ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองและการผลิตน้ำมันดิบต่อปีจำนวนจำกัด
ในแต่ละปีมีการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นจำนวนมากเพื่อให้มีปริมาณพอเพียงต่อการบริโภคในประเทศ ในปี 2551 ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบ 129.3 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90% ของน้ำมันดิบที่ผ่านเข้าระบบการ จากเหตุที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวน
ส่งผลให้ประเทศไทยมีความพยายามในการหาแหล่งพลังงานทดแทนเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศซึ่งจะสามารถลดการสูญเสียเงินตราในการนำเข้าน้ำมันดิบประมาณปีละ
1,013
พันล้านบาทในปี 2551 ในการนี้รัฐบาลไทยได้เล็งเห็นถึงศักยภาพในการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังและกากน้ำตาลเพื่อทดแทนการใช้น้ำมันดิบ
โดยได้วางนโยบายการผลิตเอทานอลไม่ต่ำกว่า 1.4 ล้านลิตรต่อวัน ในปี 2552 และเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้าน ลิตรต่อวันในปี
2554 ไม่ต่ำกว่า 6.2 ล้านลิตรต่อวันภายในปี 2559 ไม่ต่ำกว่า 9 ล้านลิตรต่อวันภายในปี 2565
พืชที่สามารถนำมาผลิตเอทานอลได้มีหลายชนิดด้วยกัน
เช่น อ้อย กากน้ำตาล ชานอ้อย (Bagasse) มันสำปะหลัง ข้าวโพด หัวบีท (Sugar beet) ข้าวฟ่าง (Sorghum) ข้าวบาร์เลย์ (Barley) กัญชา (Hemp) ปอกระเจา (Kenaf) พืชจำพวกหญ้า เช่น Switch grass Miscanthus หรือ เอทานอลจากกากเส้นใยพืช
(Cellulosic ethanol ) เช่น เศษไม้และเศษวัสดุทางการเกษตร
เป็นต้น
ในประเทศสหรัฐอเมริกาเอทานอลส่วนใหญ่ผลิตจากข้าวโพด ประเทศบราซิลผลิตเอทานอลจากอ้อย
ประเทศทางยุโรปผลิตเอทานอลจากหัวบีท ในประเทศไทยวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมเอทานอลคือกากน้ำตาลซึ่งเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมการแปรรูปอ้อยและมันสำปะหลังเนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่มีปริมาณมากและมีความคุ้มทุนในการผลิต
น้ำและพลังงานมีความเชื่อมโยง กันโดยตรง เนื่องจากในขั้นตอนการผลิตพลังงานต้องใช้น้ำ
ในขณะที่การผลิตน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคก็ต้องอาศัยพลังงานเช่นกัน ในการผลิตไบโอเอทานอลมีความจำเป็นต้องใช้น้ำในหลายขั้นตอน
เช่น การเพาะปลูก การผลิตเอทานอล เป็นต้น
แม้ว่าการผลิตไบโอเอทานอลสามารถลดค่าใช้จ่ายปีละหลายล้านบาทและเป็นการสนับสนุนพลังงานเพื่อความมั่นคง
แต่การเปลี่ยนแปลงแหล่งพลังงานไปสู่ไบโอเอทานอลอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการวางแผนเชิงนโยบายรองรับ
อาจส่งผลกระทบต่อการจัดสรรน้ำในพื้นที่ และก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ในอนาคต
งานศึกษาของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร.อาวีวรรณ มั่งมีชัย จากวิทยาลัยนานาชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้ทำการวิเคราะห์วัฏจักรชีวิต (Process based
life-cycle analysis) เพื่อประเมินการใช้น้ำเพื่อการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังและกากน้ำตาล
และได้ตีพิมพ์งานศคึกษาดังกล่าวไว้ในวารสาร NIDA Economics Review เล่มที่ 8 ปี พ.ศ.2557 โดยผลการศึกษาพบว่า การผลิตเอทานอลใช้น้ำมากกว่าการผลิตน้ำมันดีเซลถึง 200-400 เท่า และถ้าหารรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการผลิตเอทานอลไม่ต่ำกว่า 3 ล้านลิตรต่อวัน
ความต้องการใช้น้ำของประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2.26-3.29 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
กระบวนการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังของประเทศไทยใช้น้ำน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลก
ส่วนการผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาลใช้น้ำสูงกว่าระดับค่าเฉลี่ยทั่วโลก
ดังนั้นประเทศไทยจึงควรศึกษาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อการผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล
หรือเน้นการส่งเสริมการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง หรือสรรหาพืชพลังงานทางเลือกอื่นที่ใช้น้ำน้อยกว่า
รัฐบาลควรตระหนักถึงผลกระทบจากนโยบายส่งเสริมการผลิตเอทานอล
และควรวางแผนจัดการระบบชลประทานเพื่อรองรับความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้น การจัดระเบียบการใช้ทรัพยากรน้ำประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำหลายฉบับแต่การบริหารจัดการน้ำของไทยยังขาดกติกาที่ชัดเจน
ทรัพยากรน้ำส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้ระบบการเข้าถึงโดยเสรี ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากร ควรศึกษาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อการผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล
หรือเน้นการส่งเสริมการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง หรือสรรหาพืชพลังงานทางเลือกอื่นที่ใช้น้ำน้อยกว่า หรือศึกษาเพื่อเปรียบเทียบการนำพืชมาผลิตไบโอเอทานอล
ไบโอดีเซล หรือการผลิตไฟฟ้า
สำหรับบทความของผู้ช่วยศาสตราจารย์อาวีวรรณ
มั่งมีชัย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.econ.nida.ac.th/components/com_booklibrary/ebooks/5.pdf
