การเสียชีวิตของพระเอกชื่อดังอย่างคุณปอ-ทฤษฎี
สหวงษ์ เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
โดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์ของการเคลื่อนย้ายศพของปอ-ทฤษฎีที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้มีการเอาแผงเหล็กมากั้นในระยะห่างพอสมควร แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ได้นำศพของคุณปอเคลื่อนออกมา
สื่อมวลชนกลับทลายแผงที่กั้นไว้และเบียดทั้งครอบครัวของคุณปอ ทั้งพระสงฆ์ และรวมถึงพยายามเบียดเจ้าหน้าที่จนทำให้ผ้าคลุมหน้าของคุณปอเปิดเห็นช่วงบริเวณหน้าผากระหว่างการเคลื่อนย้าย
ปรากฏการณ์นี้ทำให้ในโลกออนไลน์ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนอีกครั้ง
โดยส่วนตัวผมอยากใช้คำว่า
"จริยธรรมสื่อ" มากกว่าคำว่า
"จรรยาบรรณของสื่อ"ถึงแม้ว่าทั้งสองคำจะใช้คำภาษาอังกฤษเหมือนกันก็คือคำว่า
"Ethics"
ก็ตาม แต่ถ้าแปลคำภาษาไทย จริยธรรมคือธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ
ศีลธรรม กฎศีลธรรม ในขณะที่ จรรยาบรรณ หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกําหนดขึ้นเพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณของสมาชิกโดยอาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นโดยส่วนตัวผมจึงเห็นว่าคำว่าจริยธรรมจึงเป็นคำที่น่าใช้มากกว่าคำว่าจรรยาบรรณ เพราะจริยธรรมเป็นการปฏิบัติที่มีธรรมะเป็นที่ตั้ง ในขณะที่จรรยาบรรณเป็นการกำหนดขึ้นโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซึ่งอาจเกิดความล้าสมัยและไม่ทันต่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้
ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์
ถ้าจะกล่าวว่า จริยธรรมที่เสื่อมถอยของสื่อสารมวลชนที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์
(Economic
Factors) เป็นตัวการสำคัญก็คงไม่ผิดนัก ซึ่งเราสามารถจำแนกปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสองด้านดังนี้
ด้านแรกได้แก่ ปัจจัยทางด้านอุปทาน
(Supply
Side) ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลักๆ สองประการ ประการแรก เกิดจากการเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้การนำเสนอข่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากสื่อเดิมๆ
อย่างสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์มาสู่สื่อสมัยใหม่ (New Media) อย่างเวปไซต์และสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น
ซึ่งการเจริญก้าวหน้าในเทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้การนำเสนอข่าวสามารถเข้าถึงทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึกมากขึ้น
ประการที่สอง
เกิดจากแนวคิดที่ต้องการลดปัญหาการผูกขาด (Monopoly Power) ของสื่อบางสำนัก รวมถึงการพยายามลดปัญหาการแทรกแซงสื่อที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดก่อนๆ จึงได้มีการเปิดเสรีทีวีดิจิตัลขึ้นเพื่อเป็นการเพิ่มการแข่งขันในตลาดและทำให้เกิดสภาพการแข่งขันจากเดิมที่ผู้ชมส่วนมากจะเสพสื่อโทรทัศน์ผ่านระบบฟรีทีวี
ไปสู่ทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี (ที่ต้องเป็นสมาชิกและมีค่าใช้จ่ายสูง) จนกระทั่งการเป็นทีวีดิจิตัลในปัจจุบัน
จำนวนช่องทีวีที่เพิ่มมากขึ้นนี้เป็นดอกเห็ดนี้เองเป็นปัจจัยผลัก (Push
Factor) ให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงของสื่อทั้งในระบบโทรทัศน์และสื่อออนไลน์อันส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสื่อมวลชนตามมา
ในขณะที่ปัจจัยทางด้านอุปสงค์
(Demand
Side) เองก็เป็นปัจจัยดึง (Pull Factor) ที่เป็นตัวส่งเสริมอีกประการหนึ่ง
โดยเฉพาะอุปสงค์ของผู้เสพสื่อที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างประชากรที่ผู้เสพสื่อในปัจจุบันเป็นกลุ่มคน
Generation Y และ Generation M เป็นส่วนใหญ๋
ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตมากับเทคโนโลยีและชอบในการเสพสื่อทางด้านดิจิตัลเป็นหลัก คนที่เติบโตมากับเทคโนโลยีเหล่านี้จะนิยมได้รับสื่อที่ Real Time และ Reality มากขึ่นกว่าคนสมัยก่อน ดังนั้นความต้องการบริโภคของกลุ่มนี้จึงเป็นปัจจัยให้สื่อต่างๆ
ต้องเร่งนำเสนอภาพ/สื่อที่ตรงตามความต้องการของประชากรกลุ่มนี้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
การแข่งขันของสื่อดังกล่าวข้างต้นนี้ล้วนตอบโจทย์ในแนวคิดทางนักเศรษฐศาสตร์ที่ต้องการให้
"ตลาดเกิดการแข่งขัน" โดยเมื่อมีการแข่งขันสูงแล้ว สื่อมวลชนจึงจำเป็นต้องเน้นพัฒนาคุณภาพในการนำเสนอ
(รวมถึงรูปแบบในการนำเสนอ) ที่ถูกต้อง ฉับไว และให้ตรงตามความต้องการของผู้เสพเป็นสำคัญ
โดยสำนักที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดก็จะสามารถอยู่รอดได้ภายใต้ตลาดที่มีการแข่งขันนี้ ในขณะที่สำนักไหนที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็ต้องปิดตัวลงตามสภาพ
การเร่งนำเสนอสื่อที่ได้คุณภาพและตรงตามความต้องการของผู้เสพนี้เองจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมจากการที่ผู้เสพจะได้รับประโยชน์จากการมีช่องทางในการเลือกเสพที่หลากหลาย
(Gains
from Variety) และสุดท้ายการแข่งขันในตลาดนี้ก็จะนำมาสู่ระบบตลาดที่มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ดี ในการที่สื่อแต่ละสำนักจะอยู่รอดภายใต้ตลาดแข่งขันได้นั้น
สื่อจึงจำเป็นต้องหาแนวทางในการนำเสนอข่าว/ภาพ/หรือเสียงที่เป็นที่ต้องการของผู้เสพ
(และแน่นอนว่ามีเรื่องของเงินจูงใจให้กับช่างภาพที่สามารถนำเสนอข่าว/ภาพ/หรือเสียงดังกล่าวด้วย)
จนอาจมีแนวโน้ม (หรือแรงจูงใจ) ที่จะ "ก้าวข้ามมิติของจริยธรรม" มากขึ้นจากการพยายามนำเสนอข่าว/รูปที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้เสพ
(หรือของตลาด)
โดยไม่สนใจในวิธีการของการได้มาซึ่งรูปดังกล่าวว่าจะกระทบกระเทือนกับผู้เกี่ยวข้องคนอื่นอย่างไร ผู้เสพยังไม่ทราบว่าข่าวที่นำเสนอนั้นจะตรงตามความจริงหรือไม่ไม่ทราบว่าสื่อไหนนำเสนอถูกหรือผิด
และสื่อไหนนำเสนออย่างมีจริยธรรมหรือไม่มีจริยธรรม และสุดท้ายสังคมก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าค่ายไหนเป็นสื่อที่ดีและค่ายไหนเป็นสื่อทีไม่ดี
และเหมารวมกันหมดไปเลยว่าสื่อมวลชนทั้งหมดเป็นสื่อที่ไม่ดีและไม่มีจริยธรรม
ปัญหาการไม่สามารถแยกแยะระหว่างของที่มีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ
(จนเหมารวมว่าของทุกอย่างไม่มีคุณภาพ) นี้ ตรงตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลที่ชื่อว่า
"ปัญหาตลาดเลมอน"
(Lemon Market Problem) และปัญหาข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตร (Asymmetric
Information) ซึ่งเป็นแนวคิดจากศาสตราจารย์ George Akerlof นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลในปี ค.ศ.2001 Akerlof ได้ยกตัวอย่างตลาดรถมือสอง
(Used Car) เป็นกรณีศึกษาถึงปัญหาดังกล่าว โดยได้ยกตัวอย่างว่า ตลาดรถมือสอเกิดขึ้นจากการที่ผู้ขาย
(รถมือสอง) เป็นฝ่ายที่ทราบเป็นอย่างดีว่ารถมือสองที่ตนขายอยู่นั้นเป็นรถที่มีสภาพดีหรือมีสภาพไม่ดี
(เช่นอาจเป็นรถที่ผ่านการชน/อุบัติเหตุมาก่อนหรือไม่) ในขณะที่ผู้ซื้อ (รถมือสอง) เองนั้นไม่ทราบเลยว่ารถที่ออกมาขายนั้นเป็นรถที่มีคุณภาพดีหรือไม่ดีกันแน่
แน่นอนว่าถ้ารถคันนั้นมีคุณภาพดี ผู้ขายรถที่ดีก็อยากขายในราคาสูง ในขณะที่ถ้ารถมีคุณภาพไม่ดี
ผู้ขาย (รถที่ไม่ดี) ก็สามารถขายได้ในราคาต่ำกว่า แต่เนื่องจากปัญหาข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตร ผู้ซื้อไม่ทราบเลยว่าผู้ขายคนไหนขายรถคุณภาพดีและคนไหนขายรถคุณภาพไม่ดี
ดังนั้นผู้ซื้อจึงจะตัดสินใจเลือกซื้อในราคาที่ต่ำลงซึ่งเฉลี่ยระหว่างรถที่คุณภาพดีกับรถที่คุณภาพไม่ดี
และแน่นอนว่าด้วยราคาที่ต่ำนี้เองทำให้ผู้ขายรถคุณภาพดีเลือกที่จะเอาตัวเองออกนอกตลาดไป
สุดท้ายปัญหาข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตรนี้จึงก่อให้เกิดปัญหาตลาดเลมอนนั่นก็คือ
"ของ (รถ) คุณภาพไม่ดีจะขับไล่ของ (รถ) ที่คุณภาพดีออกจากตลาด (Bad
Quality drives out good quality) คนที่จะขายรถในราคานี้ได้จึงจะเป็นเพียงผู้ขายรถที่คุณภาพไม่ดีเท่านั้น
กรณีของปัญหาตลาดเลมอนนี้สามารถนำมาอธิบายในกรณีของปัญหาจริยธรรมของสื่อมวลชนได้เป็นอย่างดี
สื่อที่ดีๆ ก็มีอยู่มาก และสื่อที่ไม่ดีก็มีอยู่มากด้วยเช่นกัน แต่ปัญหาก็คือสังคมไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสื่อไหนดีและสื่อไหนที่ไม่ดี
สุดท้ายสังคมก็เหมารวมกันว่าสื่อมวลชนทุกคนไม่ดี ถึงแม้ว่าวงการสื่อจะกล่าวว่าตนได้มีการกำหนดมาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพก็ตาม
แต่ข้อกำหนดดังกล่าวยังขากซึ่งการบังคับใช้ (Enforcement)
อย่างจริงจังก็ไม่ได้ทำให้มาตรฐานวิชาชีพดังกล่าวถูกนำมาใช้ปฏิบัติจริง ข้อกำหนดนั้นจึงเป็นเพียงข้อความระบุในกระดาษใบหนึ่งเท่านั้น
คำถามแบบนักเศรษฐศาสตร์ก็คือ เราจะสามารถใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการในลดปัญหาข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตรและลดปัญหาตลาดเลมอนนี้ได้อย่างไร หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ สังคมจะสามารถแยกแยะสื่อที่ดีออกมาจากสื่อที่ไม่ดีได้อย่างไร
คำถามแบบนักเศรษฐศาสตร์ก็คือ เราจะสามารถใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการในลดปัญหาข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตรและลดปัญหาตลาดเลมอนนี้ได้อย่างไร หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ สังคมจะสามารถแยกแยะสื่อที่ดีออกมาจากสื่อที่ไม่ดีได้อย่างไร
ศาสตราจารย์ George
Akerlof ได้นำเสนอ 3-4 วิธีที่นิยมใช้ในการแก้ไขปัญหาตลาดเลมอน (ซึ่งใช้แก่ไขในหลายๆ ตลาดเช่น ตลากการเงิน การประกัน หรือสุขภาพ) ซึ่งผมขอนำแนวทางนั้นมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาจริยธรรมของสื่อ โดยผมขอนำเสนอ 4
มาตรการ โดยถ้าจะแก้ไขได้จะต้องใช้ทั้ง 4 มาตรการ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ดังนี้
มาตรการที่ 1
- มาตรการกำหนดระดับชั้นของคุณภาพ (Quality Identity) โดยควรมีหน่วยงานกลางในกำหนดคุณภาพของสื่อมวลชนรายบุคคลในลักษณะของการมีระดับขั้น
(Level)
โดยหน่วยงานกลาง (ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในแต่ละวงการ
เช่นสภาหนังสือพิมพ์ สมาคมนักข่าว และอื่นๆ) เหล่านั้นสามารถกำหนดคุณภาพของสื่อมวลชนแต่ละคนโดยใช้ตัวชี้วัดได้หลากหลาย
เช่นฝีมือ ประสบการณ์ คุณธรรมจริยธรรม การไม่เคยได้รับการร้องเรียน เป็นต้น ยกตัวอย่างง่ายๆ
ถ้าจะเปรียบเทียบในแวดวงการเงิน ความสามารถของนักการเงินคนนั้นก็คือการมีใบประกาศ CFA
Level 3 หรือถ้าเป็นแวดวงทางวิชาการก็จะมีตำแหน่งทางวิชาการ (ผศ.,
รศ. ศ.) หรือจำนวนผลงานทางวิชาการเป็นที่รับรองความสามารถทางวิชาการของอาจารย์คนนั้น
หรือคุณภาพของโรงแรมจะถูกกำหนดด้วยจำนวนดาว (1-5 ดาว) ที่โรงแรมได้รับเป็นต้น การมีการรับรองคุณภาพของบุคคลากรสื่อเป็นระดับชั้นนั้นจึงเปรียบเสมือนกับการคัดกรองคุณภาพของสื่อได้ในระดับหนึ่ง
โดยสื่อที่มีใบรับประกันระดับ 1 คืออะไรทำงานได้แค่ไหน ถ้ามีใบระดับ 2
ก็สะท้อนถึงคุณภาพที่สูงขึ้น หรืออาจะมีระดับ 3 ระดับ 4 ต่อมา โดยนอกจากการรับประกันคุณภาพภาพแล้ว
หน่วยงานกลางนี้ก็สามารถขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) หรือกำหนดบทลงโทษกับสื่อมวลชนที่ไม่มีคุณภาพ
(หรือไม่มีจริยธรรม) ได้
มาตรการที่ 2
- สนับสนุนระบบการส่งสัญญาณ (Signaling System) ซึ่งเป็นมาตรการโดยใช้อุปทานเป็นแรกขับเคลื่อน (Supply-Driven) โดยสื่อทราบว่าตัวเองเป็นสื่อที่มีคุณภาพและมีจริยธรรมควรต้องส่งสัญญาณความมีจริยธรรมเหล่านั้นออกมาให้ตลาดได้รับทราบ
ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่นการกำหนดมาตรการในการคัดเลือกผู้สื่อข่าวเข้ามาทำงานที่เน้นที่คนที่มีจริยธรรมสูงเป็นสำคัญ
การใส่เครื่องแบบที่เปิดเผยต้นสังกัด
หรือการมีระบบการฝึกอบรมคุณธรรมจริยธรรมของสื่อมวลชนในองค์กรอยู่เสมอ
ซึ่งการมาตรการการส่งสัญญาณเหล่านี้ควรเป็นการทำด้วยความบริสุทธ์ใจและเป็นการรายงานตามความจริง
โดยมาตรการนี้ควรจะเชื่อมไปกับมาตรการแรกข้างต้นเพื่อให้ระบบการส่งสัญญาณของสื่อที่ดีนี้ได้รับการยอมรับจากองค์กรกลาง เป็นต้น
มาตรการที่ 3
-สนับสนุนระบบการสกรีนออก (Screening System) ซึ่งเป็นมาตรการโดยใช้อุปสงค์เป็นแรกขับเคลื่อน (Demand-Driven) โดยสนับสนุนให้ดารา, นักการเมือง, ข้าราชการ, องค์กรธุรกิจ, ตำรวจ (ในกรณีของข่าวอาชญากรรม)
หรือเจ้าของงานต่างๆ ที่ต้องการทำข่าวได้มีสิทธิ์ในการคัดเลือกสื่อมวลชนที่ดีให้เข้าร่วมงานและสามารถเผยแพร่ข่าว/ภาพได้ โดยเฉพาะสื่อที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของมาตรการแรกข้างต้น
และสามารถเชิญสื่อที่ไม่ดี (หรือขึ้นบัญชีดำหรือไม่มีระดับระดับมาตรฐานรับรอง)
ออกไปได้ (หรือไม่มีการเชิญสื่อบัญชีดำดังกล่าวเข้าร่วมงาน) ซึ่งระบบการสกรีนออกนี้จะเป็นอีกขั้นหนึ่งที่ผู้ที่ตกเป็นข่าวจะแน่ใจเพิ่มขึ้นได้ว่าสื่อมวลชนที่มาทำข่าวนั้นเป็นสื่อที่มีคุณภาพและมีจริยธรรมที่ดีพอ
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสำเร็จของมาตรการที่ 3
นี้จึงขึ้นอยู่กับความสำเร็จของสองมาตรการแรกด้วยเช่นกัน
มาตรการที่ 4
- สนับสนุนการตรวจสอบ (และการลงโทษ) ทางสังคม (Social
Audit)
ซึ่งเป็นมาตรการที่เปิดโอกาสให้สังคมได้ตรวจสอบและลงโทษสื่อที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่มีจริยธรรม
โดยผู้เสพสื่อควรทำหน้าที่สอดส่อง (Monitor) พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของสื่อ
รวมทั้งพยายามสร้างต้นทุนทางสังคม (Social Cost) ให้กับสื่อมวลชนที่ไร้จริยธรรม
เช่นการแบนการเสพสื่อที่ไม่มีจริยธรรม รวมถึงกรใช้มาตจรการทางสังคมอื่นๆ เป็นต้น

