11 กุมภาพันธ์ 2559

ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่

 บทความนี้มาจากงานศึกษาของ ดร.ภาณุทัต สัชฌะไชย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาผลของภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ต่ออัตราการสูบบุหรี่ของคนไทย และได้ตีพิมพ์งานศึกษาดังกล่าวในวารสาร NIDA Economic Review
-----------------------------------------------------------
 
ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นประเทศแรกๆที่ได้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงตามกรอบ Framework Convention on Tobacco Control (FCTC) ของ World Health Organization (WHO) โดยได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดการสูบบุหรี่ของประชาชน ทั้งแบบที่เป็นกฎหมายบังคับใช้ เช่น นโยบายทางด้านภาษี นโยบายควบคุมการลักลอบนำเข้าบุหรี่หนีภาษี นโยบายห้ามโฆษณา นโยบายเกี่ยวกับแบบซองและคำเตือนต่างๆ และแบบสมัครใจ เช่น การให้การศึกษา การรณรงค์และสนับสนุนให้คนเลิกสูบบุหรี่ เป็นต้น นอกจากนั้นประเทศไทยยังมีการจัดตั้งองค์กรอิสระที่มีการส่งเสริมการงดสูบบุหรี่ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในปัจจุบันมีการใช้มาตรการทางด้านภาษี (ปัจจุบันสรรพสามิตบุหรี่สูงถึง 85% ซึ่งคิดเป็น 70% ของราคาบุหรี่ขายปลีก) การบังคับห้ามการโฆษณาบุหรี่ผ่านสื่อ การบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ รวมไปถึงการบังคับให้มีภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ (Graphic Health Warnings, GHW)  

 
ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2544-2554) อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมของคนไทยอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตโดยเมื่อแยกพิจารณาตามกลุ่มอายุ มีเพียงกลุ่มคนที่อายุมากกว่า 40 ปีเท่านั้นที่อัตราการสูบบุหรี่มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่คนกลุ่มอายุ 15-19 ปี มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มคนอายุระหว่าง 20-39 ปีมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหลังจากการลดลงหลังปีพ.ศ.2544 คนไทยยังคงมีอัตราการสูบบุหรี่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 20-60 ปี ซึ่งส่งผลให้ในปัจจุบันยังคงมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละมากกว่า 50,000 คน ดังนั้นนโยบายเพื่อลดการสูบบุหรี่ในประเทศไทยที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันยังคงเป็นสิ่งที่ที่ท้าทายถ้าสังเกตได้จากการที่การสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุอันดับสามที่ทำให้เกิดโรคในประเทศไทย

 
ถ้าจะวิเคราะห์ถึงผลกระทบของมาตรการการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ ในต่างประเทศ เช่น ประเทศแคนาดาสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และไต้หวัน มีการศึกษาถึงผลของการบังคับใช้ภาพคำเตือนที่มีต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่มากมาย โดยผลการศึกษาส่วนใหญ่พบว่าภาพคำเตือนช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ลง โดยยิ่งถ้าขนาดภาพคำเตือนที่ใหญ่ขึ้นก็จะได้ผลดีขึ้นเท่านั้นแต่การเพิ่มขนาดจะได้ผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ถึงแค่ขนาดรูปภาพขนาดหนึ่งเท่านั้น

 
นอกจากนั้น การศึกษาของ Hammond (2011) ยังพบว่า ภาพคำเตือนมักได้ผลต่อผู้สูบบุหรี่ หรือผู้ที่คิดสูบบุหรี่ที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางและพบว่าการใช้นโยบายภาพคำเตือนได้ผลที่ชัดเจนกว่าในกลุ่มผู้สูบวัยรุ่นที่มีอายุน้อยและกลุ่มผู้สูงอายุ ในขณะที่ การศึกษาของ Changและคณะ(2011)และ Cantrellและคณะ (2013) ยังพบว่าความแตกต่างทางเศรษฐกิจและระดับการศึกษามีผลอย่างมากต่อประสิทธิผลของการใช้ภาพคำเตือนในประเทศไต้หวัน กล่าวคือ นโยบายดังกล่าวได้ผลดีกับกลุ่มคนที่มีอัตราการอ่านออกและเขียนได้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้สูบไม่จำเป็นต้องอ่านและเข้าใจประโยคคำเตือนบนซองบุหรี่ แต่สามารถเข้าใจการสื่อสารจากรูปได้โดยตรง ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชุมชนเมืองและชุมชนชนบท

อย่างไรก็ดี มีงานศึกษาบางส่วนที่พบว่าการใช้ภาพคำเตือนนั้นมีผลน้อย หรือไม่มีผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการลดลงของอัตราการสูบบุหรี่ เช่น Cecilและคณะ(2006) พบว่าภาพคำเตือนมีผลค่อนข้างน้อยต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของกลุ่มวัยรุ่นในมลรัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ Siahpush และคณะ(2009) พบว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ผลในประเทศออสเตรเลียและ Aroraและคณะ(2012) และ Sansone และคณะ (2012 พบว่าการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ในประเทศอินเดียยังไม่ประสบความสำเร็จในการลดอัตราการสูบบุหรี่เท่าที่ควร

สำหรับประเทศไทยนั้น ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ประโยคคำเตือนบนซองบุหรี่มาเป็นการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ในปีพ.ศ. 2548 การศึกษาส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องเป็นเพียงการวิเคราะห์สถิติเบื้องต้นจากข้อมูลแบบสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น เช่น พิมพ์พรรณ ศิลปะสุวรรณและคณะ (2548) และศรัญญา เบญจกุลและมณฑา เก่งพาณิช (2556) ซึ่งพบว่าประสิทธิผลของการใช้ฉลากและภาพเตือนบนซองบุหรี่ในประเทศไทยได้ผล ในเชิงที่ผู้สูบบุหรี่รับรู้ถึงอันตรายมากขึ้น และมีความคิดที่จะเลิกสูบ ในขณะที่ผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ก็ไม่อยากสูบมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาในกลุ่มวัยรุ่นของ ธนนันท์ วรรณศิไรรัตน์ และคณะ(2553) และความมีประสิทธิผลของGHW จะขึ้นอยู่กับว่ารูปภาพคำเตือนนั้นเป็นรูปอะไร (โดยภาพมะเร็งปอดเป็นภาพที่ได้ผลมากที่สุด) แต่การวิเคราะห์ผลศึกษาของงานวิจัยทั้งสามที่ได้กล่าวมาไม่ได้มีการใช้แบบจำลองทางสถิติที่ควบคุมปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการอัตราการสูบบุหรี่อื่นๆ เช่น ไม่มีการควบคุมถึงผลของอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ หรือการกำหนดพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเลย



งานศึกษาของ ดร.ภาณุทัต สัชฌะไชย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาผลของภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ต่ออัตราการสูบบุหรี่ของคนไทย และได้ตีพิมพ์งานศึกษาดังกล่าวในวารสาร NIDA Economic Review โดยการศึกษานี้ใช้ข้อมูลอัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยที่มีการเผยแพร่ทางสาธารณะในช่วงปีพ.ศ. 2544 ถึง พ.ศ.2554 โดยข้อมูลเป็นข้อมูลในเชิงภาพรวม(Aggregate Data) ที่รวบรวมจาก 3 แหล่งฐานข้อมูลได้แก่1) รายงาน Global Adult Tobacco Survey(GATS) ขององค์การอนามัยโลก (WHO), 2) รายงาน Cigarette Smoking and Drinking Behavior Survey ของสำนักงานสถิติแห่งชาติและ 3) รายงาน Health and Welfare Survey (HWS) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งแต่ละฐานข้อมูลมีการจัดเก็บในปีแตกต่างกัน ดังนั้นฐานข้อมูลอัตราการสูบบุหรี่ที่ผู้วิจัยใช้ในการศึกษานี้สร้างคือ ข้อมูล Pseudo-Panel Data ที่ครอบคลุมระยะเวลา 6 ปีที่ไม่ต่อเนื่องกันโดยแต่ละปีจะแบ่งผู้สูบบุหรี่ตามกลุ่มอายุ 8 กลุ่มคือ อายุ 15-19ปี, 20-24ปี, 25-29ปี, 30-34ปี, 35-39ปี, 40-49ปี, 50-59ปีและ 60ปีขึ้นไป

ผลการประมาณการจากแบบจำลอง Random Coefficients Model ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผลของปัจจัยที่อาจจะมีขนาดแตกต่างกันตามแต่ละกลุ่มอายุ และผลของปัจจัยแต่ละตัวอาจจะมีความสัมพันธ์ระหว่างกันภายในกลุ่ม แสดงให้เห็นว่าการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่นั้นช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ลง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีและคนอายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีตอบสนองต่อภาพคำเตือนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างไรก็ดี ประสิทธิผลของการใช้ภาพคำเตือนได้ผลค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ซึ่งมีประสิทธิผลมากกว่า

ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการสูบบุหรี่มากที่สุด คือ ระดับราคาบุหรี่ขายปลีกโดยเปรียบเทียบ ซึ่งคำนวณจากสัดส่วนของดัชนีราคาบุหรี่ต่อดัชนีราคาผู้บริโภค ทั้งนี้ผู้วิจัยพบว่านโยบายภาษีสรรพสามิตบุหรี่นั้นไม่มีประสิทธิผลในการลดอัตราการสูบบุหรี่ลง ซึ่งผลที่ได้นั้นสอดคล้องกับ Sarntisart (2011) ที่พบว่าการขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่อาจจะไม่ทำให้ราคาบุหรี่ขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอัตราภาษีสรรพสามิตถูกจัดเก็บจากราคาพื้นฐานที่บริษัทบุหรี่เป็นผู้ตั้งและอาจตั้งต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อรักษาให้ราคาบุหรี่ขายปลีกไม่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้น ผู้วิจัยยังพบว่าแนวโน้มอัตราการสูบบุหรี่ที่ลดลงไม่ได้เกิดจากแนวโน้มตามกาลเวลา

เมื่อแยกวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มผู้ชาย ผู้วิจัยพบผลการศึกษาที่คล้ายคลึงกันกับกลุ่มรวม แต่ผลของการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่มีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงถือว่ามีประสิทธิผลต่ำกว่าอยู่ดี และหากแยกวิเคราะห์กลุ่มคนในชนบทและกลุ่มคนในเมือง ผู้วิจัยพบว่าการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่มีประสิทธิผลมากกว่าสำหรับกลุ่มคนในชนบท ซึ่งมีระดับการศึกษาหรือการอ่านออกเขียนได้ต่ำกว่า ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Fong และคณะ (2009) นอกจากนั้นกลุ่มคนในชนบทมีขนาดการตอบสนองต่อราคาบุหรี่ขายปลีกที่เปลี่ยนไปมากกว่ากลุ่มคนในเมือง นั้นคือ การเพิ่มขึ้นของราคาบุหรี่ขายปลีกจะทำให้อัตราการสูบบุหรี่ของคนในชนบทลดลงมากกว่าคนในเมือง

นอกจากนั้น การศึกษานี้ยังพิจารณาผลที่อาจจะเกิดจาก novelty effect โดยผู้วิจัยเลือกใช้จำนวนภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ที่ใช้หมุนเวียนกันเพื่อป้องกันการเกิดการชินชาของผู้สูบบุหรี่ต่อภาพคำเตือนเดิมๆ ซึ่งการศึกษาพบผลจาก novelty effect ทำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลงแต่มีขนาดที่เล็กมาก เมื่อเปรียบเทียบกับผลของการใช้นโยบายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาบุหรี่ขายปลีก

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของงานศึกษานี้สามารถ Download ได้จาก http://www.econ.nida.ac.th/components/com_booklibrary/ebooks/1-1.pdf