20 มกราคม 2559

อิทธิพลต่อการตัดสินใจบริจาคของคนไทย

บทความนี้ได้รับการคัดย่อมาจากงานวิจัยขอผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรรัตน์ อภินันท์มหกุล จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ซึ่งได้ตีพิมพ์งานดังกล่าวในวารสาร NIDA Economic Review 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ อันส่งผลให้คนไทยเป็นคนที่มีความโอบอ้อมอารีและชอบบริจาค โดยทั่วไปแล้ว การบริจาคสามารถไปทำได้ 3 รูปแบบได้แก่ การบริจาคเงิน การบริจาคสิ่งของ และการให้เวลาเพื่อกิจกรรมสาธารณประโยชน์ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เช่น การทอดกฐิน ทอดผ้าป่า หรือการบริจาคเงินให้แก่โรงพยาบาลหรือสถานสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส การบริจาคสิ่งของด้วยการตักบาตรทำสังฆทานหรือการมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ตลอดจนการสละเวลาเพื่อช่วยเหลืองานของวัด หรือไปเยี่ยมเยียนเด็กพิการหรือคนชราตามสถานสงเคราะห์ต่างๆ เป็นต้น

การวิเคราะห์การตัดสินใจบริจาคในรูปแบบต่างๆ ของปัจเจกบุคคล จะช่วยให้เราทราบถึงลักษณะของบุคคลที่ทำการบริจาคในแต่ละรูปแบบว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือคนละกลุ่ม มีลักษณะส่วนบุคคลหรือปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจอะไรบ้างที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจการบริจาค ตลอดจนเข้าใจความสัมพันธ์ของการบริจาคทั้งสามรูปแบบ รวมถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริจาคเงิน  นอกจากนี้ การเข้าใจในพฤติกรรมของการบริจาคยังมีความสำคัญต่อการประเมินประสิทธิภาพของนโยบายภาครัฐที่มีอิทธิพลต่อความน่าจะเป็นของการบริจาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้จ่ายเพื่อศาสนาของรัฐ มาตรการส่งเสริมการช่วยเหลือสังคมที่อนุญาตให้ผู้บริจาคสามารถนำใบเสร็จรับเงินที่บริจาคมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในขณะที่การบริจาคสิ่งของหรือเวลาไม่สามารถหักลดหย่อนภาษี มาตรการทางภาษีจะบิดเบือน (Distortion) การตัดสินใจบริจาคสิ่งของและเวลาหรือไม่ ความเข้าใจเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการประเมินขีดความสามารถของวัด และองค์กรสาธารณะกุศลทั่วไปที่ต้องการระดมเงินทุน และกำลังแรงงานจากภาคประชาชนเพื่อการจัดสรรบริการสาธารณะประโยชน์เพื่อช่วยเหลือสังคม โดยสินค้าและบริการสาธารณะที่เกิดขึ้นจากการบริจาคเงิน สิ่งของ และเวลาของคนในชุมชน นอกจากจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรของชุมชน และลดภาระทางการคลังของรัฐบาล เพราะการช่วยเหลือกันเองของคนในชุมชนจะสร้างสังคมที่น่าอยู่ ก่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการผลิตสินค้าและบริการสาธารณะที่ตรงตามความต้องการของสมาชิกชุมชน จึงดีกว่าสินค้าและบริการสาธารณะที่ถูกกำหนดและจัดสรรโดยภาครัฐฝ่ายเดียว



งานศึกษาของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรรัตน์ อภินันท์มหกุล จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้ทำการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริจาคของคนไทยและวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของบริจาคเงิน สิ่งของ และเวลาของปัจเจกบุคคลในประเทศไทย และตีพิมพ์งานดังกล่าวในวารสาร NIDA Economic Review โดยได้เก็บข้อมูลจากการสุ่มตัวอย่างแบบโควตา (Quota Sampling) ซึ่งก็คือการเลือกตัวอย่างตามสัดส่วนประชากรจำแนกตามรายภาคและกลุ่มอายุของประชากรไทย โดยพยายามให้มีการกระจายตัวของตัวอย่างในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลางที่ร้อยละ 40 และภาคอื่นๆ ที่ร้อยละ 20 ต่อภูมิภาค และให้ตัวอย่างมีการกระจายตัวตามกลุ่มอายุของประชากรไทยในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งจากข้อมูลประชากรจากการทะเบียนของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี พ.ศ. 2553 ประเทศไทยมีประชากรในช่วงอายุ 15-20 ปีที่ร้อยละ 10 ของประชากรจำนวน 50.21 ล้านคนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีประชากรในช่วงอายุ 21-40 ปีที่ร้อยละ 40 ช่วงอายุ 41-60 ปีที่ร้อยละ 36 และอายุตั้งแต่ 61 ปีขึ้นไปที่ร้อยละ 14 ตามลำดับ

ส่วนการเลือกตัวอย่างรายบุคคลเป็นการเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) จากประชากรใน 19 จังหวัดคือ 1) กรุงเทพฯ 2) พระนครศรีอยุธยา 3) ชลบุรี 4) นครราชสีมา 5) อุบลราชธานี 6) หนองบัวลำภู 7) อุดรธานี 8) เลย 9) หนองคาย 10) เชียงใหม่ 11) อุตรดิตถ์ 12) สุโขทัย 13) กาญจนบุรี 14) นครปฐม 15) สมุทรสาคร 16) นครศรีธรรมราช 17) ภูเก็ต 18) สุราษฏร์ธานี และ 19) ชุมพร หลังจากนั้นได้ทำการวิเคราะห์หาความน่าเชื่อถือจนเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 2,557 คน

จากการประมาณการด้วยแบบจำลอง Multivariate Probit แล้วพิจารณาความสัมพันธ์ของการบริจาคทั้งสามรูปแบบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร การศึกษานี้มีข้อค้นพบที่สำคัญดังนี้

ประการแรก การตัดสินใจบริจาคเงินและเวลา และการตัดสินใจบริจาคสิ่งของและเวลาเป็นการตัดสินใจที่ผู้ให้ทำการตัดสินใจพร้อมกันและไปในทิศทางเดียวกัน จึงกล่าวได้ว่าการให้เงินและเวลา และการให้สิ่งของและเวลาเป็นสินค้าที่ใช้ประกอบกันในสายตาของผู้บริจาค ในขณะที่การตัดสินใจให้เงินและสิ่งของนั้นเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีความสัมพันธ์กันแต่อย่างไร

ประการที่สอง ทุนทางสังคมของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายทางสังคมทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และเครือข่ายทางศาสนาต่างมีผลที่เป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจบริจาค ทั้งนี้เพราะเครือข่ายทางสังคมเป็นช่องทางให้บุคคลได้รับข่าวสารข้อมูลมากขึ้น รับทราบปัญหาและความต้องการของผู้ที่เดือดร้อน รัฐบาลจึงควรมีมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนต่างๆ สร้างเครือข่ายทางสังคมด้วยการส่งเสริมการทำกิจกรรมในชุมชนอย่างน้อยเดือนละครั้งทุกเดือน เครือข่ายในชุมชนที่เข้มแข็งจะส่งเสริมให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งในการประกอบอาชีพ การจัดสรรสวัสดิการภายในชุมชน และการช่วยเหลือชุมชนอื่นๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ประการสุดท้าย เนื่องจากการใช้จ่ายเพื่อศาสนาของรัฐบาลมีผลให้การตัดสินใจบริจาคเพื่อศาสนาและการสาธารณะกุศลอื่นๆ ลดลง (Crowding Out Effect) รัฐจึงควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณบางส่วนเพื่อส่งเสริมการสะสมทุนทางสังคม และการสร้างเครือข่ายทางสังคมดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหา Crowding Out Effect

อนึ่ง สำหรับมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อช่วยเหลือสังคมนั้น การศึกษานี้พบว่ามาตรการดังกล่าวไม่มีผลต่อการบริจาคแต่ประการใด เหตุผลส่วนหนึ่งเพราะว่าตัวอย่างที่ได้จากการสำรวจส่วนใหญ่มีรายได้ไม่สูงนัก ประกอบกับระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยมีรายการหักลดหย่อนเป็นจำนวนมาก ผู้เสียภาษีจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิการลดหย่อนภาษีจากเงินบริจาคอีก การศึกษาในอนาคตควรพิจารณาพฤติกรรมการบริจาคของบุคคลแยกตามระดับรายได้ เพื่อวิเคราะห์ว่าผู้มีรายได้สูงตอบสนองต่อมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อช่วยเหลือสังคมมากกว่าผู้มีรายได้น้อยกว่าหรือไม่ และควรพิจารณาการบริจาคของบริษัทธุรกิจที่มีมูลค่าการบริจาคที่สูงกว่าปัจเจกบุคคล ธุรกิจจึงอาจตอบสนองต่อมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อช่วยเหลือสังคมมากกว่าปัจเจกบุคคลโดยทั่วไป

สำหรับผู้สนใจงานศึกษาดังกล่าว สามารถเข้าไป Download ได้ที่ http://www.econ.nida.ac.th/components/com_booklibrary/ebooks/9-2.pdf