26 สิงหาคม 2556

แก้ปัญหาการจ้างงานด้วย “องค์กรแห่งความสุข”

ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า องค์กรภาคธุรกิจในบ้านเรากำลังประสบกับปัญหาทางด้านการว่าจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็น ทักษะแรงงานที่ไม่สูงพอกับที่นายจ้างต้องการ การปรับขึ้นของค่าจ้างขั้นต่ำที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน จนส่วนหนึ่งต้องเลือกที่จะปลดคนงานออก จนไปถึงการเปลี่ยนแปลงของคุณลักษณะทางประชากรที่ในปัจจุบันแรงงานส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม Gen Y ที่เป็นกลุ่มที่ชอบความท้าทาย อยากเป็นเจ้าของกิจการ อยู่ไม่ทน และชอบที่จะเปลี่ยนงานบ่อยๆ รวมไปถึงปัญหาความขัดแย้งในที่ทำงานขององค์กรนั้นๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ล้วนจะเป็นประเด็นที่ท้าทายในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรที่จะทำอย่างไรถึงจะสามารถสร้างแรงงานที่มีความมุ่งมั่นในการทำงาน ไม่เปลี่ยนงานบ่อย มีความรักต่อองค์กร ตั้งใจทำงาน อันส่งผลทำให้องค์กรนั้นๆ มีผลิตภาพที่สูงขึ้น



งานศึกษาวิจัยในสาขาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ได้ศึกษาถึงความสำคัญของการสร้างความสุขในสถานที่ทำงาน (หรือ Happy Workplace) โดยอธิบายว่าการสร้างความสุขในองค์กรสามารถทำได้โดยองค์กรต้องมีการส่งเสริม การเป็นอยู่ของพนักงานก่อนเป็นสำคัญ โดยส่งเสริมให้พนักงานได้ทำงานตามความต้องการของพนักงาน โดยจัดให้พนักงานได้ทำงานที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความเป็นตัวตนของพนักงาน การศึกษาของ จุฑามาส แก้วพิจิตร และวิชัย อุตสาหจิต (2556) ได้อธิบายลักษณะขององค์กรแห่งความสุขที่มีผลทำให้ความเหลื่อมล้ำภายในองค์กรลดลง โดยมี 10 ลักษณะดังต่อไปนี้

1)                        การตอบสนองความต้องการพื้นฐาน
การตอบสนองความต้องการพื้นฐานของพนักงานในองค์กรแห่งความสุข ในขั้นต่ำองค์กรจะต้องจ่ายค่าตอบแทนและจัดสวัสดิการต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดให้กับพนักงาน นอกเหนือจากนั้นองค์กรจะจัดหาสวัสดิการอื่นๆ เพื่อให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การจัดหารถรับส่งพนักงานตามจุดต่างๆ ระหว่างบ้านพักพนักงานถึงที่ทำงานและการจัดบ้านพักพนักงานเพื่อรองรับพนักงานที่มาจากต่างจังหวัด เป็นต้น

2)                        การพัฒนาความรู้ความสามารถ
ต้องมีเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงานให้มีประสิทธิภาพ เช่นอาจมีการเตรียมพนักงานเพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาทักษะภาษาสำหรับการเกิดประชาคมอาเซียนในปี 2558  หรือการพัฒนาทักษะไอทีสำหรับเทคโนโลยีทีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  

3)                        สัมพันธภาพ
การสร้างสัมพันธภาพที่ดีในที่ทำงานทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่งจะส่งผลทำให้ความสุขในการทำงานของพนักงานเพิ่มขึ้นซึ่งนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงาน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 วิธี คือ (1) การทำกิจกรรมร่วมกันซึ่งเป็นช่องทางให้พนักงานได้สื่อสารพูดคุยและเข้าใจกัน (2) การใช้สรรพนามแทนกันโดยส่งเสริมให้พนักงานเรียกแทนตัวเองและบุคคลด้วยชื่อ ไม่ใช้คำหยาบคายเพื่อลดความขัดแย้งของ (3) การหลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยลดการพูดคุยถึงประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ ศาสนา และการเมือง (4) การสื่อสารด้วยความจริงใจอย่างตรงไปตรงมา

4)                        การสร้างการยอมรับ
การได้รับการยอมรับจะทำให้พนักงานกล้าแสดงความรู้ ความสามารถของซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 3 วิธี คือ (1) การยอมรับในสิ่งที่พนักงานเป็นและการยอมรับความผิดพลาดของพนักงาน (2) การรับฟังความคิดเห็นของพนักงานซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความรู้และความสามารถ (3) การให้เกียรติพนักงาน

5)                        การบริหารจัดการ
การบริหารจัดการที่ดีในองค์กรแห่งความสุขมีลักษณะที่สำคัญ คือ (1) การกำหนดเป้าหมายในการทำงานขององค์กรและพนักงานต้องมีความสอดคล้องกัน (2) โครงสร้างองค์กรต้องมีลำดับชั้นน้อยเพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงผู้บริหารได้ง่าย (3) ให้ความสำคัญกับฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ของบริษัท (4) มีการกำหนดกติกากลุ่มในการอยู่ร่วมกัน (5) พนักงานได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการทำกิจกรรม (6) มีการจัดการบนพื้นฐานของความเข้าใจพนักงานที่ดี (7) มีการให้โอกาสพนักงานได้แก้ตัวในความผิดพลาดของตนเอง (8) เน้นความโปร่งใสในการบริหารงาน

6)                        การสร้างวัฒนธรรมองค์กร
วัฒนธรรมการทำงานที่ทำให้พนักงานมีความสุขควรเป็นวัฒนธรรมแห่งการสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการทำงานที่สร้างความสำเร็จ พัฒนาความรู้ ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ มีบรรยากาศของการทำงานเป็นทีมช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และสร้างความผูกพันเหมือนเป็นพี่เป็นน้อง เป็นครอบครัวเดียวกัน  

7)                        การสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงาน
สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี ควรเอื้อให้คนในองค์กรสามารถทำงานได้อย่างสะดวก สบาย และปลอดภัย และส่งเสริมไม่ให้เกิดบรรยากาศของความเคร่งขรึมมากเกินไป

8)                                    ภาวะผู้นำ
ภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อความสุขของพนักงานมีลักษณะที่สำคัญ คือ (1) ต้องเป็นต้นแบบที่ดีให้พนักงานทุกคนปฏิบัติตามได้ (2) รู้จักและเข้าใจพื้นฐานของพนักงานแต่ละคนได้เป็นอย่างดี (3) เห็นความสำคัญของพนักงานโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อพนักงานทุกครั้งที่มีการตัดสินใจที่จะดำเนินการใดๆ (4) สามารถเข้าถึงได้ง่าย (5) ให้ความช่วยเหลือในเรื่องการทำงานและเรื่องส่วนตัวของพนักงาน

9)                        ความรับผิดชอบต่อสังคม
ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรแห่งความสุขแบ่งเป็นหลายระดับตั้งแต่ระดับน้อยที่สุดที่ควรรับผิดชอบต่อลูกค้าและพนักงานจากนั้นจึงขยายไปสู่ชุมชนและสังคม

10)                    การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
องค์กรแห่งความสุขมีการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน 3 รูปแบบ คือ (1) การตกแต่งอาคารสถานที่ โดยสร้างอาคารสีเขียว คือ การออกแบบ การตกแต่งอาคารสถานที่ด้วยการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการตกแต่งพื้นที่ให้มีสีเขียว มีอุณหภูมิ แสงแดด ที่เหมาะสม (2) การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการใส่ใจกระบวนการผลิตที่ไม่ทำให้เกิดมลพิษทางด้านต่างๆ (3) การส่งเสริมความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมต่อพนักงานและบุคคลทั่วไป

จากลักษณะขององค์กรแห่งความสุขทั้ง 10 ลักษณะข้างต้นนั้นจะส่งผลทำให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข สามารถลดความเหลื่อมล้ำหรือข้อขัดแย้งในองค์กรได้ ซึ่งรวมไปถึงความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และความเหลื่อมล้ำที่ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างพนักงาน แรงงานที่ทำงานในองค์กรแห่งความสุขจะมองค่าตอบแทนเป็นเพียงปัจจัยรองในการทำงาน แต่ให้ความสำคัญกับความสุขในการทำงาน และรู้สึกว่าการมาทำงานในองค์กรนั้นเปรียบเสมือนเป็นบ้านหลังที่สองของพวกเขา  

ที่มา  - จุฑามาศ แก้วพิจิตร และ วิชัย อุตสาหจิต (2556) องค์การแห่งความสุขกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม”, วารสารพัฒนบริหารศาสตร์, 53(1): 67-102