จากที่ทราบกันดีว่า ประเทศไทยกำลังก้าวย่างเข้าไปสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ
(Old-Age
Society) ในเร็ววันอันใกล้
ในขณะที่อัตราการเกิดของประชากรไทยก็ลดน้อยถอยลงไปทุกวัน
แน่นอนว่าการสร้างวินัยในการทางออมย่อม
โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครอง หรือมีฐานะยากจนจึงเป็นนโยบายระดับชาติที่มีความสำคัญ
อย่างที่เราทราบกันดีว่า การลงทุนกับการออม (Investment
and Saving) แท้ที่จริงแล้วก็คือเรื่องเดียวกัน
ครอบครัวที่มีการวางแผนการลงทุนทางการเงินที่ดี
ก็ย่อมเป็นครอบครัวที่สร้างระบบวินัยทางการออมที่ดีด้วยเช่นกัน ดังนั้นถ้าเราจะวิเคราะห์เพื่อศึกษาถึงวิธีการสร้างระบบการออมของคนในประเทศ
เราก็สามารถศึกษาจากพฤติกรรมการลงทุนของเขาได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ในมิติของการพัฒนาประเทศ
การศึกษาระบบการออมและพฤติกรรมการลงทุนสำหรับคนที่มีฐานะยากจนจึงมีความสำคัญเพื่อให้เข้าใจถึงโอกาสในการสร้างระบบการออมของคนเหล่านี้เพื่อให้สามารถดำรงชีพได้อย่างเหมาะสม
งานศึกษาของรองศาสตราจารย์
พรเพ็ญ วรสิทธา ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสาร NIDA Economic Review ฉบับที่
2 ปี พ.ศ.2555 ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการออมเงินและการซื้อหวยของคนยากจนที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน
4,000 ตัวอย่าง
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะวิเคราะห์ว่าจะสามารถสร้างระบบเครื่องมือการออมที่เชื่อมโยงมาจากการซื้อหวยนี้ได้หรือไม่
ผลจากการศึกษาพบว่า การซื้อหวยเป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยร้อยละ
75.83 ระบุว่าตนได้มีการซื้อหวย (ทั้งใต้ดินและบนดิน) อย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งผลได้นี้แสดงว่าครัวเรือนที่มีฐานะบากจนของไทยจริงๆ
แล้วก็มีความสามารถในการลงทุนที่ดีในระดับหนึ่ง โดยประมาณร้อยละ 48.68
เชื่อในเรื่องของการตีความตัวเลขจากความฝันหรือเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในขณะที่ประมาณร้อยละ
14.25 ระบุว่าโดยรวมแล้ว ตนได้รับผลตอบแทนที่เป็นบวกจากการซื้อหวย ดังนั้น “พฤติกรรมการลงทุนในหวย”
เหล่านี้จึงเปรียบเสมือนกับทั้งเป็นการบริโภค (Consumption) ที่สร้างความสุขจากการ
“ได้ลุ้น” ในทุกๆ 15 วันแล้ว การซื้อหวยก็ยังสามารถเปรียบเสมือนกับ “การลงทุน” ให้ผลตอบแทนที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับเงินที่ลงทุนไป
ซึ่งเข้าข่ายว่า High Risk High Return ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นงานศึกษาชิ้นนี้จึงวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนะเครื่องมือทางการเงินแบบใหม่
(New
Financial Instrument) ที่สร้างมาจากพฤติกรรมการซื้อหวยของผู้มีรายได้น้อยของประเทศ
โดยเสนอให้มีหน่วยงานจัดตั้งใหม่ เริ่มทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการกองทุน” (Fund
Manager) ในการนำเงินที่ได้รับจากหวยเหล่านั้นไปลงทุนในตลาดการเงินสำหรับการออมในระยะยาว
แทนที่จะนำเงินมาใช้เพื่อช่วยเหลือคนจนอย่างที่เคย
การนำเงินไปลงทุนในตลาดการเงินระยะยาว
นอกจากจะเป็นการช่วยสร้างระบบการออมในระยะยาวแก่คนจนแล้ว
ยังเป็นการช่วยในการจัดสรรรายได้ (Income Redistribution) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการดึงเงินจากคนที่มีฐานะร่ำรวยมาสู่คนจน เครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่นี้สามารถนำมาทดแทนระบบหวยแบบเดิมๆ
ได้โดยกำหนดการบริหารจัดการที่คล้ายคลึงกับการทำกองทุนรวม (Mutual Fund) โดยกำหนดปริมาณการซื้อขั้นต่ำ และกำหนดโอกาสในการถูกหวยและความถี่ในการจ่ายที่เหมือนกับรูปแบบล็อตเตอร์รี่
โดยทั่วๆ ไป แต่ผู้ซื้อหวยจะยังคงได้รับผลตอบแทนมากขึ้นจากเงินปันผลในกองทุนรวมเมื่อเขาเหล่านั้นมีอายุ
60 ปีขึ้นไป โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุนรวมที่มีจากเงินหวยนั้นควรเป็นหน่วยงานของภาครัฐ
หรือมาจากธนาคารของรัฐซึ่งมีความเชียวชาญในการเข้าถึงกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยซึ่งได้แก่
1) ธนาคารออมสิน หรือ 2) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
การสร้างเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่นี้ค่อนข้างทำการระดมทุนได้ง่าย
เพราะการซื้อหวยถือว่าเป็นกิจกรรมยอดฮิตของผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทยอยู่แล้ว
และน่าจะเป็นระบบการเงินรูปแบบใหม่ที่ภาครัฐสามารถที่จะสร้างระบบการออมที่เชื่อมโยงมาจากการซื้อหวยและส่งเสริมการออมในระยะยาวของคนจนกลุ่มนี้ได้
