29 กุมภาพันธ์ 2559

การค้าระหว่างประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

งานศึกษาทางด้านการค้าระหว่างประเทศโดยส่วนใหญ่มักกำหนดวัตถุประสงค์ให้ในการเพิ่มปริมาณการค้ารวมถึงการพยายามใช้การค้าในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทยที่เป็นประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจเปิดที่มีขนาดเล็ก (Small Open Economy) ที่มีสัดส่วนของการค้าระหว่างประเทศต่อรายได้ประชาชาติในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ดี แนวคิดหนึ่งที่องค์กรระหว่างประเทศพยายามสนับสนุนก็คือ การพยายามให้การค้ามีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศมากกว่าที่จะช่วยสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศแต่เพียงอย่างเดียว กลุ่มของนักเศรษฐศาสตร์ของอค์กรดังกล่าวพยายามศึกษาว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะสามารถใช้ภาคการค้าระหว่างประเทศเป็นแรงผลักอันหนึ่งในการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างการเจริญเติบโตอย่างสมดุลและเสมอภาค (Inclusive Trade) ได้หรือไม่  


ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์คลาสสิก (Classical Theory) ได้อธิบายว่า การค้าระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะบริบทของประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเจ้าของปัจจัยการผลิตที่ประเทศนั้นมีอยู่อย่างมากมาย (Owner of Abundant Factor) ซึ่งในกรณีของประเทศกำลังพัฒนา ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างมากและถูกใช้มากที่สุดก็คือ “กำลังแรงงาน” (Labor) ดังนั้น การค้าระหว่างประเทศน่าจะช่วยสร้างรายได้ให้กับแรงงานในประเทศและสามารถช่วยลดปัญหาความยากจนในประเทศได้ 


อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบจากงานศึกษาวิจัยในโลกแห่งความเป็นจริงกลับไม่ออกมาเช่นนั้น การค้าระหว่างประเทศอาจไม่ได้ช่วยลดความยากจนเสมอไป โดยงานวิจัยต่างๆ เห็นพ้องต้องกันว่า ช่องทางหลักในการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำจากการใช้การค้าระหว่างประเทศก็คือ 1) การค้าระหว่างประเทศจะต้องทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว และ 2) ต้องให้แน่ใจว่ารายได้ที่ประเทศได้รับการจากค้าระหว่างประเทศนั้นควรที่จะต้องตกอยู่กับคนจนภายในประเทศในสัดส่วนที่สูง โดยคนจนจะต้องมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นทั้งประเทศ ระบบการค้าระหว่างประเทศที่ถูกต้องสามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวช่วย” ในการลดปัญหาความยากจน (Aid for Trade) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ในกรณีของประเทศไทย โครงการวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผมเป็นหัวหน้าโครงการโดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) โดยร่วมวิจัยกับ รศ.ดร.ศาสตรา สุดสวาสดิ์จากนิด้าได้ศึกษาความเป็นไปได้ของการค้าระหว่างประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพบว่า การเปิดเสรีการค้า (Trade Liberalization) ของประเทศไทยสามารถทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ของประชากรไทยเพิ่มขึ้นก็ได้หรือลดลงก็ได้ขึ้นอยู่กับประเภทของการเปิดเสรีการค้าที่เกิดขึ้นและขึ้นอยู่กับว่าเปิดเสรีในสาขาใด โดยหากการค้ามีผลช่วยให้เกิดการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ในการผลิตในสาขาการเกษตรกรรมหรือถ้าประเทศได้ดำเนินการปรับลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีในสาขาการผลิตบริการลงจากเดิมแล้ว การค้าระหว่างประเทศจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ในประเทศไทยลงได้ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของประเทศไทยที่ต้องเน้นพัฒนาเทคโนโลยีในภาคเกษตรกรรมและลดกฎระเบียบทางการค้าอื่นๆ ในภาคบริการให้มากขึ้น แทนที่จะไปทุ่มเมทรัพยากรกับภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก


นอกจากมิติทางด้านการค้าระหว่างประเทศแล้ว การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศอย่างเช่นการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) และการลงทุนในหลักทรัพย์ทางการเงินจากต่างประเทศ (Portfolio Investment) เองก็ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำเช่นเดียวกัน โดยการศึกษาพบว่า ถึงแม้ว่าการขยายตัวของการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินจากต่างประเทศจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนจากต่างประเทศก็ตาม แต่การลงทุนในสินทรัพย์จากต่างประเทศกลับก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ระหว่างครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น  

ในทางตรงกันข้ามถ้าเปรียบเทียบกับการขยายตัวของการส่งออก การส่งออกจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยที่สุด แต่ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ระหว่างครัวเรือนที่เท่าเทียมกันมากที่สุด ส่วนการขยายตัวของการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศจะมีผลกระทบต่อการผลิตและการกระจายรายได้ในระดับปานกลาง

ทั้งนี้ในการที่จะออกแบบให้การค้าระหว่างประเทศสามารถทำหน้าที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความยากจนของประเทศได้นั้น  นโยบายการค้าจำเป็นต้องผ่านกระบวนการเชื่อมโยงใน 3 ด้านดังต่อไปนี

  1.    นโยบายการค้าต้องสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างสูงให้กับประเทศ (Creating Economic Opportunities) ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลดความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นการค้าขายสินค้าที่มีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น
  2.   นโยบายการค้าต้องสร้างโอกาสในการให้กับบุคคลต่างๆ ในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน (Ensuring Access to Create Opportunities) ไม่ว่าจะเป็น การสร้างงาน การศึกษา การเข้าถึงทางการเงิน และข้อมูลข่าวสาร เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับคนยากจน 
  3.      นโยบายการค้าควรมีส่วนช่วยในการสร้างความเชื่อมแน่นทางสังคม (Preserving Social Coherence) และสอดคล้องกับระบบการคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) ของประเทศโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น



นอกจากนี้ ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation) โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการค้า (Trade-Related Information) แก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น  พัฒนาการค้าชายแดนให้เป็นโอกาสของผู้ประกอบการรายย่อย สร้างระบบของการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อรายย่อย รวมไปถึงการจัดตั้ง Export Processing Zone (EPZ) ในกลุ่มสินค้าเกษตรกรรมให้ครอบคลุมมากขึ้น

และนอกเหนือจากในมิติของความเหลื่อมล้ำแล้ว การค้าระหว่างประเทศควรคำนึงถึงมิติทางด้านความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ว่าจะเป็นมิติต่อผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยเช่นกัน