการลงทุนในจำนวนเงินที่สูงซึ่งจะส่งผลต่อภาวะทางการคลังและสุ่มเสี่ยงต่อระดับหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ถึงแม้ว่าโครงการดังกล่าวจะนำมาใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงก็ตาม แต่ผู้สังเกตุการณ์ภายนอกยังมีคำถามเกิดขึ้นสำหรับที่มาและที่ไปของโครงการนี้เป็นอย่างมาก เช่น 

  1. ยังไม่มีการประเมินถึงที่มาและที่ไปว่าจำนวนเงิน 2.2 ล้านบาทว่าได้มาอย่างไร 2) 
  2. ยังไม่ได้ระบุโครงการและกิจกรรมย่อยที่อธิบายถึงแนวทางในการใช้เงินดังกล่าว, 
  3. ยังไม่เห็นการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคมที่ถูกต้องตามหลักทางวิชาการ, 
  4. โครงการนี้ไม่ได้ระบุว่าผู้ประเมินเป็นใครบ้าง ใช้วิธีอะไร และเป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือเพียงใด, และ
  5. ไม่ได้ระบุว่าคนไทยจะมีศักยภาพในการชำระคืนเงินกู้นี้ได้มากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ดี นอกจากโครงการกู้เงิน 2.2 ล้านบาทแล้ว โครงการประชานิยมอื่นๆ ก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังเป็นโครงการที่มุ่งหวังผลระยะสั้น สร้างการบิดเบือนในโครงสร้างตลาด และอันไม่นำมาสู่การพัฒนาประเทศในระยะยาว เช่นโครงการจำนวนข้าว โครงการรถคันแรก เป็นต้น  อันเป็นโครงการที่จะส่งผลต่อภาวะทางการคลังและระดับหนี้สาธารณะของประเทศเช่นเดียวกัน เนื่องจากประชาชนทั้งประเทศจะมีส่วนในการที่จะต้องเป็นผู้ชำระหนี้ที่จะเกิดขึ้นนี้ในอนาคต ดังนั้นเราทุกคนจึงมีหน้าที่ที่จะต้องสอดส่องการดำเนินโครงการด้วยเม็ดเงินมหาศาลของรัฐนี้ให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ