การให้สินเชื่อเป็นธุรกรรมที่สำคัญที่สุดของสถาบันการเงินในการนำมาซึ่งรายได้จากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และการขยายโอกาสทางการตลาดของธนาคารไปสู่ลูกค้าในกลุ่มต่างๆ
อย่างไรก็ดี การให้สินเชื่อที่ดียังต้องให้ความสนใจกับการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อให้แน่ใจว่าธนาคารจะได้รับการคืนเงินต้นมาอย่างครบถ้วน
และไม่เกิดปัญหาการเบี้ยวหนี้
อย่างไรก็ดี
แนวคิดการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อจะต้องเกิดขึ้นภายใต้การมี “ระบบการวัดความเสี่ยงด้านสินเชื่อ”
ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้แน่ใจว่าสถาบันการเงินจะสะมารถกำหนดกรอบการเฝ้าระวังและกรอบวงเงินได้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ ที่ผ่านๆ มา สถาบันการเงินเองก็ได้พยายามพัฒนาระบบการวัดความเสี่ยงด้านสินเชื่ออย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าระบบดังกล่าวจะเป็นระบบทั่นสมัยและเชื่อถือได้
งานศึกษาของ
ดร.ปริยดา สุขเจริญสินเรื่อง Credit Risk
Measurement System ได้อธิบายถึงวิวัฒนาการของระบบการวัดความเสี่ยงด้านสินเชื่อ
และตีพิมพ์งานดังกล่าวในวารสาร NIDA Economic Review ในฉบับที่
6 เล่มที่ 2
โดยได้สรุปว่าวิวัฒนาการของการวัดความเสี่ยงด้านสินเชื่อสามารถแบ่งได้เป็น 3
ช่วงด้วยกัน
วิวัฒนาการแรกเริ่มจะเป็นระบบการประเมินจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นสำคัญ
โดยวิธีการแบบนี้แน่นอนว่า ง่ายและสะดวกในการใช้งาน แต่การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญแต่เพียงอย่างเดียวจะมีแนวโน้มที่จะเป็นแนวคิดแบบ
Subjective โดยการประเมินอาจมีอคติในแง่ลบกับผู้กู้ได้
วิวัฒนาการต่อมาจะเป็นการประเมินโดยเริ่มใช้อัตราส่วนทางบัญชีที่สำคัญจากงบการเงินของผู้กู้เข้ามาวิเคราะห์
ซึ่งจะทำให้แนวทางประเมินเริ่มมีความเป็นรูปธรรมและมีตัวชี้วัดที่แน่นอนมากยิ่งขึ้น
โดยดัชนีทางการเงินที่สำคัญมีทั้งสิ้น 6 ตัวได้แก่ cash flow to
total debt, net income to total assets, current plus long-term liabilities to
total assets, working capital to total assets, current ratio, และ no-credit interval
แต่อย่างไรก็ดี การประเมินแบบนี้ยังมีจุดด้อยที่ไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าของตัวเลขทางบัญชีนั้นว่ามีลักษณะของการกำหนดมูลค่าตามตลาดมากน้อยเพียงใด
ซึ่งผลการคำนวณดัชนีที่ได้จึงอยากมีการบิดเบือนไปบ้าง
จากนั้น
จึงมีการพัฒนาแบบจำลองเชิงทฤษฎีซึ่งให้มาตรวัดความเสี่ยงด้านเครดิตที่น่าเชื่อถือ โดยวิวัฒนาการล่าสุดของการวัดความเสี่ยงด้านเครดิตได้ให้ความสนใจกับความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของการให้สินเชื่อในระดับพอร์ตโฟลิโอ
ซึ่งช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การคำนวณในลักษณะนี้สามารถแก้ไขจุดอ่อนของการคำนวณก่อนหน้านี้ที่ใช้แค่อัตราส่วนการบัญชีเนื่องจาก
แบบจำลองทางทฤษฎีจะนำมูลค่าของหุ้นเข้ามาคำนวณ ซึ่งมูลค่าดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้สมมติฐานของการมองไปข้างหน้า
(Forward-Looking) จึงทำให้เป็นมูลค่าที่สามารถนำมาคาดการณ์สถานะของผู้กู้ในอนาคตได้ดี
นอกจากนี้ยังสามารถใช้ราคาปัจจุบันมาคำนวณหาความเป็นไปได้ของหนี้เสียได้และยังสามารถทำการปรับเปลี่ยนราคาในแบบจำลองได้ตลอดเวลา
ซึ่งทำให้แบบจำลองมีความทันสมัยและเป็นเครื่องมือในการวัดความเสี่ยงด้านสินเชื่อได้ดี
อย่างไรก็ดี
แบบจำลองล่าสุดเองก็ยังไม่สามารถทำการประเมินถึงความเสี่ยงได้ในทุกกรณี โดยเฉพาะการขาดแคลนข้อมูลทางด้านความเสี่ยงทางการเงินของแต่ละผู้กู้
ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลเหล่านี้อย่างครบถ้วน
