01 พฤษภาคม 2556

งาน งาน งาน


วันที่ 1 พฤษภาคมนี้เป็นวันแรงงานแห่งชาติ ซึ่งเป็นวันที่ตระหนักถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงานอันมีส่วนสำคัญในการผลิตสินค้าและบริการ รวมไปถึงการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความกินดีอยู่ดีของคนในสังคม การมีงานทำ หรือ การมีอาชีพ เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญอย่างหนึ่งของสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม โดยถ้าระบบเศรษฐกิจที่คนมีงานทำมากๆ และได้รับผลตอบแทนจากการทำงานที่สมเหตุสมผล   ระบบเศรษฐกิจนั้นย่อมมีระดับของความกินดีอยู่ดีที่สูงกว่าระบบเศรษฐกิจที่คนไม่มีงานทำ (หรือมีอัตราการว่างงานสูง)

นอกจากการทำงานจะมีความสำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจในระดับประเทศแล้ว การมีอาชีพการงานยังมีบทบาทสำคัญต่อ การพัฒนาชุมชน และช่วยสร้างความเข้มแข็งของภาคธุรกิจและองค์กรประเภทต่างๆ การมีอาชีพยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างผลประโยชน์ส่วนบุคคล (Private Benefit) ให้กับคนนั้นๆ รวมไปถึงยังเป็นการเพิ่มบทบาทของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า “งานก็เปรียบเสมือนกับการเป็นเสาหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” (Job is cornerstone of economic and social development)  

องค์กรระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลก (World Bank) เองก็ให้ความสำคัญกับ “การมีอาชีพ หรือ การมีงานทำ” โดยสะท้อนจากรายงานการพัฒนาประจำปีของโลก (World Development Report) เล่มล่าสุด (ปี ค.ศ.2013๗ ที่มีชื่อว่า “Job” หรือ “อาชีพ”  โดยรายงานฉบับนี้ได้ระบุว่า การมีอาชีพเกิดขึ้นจากแรงผลักดันจากการเจริญเติบโตของภาคธุรกิจเอกชนเป็นสำคัญ โดยการมีอาชีพยังมีส่วนช่วยในการลดปัญหาความยากจน เพิ่มบทบาทให้แก่สตรี และยังส่งผลต่อการลงทุนทางการศึกษาในเด็กๆ (Children Investment) นอกจากนี้ ยังช่วยนำมาสู่การลดปัญหาความขัดแย้งในสังคม



นายจิมยง คิม ประธานของธนาคารโลกได้กล่าวว่า “งานที่ดีสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนๆ หนึ่งได้ ในขณะที่งานที่ถูกต้องยิ่งสามารถเปลี่ยนผ่านสังคมไปสู่ระดับการพัฒนาที่สูงขึ้น” (A good job can change a person’s life, and the right jobs can transform entire societies)  

รายงานฉบับนี้ได้สรุปว่า การมีอาชีพจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศใน 3 ทางได้แก่
  1. การเพิ่มมาตรฐานการครองชีพ (Living Standard) โดยเฉพาะกับคนที่มีฐานะยากจน และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสต่างๆ (เช่นคนพิการ คนชรา รวมไปถึงกลุ่ม ผู้หญิงในบางประเทศ) การที่คนเหล่านั้นมีการประกอบอาชีพที่ดีและสามารถเลี้ยงตัวได้ ก็จะนำมาซึ่งรายได้ที่สูงขึ้น อันจะเป็นการสร้างโอกาสในการบริโภคสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ และช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพของคนๆ (และคนในครอบครัว) นั้นให้เพิ่มสูงขึ้น หลายๆ ประเทศได้ให้ความสำคัญกับการสร้างงานให้แก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ให้มีโอกาสในการทำงานที่เหมาะสมตามศักยภาพ 
  2. การมีอาชีพส่งผลต่อการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้สูงขึ้น โดยการทำงานจะนำมาซึ่งโอกาสในการพัฒนาความสามารถเฉพาะ และสร้างโอกาสในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ภายใต้บรรยากาศการทำงานที่เอื้ออำนวย งานศึกษาจำนวนมากยังพบว่า อาชีพที่มีการแปรผันโดยตรงกับเศรษฐกิจโลก เช่นการทำงานในภาคการส่งออก หรือการผลิตในโรงงานที่เน้นเพื่อการส่งออก รวมไปถึงภาคบริการอย่างเช่นการท่องเที่ยวจะมีโอกาสในการพัฒนาผลิตภาพแรงงานได้มากกว่าอาชีพที่พึ่งพาตลาดในประเทศเป็นสำคัญ
  3.  การมีอาชีพส่งผลต่อการสร้างความเข้มแข็งและสมานสามัคคีในสังคม (Social Cohesion) เนื่องจากการประกอบอาชีพจะนำมาสู่การสร้างเครือข่ายในการทำงาน (Network) ระหว่างกลุ่มคนต่างๆ รวมไปถึงการสร้างอัตลักษณ์เฉพาะของงานนั้นๆ ซึ่งจะส่งผลทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นยินดีที่จะพัฒนาระบบเครือข้ายงานร่วมกัน อันจะทำให้เกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวม


รายงานดังกล่าวได้ระบุข้อมูลทางสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการมีอาชีพในหลายๆ ประเทศซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน เช่น
  • ·   ผู้หญิงกว่าร้อยละ 77 ในประเทศเวียดนามเข้าสู่ตลาดแรงงาน ในขณะที่ ผู้หญิงเพียงแค่ร้อยละ 28 ในปากีสถานเข้าสู่ตลาดแรงงาน

  •     แรงงานเกือบครึ่งหนึ่งของโลก (หรือ ประมาณ 1.5 พันล้านคน) ทำงานในภาคนอกระบบ เช่น ภาคเกษตรกรรม ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่ง (1.6 พันล้านคน) ทำงานในระบบ

  • ·         แรงงานประมาณร้อยละ 39 ของประเทศชิลีทำงานในวิสาหกิจขนาดเล็ก (Micro-enterprise) ในขณะที่ แรงงานของประเทศเอธิโอเปียถึงร้อยละ 97  ที่ทำงานในวิสาหกิจขนาดเล็ก

  • ·         ในรอบ 35 ปี การจ้างงานในบริษัทเอกชนเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าในประเทศเม็กซิโก ในขณะที่การจ้างงานในบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 35 เท่าในประเทศสหรัฐอเมริกา

  • ·          มีแรงงานเด็กถึง 115 ล้านคนที่ทำงานในสถานที่เป็นอันตรายต่อชีวิต และมีแรงงานจำนวนถึง 21 ล้านคนที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ในการที่อัตราการจ้างงานจะคงเดิม จะต้องให้แน่ใจว่ามีแรงงานเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอีก 600 ล้านงาน 

  •       แรงงานที่ทำงานนอกประเทศของตนมีจำนวนทั้งสิ้นถึง 90 ล้านคน ในขณะที่มีวัยรุ่นถึง 621 ล้านคนที่ไม่ได้ทั้งเรียนและทำงาน

ค่าสถิติดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่แต่ละประเทศมีจากการทำงาน แน่นอนว่า การกำหนดนโยบายแรงงานที่มีประสิทธิภาพ (Active Labor Policy) จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศจากการสร้างงานที่ดี มีคุณค่า และเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้น ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องมีการพูดคุยกันอีกยาว ท่านที่สนใจจะอ่านรายงานการพัฒนาประจำปีของธนาคารโลกนี้ก็สามารถ Download ได้จาก www.econ.worldbank.org