บทความก่อนหน้านี้ได้อธิบายถึงงานวิจัยทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในแต่ละมิติ โดยจะเห็นได้ว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้สัมฤทธิ์ผลจำเป็นต้องมีรูปแบบการกำหนดนโยบายในหลายระดับ บทความของผมเรื่อง "เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับการพัฒนาประเทศไทย" ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสาร NIDA Economic Review ฉบับที่ 7 เล่มที่ 1 ได้นำสิ่งที่ค้นพบในงานศึกษาอื่นๆ ก่อนหน้านี้มาวิเคราะห์และได้นำเสนอเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Recommendation) ในมิติต่างๆ ดังนีั
1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับรูปแบบการพัฒนาประเทศ
1.1 ควรสร้างความเป็นองค์รวมในเศรษฐกิจสร้างสรรค์
การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ควรกำหนดกรอบของอุตสาหกรรมให้เป็นองค์รวมโดยควรครอบคลุมไปถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกประเภทที่
• เป็นกิจกรรมการผลิตที่ใช้ฐานความรู้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้เก่า (หรือความรู้ดั้งเดิม) หรือความรู้ใหม่ และ
• สามารถต่อยอด/ประยุกต์ความรู้นั้นไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
ดังนั้น ขอบเขตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงควรครอบคลุมมากกว่า 15 อุตสาหกรรมย่อยที่กำหนดโดยภาครัฐตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น แต่สามารถครอบคลุมได้ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ เช่น การพัฒนาสายพันธุ์การผลิตใหม่ๆ ในภาคการเกษตร การให้ความสำคัญกับกระบวนการออกแบบในการผลิตภาคอุตสาหกรรม และ การใช้เทคโนโลยีหรือซอฟต์แวร์สมัยใหม่ในภาคบริการ เป็นต้น ทั้งนี้ ภาครัฐยังควรที่จะนำการลงทุนในวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชั้นสูงมารวมเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการลงทุนที่จะส่งผลต่อความยั่งยืนในการพัฒนาประเทศมากกว่า
1.2 สร้างแบ่งหน้าที่และความร่วมมือกันจากทุกภาคส่วนราชการ
เนื่องจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถูกยกให้อยู่ในบริบทหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในฉบับปัจจุบัน (ฉบับที่ 11) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงอยู่ในความรับผิดชอบของ “ทุกกระทรวง” โดยความรับผิดชอบในระดับกระทรวงดังกล่าวอาจอยู่ในรูปแบบของการผลิตรายสาขา เช่น กระทรวงวัฒนธรรมที่ดูแลทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ดูแลทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ดูแลทางด้านการเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรมที่ดูแลทางด้านอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดูแลทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ดูแลทางด้านโทรทัศน์และวิทยุ และกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลทางด้านการแพทย์แผนไทย
1.3. เน้นพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับท้องถิ่น
เนื่องจากประเทศไทยยังคงมีช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างเมืองและชนบทค่อนข้างมาก นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภาพรวมจึงยังควรให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างดังกล่าว โดยการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับท้องถิ่น เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์มักมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นและกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองมากกว่าเขตชนบท (โดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ประเภทการออกแบบ สื่อ/สิ่งพิมพ์ โฆษณา) การนำเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน (Creative Rural Economy) และนำมาพัฒนาศักยภาพของสังคมโดยสร้างโอกาสกับแรงงานที่ด้อยโอกาสเช่น แรงงานสตรีและคนชรา จึงเป็นนโยบายที่ขาดไม่ได้ ทั้งนี้การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในชุมชนโดยบริหารจัดการในรูปแบบของวิสาหกิจจะช่วยในการถ่ายทอดความรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในสังคมจะช่วยสร้างความยั่งยืนของโครงการ ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับชุมชนสามารถกระทำได้จาก 1) การพัฒนาจากเชิงของพื้นที่ (Area-Base) อันได้แก่การใช้ทรัพยากรที่แต่ละท้องถิ่นมีอยู่ (เช่นทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ทะเล/ภูเขาประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรม) เป็นจุดเริ่มต้น ดังเช่นในกรณีของตลาดน้ำอัมพวา หรือ 2) การพัฒนาจากเชิงสินค้า โดยแต่ละท้องถิ่นจำเป็นต้องผลิตสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและเป็นตัวแทน (Logo) ของในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ ดังเช่นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)หรือกรณีของมูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร การยึดจุดใดจุดหนึ่งดังกล่าวนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาสินค้า/บริการในชุมชนและสร้างวิสาหกิจสร้างสรรค์ในระดับท้องถิ่นจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาสังคมในระดับชุมชนควบคู่กันไป โดยทางปฏิบัติแล้ว การพัฒนาโดยใช้จุดเริ่มต้นจาก Area-Base จะค่อนข้างง่ายกว่าการพัฒนาจากเชิงสินค้าเนื่องจากชุมชนได้ใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วเช่น วัฒนธรรมหรือสภาพแวดล้อม (ทะเล ภูเขา) มาเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งจะง่ายกว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
นอกจากลักษณะของการผลิตสินค้า/บริการที่สร้างสรรค์ในแต่ละชุมชนแล้ว กระทรวงมหาดไทยอาจกำหนดให้แต่ละชุมชน (อาจจะในลักษณะของรายจังหวัด) คิดรูปแบบการมีตัวการ์ตูนที่เป็นสัญลักษณ์ของแต่ละจังหวัดเพื่อให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละจังหวัดได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยตัวการ์ตูนนั้นอาจเชื่อมโยงไปกับนิทานหรือวัฒนธรรมพื้นบ้านเช่น พระอภัยมณี ในจังหวัดระยอง เชื่อมโยงไปกับทีมกีฬา เช่น ตัวการ์ตูนของทีมฟุตบอลอาทิ ตัวการ์ตูนฉลามในจังหวัดชลบุรี หรืออาจเชื่อมโยงไปสู่ผลิตภัณฑ์/เทศกาลหลักของแต่ละจังหวัด เช่น มนุษย์ข้าวหลาม มนุษย์แตงโม หรือมนุษย์บุญบั้งไฟ เป็นต้น การสร้างเอกลักษณ์โดยใช้ตัวการ์ตูนนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในประเทศญี่ปุ่น เช่น ตัวการ์ตูนเฮลโลคิตตี้(Hello Kitty) ที่เรียกได้ว่าเป็นตัวการ์ตูนของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว หรือโดเรมอน อัลตร้าแมน และตัวกวางที่เมืองนารา ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและการท่องเที่ยวของประเทศญี่ปุ่นได้เป็นอย่างมาก
1.4. การเก็บข้อมูลและสร้างระบบฐานข้อมูลของเศรษฐกิจสร้างสรรค์
จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังขาดฐานข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์อยู่มากไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลของเศรษฐกิจสร้างสรรค์บางประเภท เช่น ดนตรีการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมธุรกิจอาหารไทยธุรกิจแพทย์แผนไทยอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ซึ่งส่งผลทำให้การประมาณการขนาดของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อาจไม่สอดคล้องกับค่าในความเป็นจริง การสำรวจความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (ซึ่งจากเดิมมีเพียงแค่ในภาคอุตสาหกรรม) ซึ่งสามารถดำเนินการโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ และตัวเลขการค้าสินค้าในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ทั้งที่ผ่านกระบวนการศุลกากรและไม่ได้ผ่านกระบวนการศุลกากร เช่น E-Commerce) ที่สามารถจัดเก็บได้โดยกรมศุลกากรนอกจากนี้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังประกอบไปด้วยหน่วยงานอิสระต่างๆ เช่น สมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติสมาคมสิ่งทอสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติสำนักงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติและสำนักพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นต้น การจัดเก็บข้อมูลรายบริษัทที่สามารถนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตัวเลขสถิติที่แม่นยำ ถูกต้อง และทันสมัยมีความสำคัญต่อภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินนโยบาย สนับสนุน ตัดสินใจ และออกมาตรการต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
2. ข้อเสนอแนะด้านกระบวนการขับเคลื่อนในเศรษฐกิจสร้างสรรค์
2.1. เพิ่มศักยภาพในด้านการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรสร้างสรรค์
การลงทุนในการวิจัยและการพัฒนาในภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะในภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยภาครัฐยังคงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้สร้างนวัตกรรม ซึ่งแตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วที่ภาคเอกชนจะมีบทบาทในการเป็นผู้สร้างนวัตกรรมมากว่า ทั้งนี้เนื่องจากผู้ประกอบการยังไม่มีแรงจูงใจในการลงทุนทางด้านนวัตกรรมเพียงพอและยังไม่สามารถปรับตัวให้หลุดพ้นจากการเป็นผู้รับจ้างผลิตจากการใช้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูก การสร้างแรงจูงใจทางอ้อม เช่น การลดหย่อนภาษี การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคอุตสาหกรรมการสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถนำงานสร้างสรรค์มาเป็นหลักทรัพย์ในการขอกู้จากสถาบันการเงินเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสนับสนุนการลงทุนในนวัตกรรมของภาคเอกชนไทย
นอกจากนี้ เมื่อสังเกตจากตัวเลขการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญายังพบว่า ประเทศไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับการนำงานที่คิดค้น/สร้างสรรค์ออกมาเข้าสู่วงจรทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นการเสียโอกาสในการนำงานที่คิดค้นไปแสวงหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ในอนาคต เป็นสิ่งจำเป็นที่วิสาหกิจเอกชนไทยจะต้องสร้างความเข้มแข็งจากการปรับโครงสร้างองค์กรไปสู่การเป็น “องค์กรสร้างสรรค์” (Creative Enterprise) มากขึ้น
2.2. ใช้ประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศและการเปิดเขตการค้าเสรี
เนื่องจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ การกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจาการค้าระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมและชุมชนผ่านช่องทางการค้าระหว่างประเทศ โดยหากพิจารณาในด้านของการขยายตัวทางเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลควรกำหนดยุทธศาสตร์โดยเน้นการส่งออกสินค้าและบริการสร้างสรรค์ในกลุ่มงานสื่อสิ่งพิมพ์และในกลุ่มการแสดงออกทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม และให้ความสำคัญกับการนำเข้าสินค้าและบริการในกลุ่มการออกแบบ กลุ่มการแสดงออกทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม และกลุ่มงานศิลปะ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก่อให้เกิดการต่อยอดทางความคิดและก่อให้เกิดการปรับปรุงสินค้าให้มีเอกลักษณ์และช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าที่ผลิตต่อในประเทศ โดยการส่งออกและนำเข้าสินค้า/บริการสร้างสรรค์เหล่านี้พบว่า มีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา อย่างไรก็ดี การกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายที่เหมาะสมของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ยังจำเป็นต้องพิจารณาถึงศักยภาพและความสามารถในด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน
นอกจากนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะได้มีส่วนร่วมในข้อตกลงทางการค้าเสรีทั้งในด้านการค้าสินค้าและในด้านการค้าบริการอย่างมากมาย แต่มาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทยยังคงมีอยู่ ประเทศไทยจึงควรปรับลดมาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจบริการ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากข้อกำหนดในกฎหมายภายในประเทศและขอบเขตของข้อผูกพันต่างๆ ที่ประเทศไทยได้ผูกพันไว้
ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการได้รับประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศอย่างเต็มที่ ผู้กำหนดนโยบายของประเทศไทย ควรพิจารณาปรับลดกฎเกณฑ์และมาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุนที่เคยเป็นอุปสรรค เพื่อเปิดรับการนำเข้าสินค้าและบริการสร้างสรรค์และการลงทุนจากต่างประเทศ ที่จะมีส่วนช่วยให้เกิดการต่อยอดทางความคิดเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าสร้างสรรค์ไทย และยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมไทย นอกจากนี้ ผู้กำหนดนโยบายของประเทศไทย ยังควรพิจารณาถึงมาตรการสนับสนุนที่ช่วยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยได้รับการพัฒนาและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
3. ข้อเสนอแนะด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์
3.1. ดำเนินนโยบายการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
จากผลของการเปิดกว้างในโอกาสทางด้านการศึกษาในปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ขาดแคลนปริมาณบุคลากรจากรั้วมหาวิทยาลัยมากนัก แต่ขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะขั้นกลางสำหรับปฏิบัติการจากระดับอาชีวศึกษา ทั้งนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจและให้การสนับสนุนในการเพิ่มปริมาณบุคลากรและนักศึกษาในระดับอาชีวศึกษาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะแรงงานทักษะฝีมือสาขาช่างซึ่งเป็นสาขาที่ขาดแคลนมากในปัจจุบันนอกจากการออกแบบสร้างสรรค์โดยทั่วไปแล้ว แรงงานทักษะทางช่าง (เช่นผู้ผลิตอัญมณีในโรงงาน ช่างไม้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ หรือช่างพิมพ์ในโรงพิมพ์) เป็นสาขาที่ขาดแคลนเป็นอย่างสูงในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการเพิ่มปริมาณในสาขาดังกล่าว
ในด้านคุณภาพ การขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพและมีทักษะเชิงสร้างสรรค์เป็นปัญหาอีกประการหนึ่ง สาเหตุสำคัญเกิดจากการที่ตลาดแรงงานมักมีความต้องการที่หลากหลาย (Heterogeneous Labor Demand) และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในขณะที่หลักสูตรการสอน (และทักษะของผู้สอน) ในสถาบันการศึกษาไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการดังกล่าว ทั้งนี้ภาคการศึกษาควรกำหนดหลักสูตรที่มีความหลากหลายในลักษณะของสหวิชา (Multi-Discipline) และสร้างกระบวนการสอนที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยถึงแม้ว่า ทักษะในเชิงวิชาชีพที่ได้จากการศึกษาในระดับของอาชีวะและมหาวิทยาลัยจะมีบทบาทสำคัญกว่าระดับพื้นฐานสำหรับการพัฒนาบุคลากรในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็ตาม แต่ทว่าการเน้นพัฒนาพื้นฐานในการศึกษาขั้นพื้นฐาน (BasicEducation) เช่น ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาก็มีส่วนสำคัญเช่นเดียวกันสำหรับการสร้างฐานความรู้พื้นฐาน (Cognitive Skill)และทักษะด้านอารมณ์และสังคม (Non-Cognitive Skill)ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจในการผลิตผลงานที่มาจากความคิดสร้างสรรค์ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ การส่งเสริมระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันเป็นการสร้างระบบการเรียนตั้งแต่แรกเกิด (จากครอบครัว) ไปสู่การเรียนรู้จากการฝึกอบรมในระหว่างการทำงาน (On-the-Job Training) เป็นกระบวนสำคัญในระบบการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานในการเตรียมความพร้อมของบุคลากรไทยต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งนี้การมีหลักสูตรการฝึกอบรมที่มีรูปแบบคุณลักษณะที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติที่มีการออกใบรับรองแก่ผู้ที่เข้าทำการฝึกอบรมอันเป็นที่ยอมรับแก่นายจ้างซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณา เนื่องจากในปัจจุบันนายจ้างหลายรายยังไม่ยอมรับหลักสูตรการฝึกอบรมที่จัดโดยภาครัฐ
3.2. การสร้างความมุ่งมั่นและพลังขับเคลื่อนในสังคมไทย
สังคมไทยจำเป็นต้องมีการสร้างความมุ่งมั่นและพลังขับเคลื่อน ในทุกระดับในเชิงของขนาดแล้ว การสร้างความมุ่งมั่นในระดับบุคคลและในระดับองค์กรจะสามารถทำได้ง่ายกว่าในระดับสังคมและประเทศ ประกอบกับค่านิยมของคนไทย ซึ่งมีบริบทที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในบริบทสังคมไทยเรื่องการรักษาหน้าของทั้งตนเองและผู้อื่นอาจส่งผลทำให้คนไทยไม่ค่อยกล้าเสนอความคิด กลัวความผิดพลาด จึงทำให้ลังเลที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีผู้ที่มีอาวุโสในทางวัยวุฒิ คุณวุฒิ หรือตำแหน่งอยู่ด้วยแล้ว ความมุ่งมั่นและพลังขับเคลื่อนที่จะเสนอความคิดใหม่ๆ ยิ่งถูกลดทอน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการถกเถียงพูดคุยและหาทางออกใหม่ๆ ร่วมกันซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ดี การส่งเสริมให้คนเรียนรู้ในด้านจิตสาธารณะยังสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความมุ่งมั่นและพลังขับเคลื่อนให้กับคนไทยในหลากหลายบริบท รวมไปถึงการที่คนไทยเชื่อในการพึ่งพาอาศัยกันและชอบอะไรที่สนุกสนาน ดังนั้นหากมีการสอดแทรกความสนุกสนานในการทำกิจกรรต่างๆ ให้เห็นว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่สนุก และเชื่อมโยงสู่ความสำเร็จที่ชัดเจนก็จะช่วยให้นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปถึงที่หมายเร็วขึ้น
นอกจากนโยบายในแต่ละด้านแล้ว การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการติดต่อสื่อสาร ยังมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตัวอย่างของโครงสร้างพื้นฐานในการติดต่อสื่อสาร ได้แก่ การมีโครงข่ายโทรคมนาคมการสื่อสารที่สามารถเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ของประเทศในราคาที่สมเหตุสมผลการมีห้องสมุดทั้งในรูปแบบของกระดาษและห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์การมีระบบการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์(Logistic) ที่ดี เป็นต้น นอกจากนี้ การสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคม เพื่อให้สมาชิกในสังคมมีความคิดที่เปิดกว้าง และมีการแลกเปลี่ยนทางความคิด ตลอดจนการยอมรับความเห็นที่แตกต่าง ตัวอย่างเช่น การมีห้องสมุดพิพิธภัณฑ์แหล่งการเรียนรู้แบบใหม่โดยใช้ประโยชน์จากโครงข่ายอินเตอร์เน็ต และมีเครือข่ายความร่วมมือของผู้ประกอบการยังเป็นปัจจัยพื้นฐานทางสังคมที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย
