ในวันที่ 5
มิถุนายนที่จะถึงนี้เป็น “วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day)” ซึ่งได้รับการสถาปนาขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2515 หรือเมื่อราว 42 ปีที่ผ่านมาจากการประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อม
(UN Conference on the Human Environment) ณ กรุงสตอกโฮม
ประเทศสวีเดน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมพิจารณาหามาตรการในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ
ที่แต่ละประเทศสมาชิกกำลังประสบอยู่อย่างเร่งด่วน และให้โลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมุ่งรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อชะลอการเกิดภาวะเรือนกระจกหรือวิกฤตการโลกร้อน
อย่างไรก็ตาม
ระยะเวลา 42 ปีที่ผ่านกลับยังคงเห็นผลที่ตรงกันข้ามเนื่องจากเศรษฐกิจและสังคมที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วอันส่งผลต่อเนื่องมาสู่การทำลายสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีโครงการก่อสร้างอาคารใหม่ๆ ขึ้นเป็นจำนวนมาก
โดยอาคารคอนกรีตเหล่านั้นนอกจากจะต้องใช้พลังงานอย่างมหาศาลเพิ่มขึ้นในตัวอาคารแล้วแล้ว
ภายนอกอาคารเองยังมีการดูดซับพลังงานความร้อนไว้ในตัวอาคารอันส่งผลต่อเนื่องมาสู่บรรยากาศภายนอกที่ร้อนขึ้นตามมา
ในทุกวันนี้
วงการสถาปนิกเริ่มให้ความสำคัญของการการออกแบบอาคารใหม่ๆ ให้มีลักษณะของการเป็น “อาคารสีเขียว (Green Building) มากขึ้น โดยอาคารที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นอาคารเขียวนั้นจำเป็นต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่จัดตั้งโดยสภาอาคารเขียวสหรัฐ
(US Green Building Council) ที่มีชื่อว่ามาตรฐาน LEED
(Leadership in Energy and Environmental Design) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่มีการประเมิน
6 ด้าน ได้แก่
1) ที่ตั้งความยั่งยืน (Sustainable sites), 2) ประสิทธิภาพของการใช้น้ำ (Water
efficiency), 3) พลังงานและบรรยากาศ (Energy
and atmosphere)} 4) วัสดุและแหล่งทรัพยากร (Material
and resources), 5)
คุณภาพของสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร (Indoor
environmental Quality) และ, 6) นวัตกรรมและการปฏิบัติการ (Innovation and Operations) โดยปัจจุบันในประเทศไทยได้มีอาคารเขียวที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน LEED นี้ 6 อาคารได้แก่ The Energy Complex, Park Venture Ecoplex, K-Bank Learning Centre,
HSBC Green Library, SCG Building 5 (SCT) และ SCG Head
Office ตึก 1 และ 2
ในมิติทางเศรษฐศาสตร์เองได้เห็นความสำคัญของการประเมินความคุ้มค่าของการก่อสร้างอาคารเขียวว่า
ผลประโยชน์ที่ได้รับส่วนเพิ่มจากอาคารเขียว (Marginal
Benefit) นั้นจะคุ้มค่าต่อต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal Cost) ในการก่อสร้างอาคารเขียวหรือไม่
โดยการวิเคราะห์ดังกล่าวได้มีการศึกษาไว้ในหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทย
งานศึกษาของคุณกมลทิพย์ เพียรพิกุล นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรเศรษฐศาสตร์สำหรับผู้บริหาร
คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนและผลประโยชน์ของการลงทุนก่อสร้างอาคารเขียว (Cost-Benefit Analysis of
Green Building) ในประเทศไทย
โดยถ้าพิจารณาในส่วนของต้นทุน (Cost) พบว่า
ต้นทุนเฉลี่ยในการก่อสร้างอาคารเขียวจะตกประมาณ 40,000
บาทต่อตารางเมตรในขณะที่ต้นทุนในการก่อสร้างเฉลี่ยของอาคารทั่วไปที่ไม่ใช่อาคารเขียวจะอยู่ที่เฉลี่ย
34,000 บาทต่อตารางเมตร (หรือสูงกว่าประมาณร้อยละ 17.6) ซึ่งผลที่ได้นี้แสดงให้เห็นว่า
การลงทุนก่อสร้างอาคารเขียวยังคงมีต้นทุนที่สูงกว่าอาคารที่ไม่ใช่อาคารเขียวอยู่มากพอสมควร
โดยต้นทุนดังกล่าวจะยิ่งสูงขึ้นกับการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ใช้สอยมาก
ในขณะที่ถ้าพิจารณาทางด้านประโยชน์ส่วนเพิ่ม
(Marginal
Benefit) ของอาคารเขียวจะพบว่า ประโยชน์ของอาคารเขียวจำเป็นต้องพิจารณาตลาดช่วงอายุของอาคาร
(Building Life
Cycle) โดยประโยชน์ประการแรกก็คือ
ประโยชน์ในด้านของค่าเช่า (Rent)
ที่เจ้าของอาคารได้รับ โดยจากการศึกษาพบว่า
เจ้าของอาคารเขียวสามารถเก็บค่าเช่าเฉลี่ยได้ถึง 1,000
บาทต่อตารางเมตรซึ่งสูงกว่าค่าเช่าของอาคารที่ไม่ใช่อาคารเขียวถึงร้อยละ 42.9 (700
บาทต่อตารางเมตร)
ผลประโยชน์ประการที่สอง
เจ้าของอาคารเขียวจะสามารถประหยัดต้นทุนพลังงานได้ถึงร้อยละ 59
โดยอาคารเขียวจะใช้ไฟเพียง 91 kWHr/ตารางเมตร/ปี
ในขณะที่อาคารที่ไม่ใช่อาคารเขียวจะใช้ไฟประมาณ 225 kWHr/ตารางเมตร/ปี โดยถ้าวิเคราะห์เป็นค่าอัตราผลตอบแทนภายใน
(Internal Rate of
Return: IRR) การลงทุนอาคารเขียวจะได้รับผลตอบแทน
IRR ประมาณร้อยละ
25 และมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 5 ปี ซึ่งสูงกว่าอาคารทั่วไปที่ไม่ใช่อาคารเขียวที่ได้รับผลตอบแทน
IRR เพียงร้อยละ
7 และมีระยะเวลาในการคืนทุนที่นานกว่าคือ 7 ปี
นอกจากประโยชน์ทั้งสองประการแล้ว
นักเศรษฐศาสตร์ยังให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ภายนอก (External Benefit) หรือประโยชน์ที่ไม่ใช่ทางด้านตัวเงิน
(Non-Monetary
Benefit) ที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในอาคารเขียว
เช่นประโยชน์ในด้านสุขภาพและความพึงพอใจของผู้ทำงานในอาคารสีเขียว
(เปรียบเทียบกับอาคารทั่วไป)
โดยจากการสำรวจข้อมูลจากแบบสอบถามและทำการวิเคราะห์เชิงสถิติเปรียบเทียบระหว่างพนักงานที่ทำงานในอาคารเขียว
(ซึ่งในที่นี้สำรวจที่อาคาร Park
Venture) เปรียบเทียบกับพนักงานที่ทำงานในอาคารใกล้เคียงที่ไม่ใช่อาคารเขียว
(ซึ่งในที่นี้คือตึก All
Season Place) พบว่า พนักงานที่ทำงานในอาคารเขียวจะมีผลิตภาพในการทำงานที่สูงกว่า
มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และมีการอาการเจ็บป่วยจากอาคาร (Sick Building Syndrome)
น้อยกว่าพนักงานที่ทำงานในอาคารทั่วไปที่ไม่ใช่อาคารเขียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ผลที่พบจากการศึกษานี้ได้ข้อสรุปว่า
เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบทางด้านต้นทุนและผลตอบแทนแล้ว
การลงทุนก่อสร้างอาคารเขียวในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ควรได้รับการสนับสนุน
ไม่ว่าจะวิเคราะห์ในมิติความคุ้มค่าของผู้ลงทุนเอง
ไปจนถึงมิติทางด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศในระยะยาว
ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ภาครัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญ
