28 พฤษภาคม 2557

เศรษฐศาสตร์อาคารเขียว (Economics of Green Building)


ในวันที่ 5 มิถุนายนที่จะถึงนี้เป็น “วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day)” ซึ่งได้รับการสถาปนาขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2515 หรือเมื่อราว 42 ปีที่ผ่านมาจากการประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อม (UN Conference on the Human Environment) ณ กรุงสตอกโฮม ประเทศสวีเดน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมพิจารณาหามาตรการในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่แต่ละประเทศสมาชิกกำลังประสบอยู่อย่างเร่งด่วน และให้โลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมุ่งรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อชะลอการเกิดภาวะเรือนกระจกหรือวิกฤตการโลกร้อน

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 42 ปีที่ผ่านกลับยังคงเห็นผลที่ตรงกันข้ามเนื่องจากเศรษฐกิจและสังคมที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วอันส่งผลต่อเนื่องมาสู่การทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีโครงการก่อสร้างอาคารใหม่ๆ ขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยอาคารคอนกรีตเหล่านั้นนอกจากจะต้องใช้พลังงานอย่างมหาศาลเพิ่มขึ้นในตัวอาคารแล้วแล้ว ภายนอกอาคารเองยังมีการดูดซับพลังงานความร้อนไว้ในตัวอาคารอันส่งผลต่อเนื่องมาสู่บรรยากาศภายนอกที่ร้อนขึ้นตามมา

ในทุกวันนี้ วงการสถาปนิกเริ่มให้ความสำคัญของการการออกแบบอาคารใหม่ๆ ให้มีลักษณะของการเป็น “อาคารสีเขียว  (Green Building)  มากขึ้น โดยอาคารที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นอาคารเขียวนั้นจำเป็นต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่จัดตั้งโดยสภาอาคารเขียวสหรัฐ (US Green Building Council) ที่มีชื่อว่ามาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่มีการประเมิน ด้าน ได้แก่  1) ที่ตั้งความยั่งยืน (Sustainable sites), 2) ประสิทธิภาพของการใช้น้ำ (Water efficiency), 3) พลังงานและบรรยากาศ (Energy and atmosphere)} 4) วัสดุและแหล่งทรัพยากร (Material and resources), 5) คุณภาพของสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร (Indoor  environmental Quality) และ, 6) นวัตกรรมและการปฏิบัติการ (Innovation and Operations) โดยปัจจุบันในประเทศไทยได้มีอาคารเขียวที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน LEED นี้ 6 อาคารได้แก่ The Energy Complex, Park Venture Ecoplex, K-Bank Learning Centre, HSBC Green Library, SCG Building 5 (SCT) และ SCG Head Office ตึก 1 และ 2   



ในมิติทางเศรษฐศาสตร์เองได้เห็นความสำคัญของการประเมินความคุ้มค่าของการก่อสร้างอาคารเขียวว่า ผลประโยชน์ที่ได้รับส่วนเพิ่มจากอาคารเขียว (Marginal Benefit) นั้นจะคุ้มค่าต่อต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal Cost) ในการก่อสร้างอาคารเขียวหรือไม่ โดยการวิเคราะห์ดังกล่าวได้มีการศึกษาไว้ในหลายประเทศ

สำหรับประเทศไทย งานศึกษาของคุณกมลทิพย์ เพียรพิกุล นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรเศรษฐศาสตร์สำหรับผู้บริหาร คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนและผลประโยชน์ของการลงทุนก่อสร้างอาคารเขียว (Cost-Benefit Analysis of Green Building) ในประเทศไทย

โดยถ้าพิจารณาในส่วนของต้นทุน (Cost) พบว่า ต้นทุนเฉลี่ยในการก่อสร้างอาคารเขียวจะตกประมาณ 40,000 บาทต่อตารางเมตรในขณะที่ต้นทุนในการก่อสร้างเฉลี่ยของอาคารทั่วไปที่ไม่ใช่อาคารเขียวจะอยู่ที่เฉลี่ย 34,000 บาทต่อตารางเมตร (หรือสูงกว่าประมาณร้อยละ 17.6)  ซึ่งผลที่ได้นี้แสดงให้เห็นว่า การลงทุนก่อสร้างอาคารเขียวยังคงมีต้นทุนที่สูงกว่าอาคารที่ไม่ใช่อาคารเขียวอยู่มากพอสมควร โดยต้นทุนดังกล่าวจะยิ่งสูงขึ้นกับการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ใช้สอยมาก

ในขณะที่ถ้าพิจารณาทางด้านประโยชน์ส่วนเพิ่ม (Marginal Benefit) ของอาคารเขียวจะพบว่า ประโยชน์ของอาคารเขียวจำเป็นต้องพิจารณาตลาดช่วงอายุของอาคาร (Building Life Cycle) โดยประโยชน์ประการแรกก็คือ ประโยชน์ในด้านของค่าเช่า (Rent) ที่เจ้าของอาคารได้รับ โดยจากการศึกษาพบว่า เจ้าของอาคารเขียวสามารถเก็บค่าเช่าเฉลี่ยได้ถึง 1,000 บาทต่อตารางเมตรซึ่งสูงกว่าค่าเช่าของอาคารที่ไม่ใช่อาคารเขียวถึงร้อยละ 42.9 (700 บาทต่อตารางเมตร)

ผลประโยชน์ประการที่สอง เจ้าของอาคารเขียวจะสามารถประหยัดต้นทุนพลังงานได้ถึงร้อยละ 59 โดยอาคารเขียวจะใช้ไฟเพียง 91 kWHr/ตารางเมตร/ปี ในขณะที่อาคารที่ไม่ใช่อาคารเขียวจะใช้ไฟประมาณ 225 kWHr/ตารางเมตร/ปี โดยถ้าวิเคราะห์เป็นค่าอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return: IRR) การลงทุนอาคารเขียวจะได้รับผลตอบแทน IRR ประมาณร้อยละ 25 และมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 5 ปี ซึ่งสูงกว่าอาคารทั่วไปที่ไม่ใช่อาคารเขียวที่ได้รับผลตอบแทน IRR เพียงร้อยละ 7 และมีระยะเวลาในการคืนทุนที่นานกว่าคือ 7 ปี

นอกจากประโยชน์ทั้งสองประการแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ยังให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ภายนอก (External Benefit) หรือประโยชน์ที่ไม่ใช่ทางด้านตัวเงิน (Non-Monetary Benefit) ที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในอาคารเขียว เช่นประโยชน์ในด้านสุขภาพและความพึงพอใจของผู้ทำงานในอาคารสีเขียว (เปรียบเทียบกับอาคารทั่วไป) โดยจากการสำรวจข้อมูลจากแบบสอบถามและทำการวิเคราะห์เชิงสถิติเปรียบเทียบระหว่างพนักงานที่ทำงานในอาคารเขียว (ซึ่งในที่นี้สำรวจที่อาคาร Park Venture) เปรียบเทียบกับพนักงานที่ทำงานในอาคารใกล้เคียงที่ไม่ใช่อาคารเขียว (ซึ่งในที่นี้คือตึก All Season Place) พบว่า พนักงานที่ทำงานในอาคารเขียวจะมีผลิตภาพในการทำงานที่สูงกว่า มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และมีการอาการเจ็บป่วยจากอาคาร (Sick Building Syndrome) น้อยกว่าพนักงานที่ทำงานในอาคารทั่วไปที่ไม่ใช่อาคารเขียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


ผลที่พบจากการศึกษานี้ได้ข้อสรุปว่า เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบทางด้านต้นทุนและผลตอบแทนแล้ว การลงทุนก่อสร้างอาคารเขียวในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ควรได้รับการสนับสนุน ไม่ว่าจะวิเคราะห์ในมิติความคุ้มค่าของผู้ลงทุนเอง ไปจนถึงมิติทางด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศในระยะยาว ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ภาครัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญ