14 เมษายน 2559

พัฒนา "บุคลิกภาพ" เพื่อ การพัฒนาที่ยั่งยืน


บุคลิกภาพ (Personality) มีความสำคัญต่อการพัฒนาได้อย่างไร ลองคิดดูง่ายๆ ครับ ถ้าจะวิเคราะห์ในเชิงลึก เพราะเหตุใดประเทศที่ไม่มีทรัพยากรอะไรมากมายอย่างญี่ปุ่นถึงสามารถก้าวข้ามมาเป็นประเทศชั้นนำในโลกได้ เพราะเหตุใดประเทศเกิดใหม่อย่างเกาหลีไต้จึงสามารถพัฒนาแบรนด์ระดับชาติ (National Brand) อย่างซัมซุนหรือฮุนไดจนสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก หรือเพราะอะไร ประเทศที่เป็นเพียงเกาะขนาดเล็กมากๆ อย่างสิงคโปร์ถึงขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก การพัฒนาเหล่านี้เกิดจากหลายปัจจัย แต่สิ่งที่เป็นสำคัญที่สุดก็คือ "ปัจจัยทางด้านทรัพยากรมนุษย์" และภายในปัจจัยทางด้านทรัพยากรมนุษย์นั้นวิ่งที่เป็นเหมือนกับเป็น DNA ของทรัพยากรมนุษย์ก็คือ  "ปัจจัยทางด้านบุคลิกภาพ" ที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละประเทศ (Personality Trait) ยกตัวอย่างเช่น เราจะได้ยินเสมอถึงบุคลิกภาพของความมีระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่นเนื่องจากหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นต้องการที่จะยกตัวเองขึ้นมาแข่ง (และต้องการชนะ) อเมริกา  เกาหลีไต้ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีบุคลิกภาพของประชากรที่มี "ความมุ่งมั่น" เนื่องจากประเทศของตนจะได้รับแรงกดดันจากเกาหลีเหนืออยู่เสมอ ในขณะที่สิงคโปร์เองก็เป็นประเทศเกาะเล็กๆ ในอาเซียนที่ไม่มีทรัพยากรอะไรจึงจำเป็นต้องสร้างจุดเด่น เป็นต้น  บุคลิกภาพของประชากรในประเทศเหล่านี้เป็นต้นกำเนิดของประเทศในการพยายามสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เป็นของตนเอง และสุดท้ายก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศเหล่านั้นให้ประสบผลสำเร็จ

 

บุคลิกภาพ (Personality)  เป็นลักษณะส่วนรวมของบุคคล ซึ่งจะแสดงออกมาทางพฤติกรรมในสถานการณ์ต่างๆ อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Trait (ลักษณะเฉพาะ,อุปนิสัย) บุคลิกภาพนั้นพัฒนาขึ้นมาจาก 2 ปัจจัย คือ 1) การสืบทอดทางพันธุกรรม (การวิจัยบางอันบอกว่าส่งผลประมาณ 50%  หรือน้อยกว่านั้น และ 2) สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู และสิ่งที่เราจะต้องเผชิญมาตลอดช่วงชีวิตเรานั้นส่งผลต่อบุคลิกภาพทั้งสิ้น  

 
 
 

านศึกษาของ Almlund และคณะ (2011) ได้อธิบายถึงความเชื่อมโยงของบุคลิกภาพในประเด็นทางเศรษฐศาสตร์ โดยพบว่าบุคลิกภาพจะมีพลังในการพยากรณ์ (Predictive Power) ต่อผลสัมฤทธิ์ในด้านต่างๆ เช่นความฉลาดทางปัญญา (เช่นระดับ IQ หรือคะแนนสอบต่างๆ) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สุขภาพ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และ การยอมรับความเสี่ยง เป็นต้น

 

นอกจากนี้งานศึกษาของ Cunha and Heckman (2009) ยังให้ความสำคัญต่อความสำคัญในการสร้างและพัฒนาบุคลิกภาพต่อการพัฒนาทักษะทางอารมณ์ (Non-Cognitive Skill) โดยเฉพาะตั้งแต่ในวัยเด็กว่าบุคลิกภาพที่ถูกสร้างตั้งแต่เด็กนั้นจะส่งผลอย่างไรเพื่อเด็กคนนั้นเติบใหญ่ขึ้น โดยตัวอย่างหนึ่งที่มีการหยิบยกในแวดวงวิชาการก็คือ การพยายามหาผลได้ของสามโครงการในประเทศสหรัฐอเมริกาได้แก่ 1) โครงการ Perry Preschool Project, 2) โครงการ Carolina Abecedarian Project, และ 3) โครงการ Chicago Child-Parent Center Program โดยทั้งสามโครงการนี้เป็นโครงการที่ให้การศึกษาแก่เด็กที่มีฐานะยากจนและเด็กด้อยโอกาส (Disadvantaged Children) ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 5 ปี โดยพบว่า เด็กที่ได้เข้าร่วมโครงการพิเศษเหล่านั้นเมื่อเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นจะมีพัฒนาการในด้านการเรียนต่อที่ดีกว่า มีการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันสมควรที่ต่ำกว่า มีการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่น้อยกว่า รวมไปถึงยังมีหน้าที่การงานและรายได้ที่สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มเด็กนักเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ สิ่งที่เห็นจากงานวิจัยนี้ก็คือ การสร้างบุคลิกภาพตั้งแต่ในวัยเด็กนอกจากจะส่งผลต่อความฉลาดทางด้านสติปัญญาแล้ว ยังส่งผลต่อความฉลาดทางด้านอารมณ์ (Non-cognitive Skill) ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นประเภทของความฉลาดที่จะส่งผลกระทบต่อการประสบความสำเร็จมากกว่าการฉลาดเพียงแค่สติปัญญาแต่เพียงอย่างเดียว

 

และเนื่องจากบุคลิกภาพนั้นจะมีความแตกต่างกันในแต่ละสังคมและในแต่ละวัฒนธรรม วิทยาลัยนานาชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้จัดงานสัมมนาวิชาการเรื่อง "Personalities for Sustainable Development" ขึ้นในวันที่ 31 มีนาคม เวลา 13.00 (ห้องประชุม 202 อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) โดยงานดังกล่าวจะเป็นกรณีศึกษาของประเทศไทยโดยจะมีการนำเสนองานวิจัยด้าน Personality ทั้งหมด 5 ชิ้นโดยแต่ละชิ้นจะนำเสนอผลวิจัยด้าน Personalities ที่สำคัญได้แก่



  1. ความมุ่งมั่น (Passion) โดย ผศ.ดร.วาสิตา บุญสาธร และ อ.ดร.ดาวิษา ศรีธัญรัตน์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) ภายใต้บทความชื่อ Work Passion for Talents in High Performance Organization in Thailand
  2. ความสนุกสนาน (Enjoyment) โดย ผศ.ดร.วีระ ปาติยะเสวี (มหาวิทยาลัยมหิดล) ภายใต้บทความชื่อ Personalities for Technology Acceptance: Implications for Fitness Tracking Devices
  3. การมีสติ (Mindfulness) โดย ผศ.ดร.พีระยุทธ เจริญสุขมงคล (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) ภายใต้บทความชื่อ The Role of Mindfulness on Employee Psychological Reactions to Mergers and Acquisitions
  4. ความเชื่อมั่นในตัวเอง (Self-Efficacy) โดย ผศ.ดร.เวสารัช อุ้มบุญสุข (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) ภายใต้บทความชื่อ Parents or Peers, Wealth or Warmth?: The Impact of Social Support, Wealth, and a Positive Outlook on Self-Efficacy and Happiness
  5. จริยธรรม (Ethics) โดย ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน (สถาบันการจัดการชนบทและสังคม) ภายใต้บทความชื่อ Buddhism Economics: Economics with Ethics
     

ถ้าจะเปรียบเทียบบุคลิกภาพทั้ง 5 อย่างกับการขับรถแล้วนั้น บุคคลิกภาพด้านความมุ่งมั่น (Passion) เปรียบเสมือนกับเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ในการออกสตาร์ตเครื่อง โดยความมุ่นมั่นเปรียบเสมือนกับการมองภาพจุดมุ่งหมายในชีวิตว่า "ฉันต้องการเป็นอะไร" และ "ฉันจะไปถึงที่จะเป็นนั้นได้อย่างไร" คนที่มีความมุ่งมั่นเปรียบเสมือนกับนักขับรถที่กำหนดจุดมุ่งหมายปลายทางของตัวเองเอาไว้ และมีพลังขับเคลื่อนอย่างแรงกล้าที่จะไปถึงยังจุดมุ่งหมายนั้นให้ได้

 

อย่างไรก็ดี ในการไปถึงจุดมุ่งหมายดังกล่าว จำเป็นมากที่นักขับรถจะต้องมีความสุขและสนุกกับทางที่ไป (Enjoyment) เพราะความสนุกเป็นเสมือนกับเครื่องยนต์ชั้นดีที่สร้างพลังในการขับเคลื่อนให้ไม่มีที่สิ้นสุด การดำเนินชีวิตโดยขาดความสุขและความสนุกกับสิ่งที่ทำย่อมทำให้ผู้ขับเคลื่อนประสบกับความรู้สึกทางลบต่างๆ เช่น ความทุกข์ ความเครียด และความกังวล ซึ่งจะทำให้ไปถึงจุดมุ่งหมายปลายทางเหล่านั้นได้ยาก

 

ทั้งนี้ ย่อมเป็นไปได้ว่า ในการขับรถทางไกลนั้น อาจจะประสบกับอุปสรรคที่ไม่ได้คาดหลัวบ้าง เช่น รถประสบอุบัติเหตุหรือทางที่จะไปเกิดมีการปิดเส้นทาง ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกับชีวิตของคนก็เปรียบเสมือนกับ  ปัญหาอุปสรรคหรือเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดหวังที่อาจทำให้การดำเนินชีวิตของเราต้องเปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิตภายใต้อุปสรรคดังกล่าวก็คือ "การมีสติ (Mindfulness)" คนที่มีสติจะมีความสามารถในการยอบรับกับอุปสรรคและสามารถคิดหาหนทางในการ "ใช้สติปัญญา" เพื่อแก้ไขปัญหาหรือเผชิญกับอุปสรรคที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ซึ่งจะสอดคล้องกับบุคลิกภาพในด้าน "ความมั่นใจในตัวเอง (Self Efficacy) ซึ่งผู้ขับขี่จำเป็นต้องเชื่อมั่นว่า "ตัวเองมีความเก่งและดีพอที่จะไปถึงจุดมุ่งหมายปลายทางนั้นได้" และไม่ควรตั้งข้อสงสัยในศักยภาพของตัวเอง ดังนั้นการมีสติและการมีความมั่นใจในตัวเองก็เปรียบเสมือนกับการมีภูมิคุ้มกันและผู้ขับขี่สามารถหลีกเลี่ยงจากปัญหาและอุปสรรคทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นจากการขับรถคันนี้นั่งเอง

 

 
 
และในท้ายที่สุด ถึงแม้ว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องการที่จะ "ประสบความสำเร็จกับสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าหมายจากความมุ่งมั่น" ข้างต้นก็ตาม แต่เราต้องแน่ใจว่า เราจะไม่เร่งขับจนเกินไปจนเลยกว่า "ความเร็วที่สังคมกำหนด" นั่นก็คือต้องแน่ใจว่า การดำเนินชีวิตที่อยากได้ อยากมี และอยากเป็นของเรานั้น ยังไม่เกิดข้อกำหนดของ "จริยธรรม" ดังนั้นจริยธรรมจึงเปรียบเสมือนกับเส้นที่กำหนดให้การดำเนินชีวิตที่มีกิเลศส่วนตัวของเรานั้นเป็นการดำเนินชีวิตที่ถูกทำนองครองธรรม ในการขับรถ จริยธรรมเปรียบเสมือนกับ "การแตะเบรก" (Brake) ที่ทำให้ชีวิตมีการดำเนินต่อไป ซึ่งเป็นชีวิตที่อาจจะไม่ได้ความสุขสูงสุดจากความอยาก (Maximize Happiness from Greed) แต่เป็นชีวิตที่อยู่อย่างการมีความทุกข์ต่ำสุดแทน (Minimize Dukkha) ซึ่งอาจจะไม่ถึงขั้นของการหลุดพ้นจากกิเลศทั้งปวงแต่อย่างน้อยก็เป็นการดำเนินชีวิตโดยปกติสุข ทั้งนี้ ผลการศึกษาในการนำเสนอแต่ละชิ้นเป็นดังต่อไปนี้


  • ความมุ่งมั่น (Passion) โดย ผศ.ดร.วาสิตา บุญสาธร และ อ.ดร.ดาวิษา ศรีธัญรัตน์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) ภายใต้บทความชื่อ Work Passion for Talents in High Performance Organization in Thailand
    งานศึกษานี้ได้ทำการพัฒนาแบบจำลองความคิด (Conceptual Model) ของการสร้างความมุ่งมั่นใน     การทำงานของพนักงานในองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง (High Performance Organization หรือ HPO ในประเทศไทย งานศึกษานี้ใช้การดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึก  (in-depth   interviews) และการสนธนากลุ่มกับพนักงานบริษัทที่เป็นกลุ่ม Talent ในองค์กรจำนวน 28 คน   ผล        การศึกษาพบว่า ระดับของความมุ่งมั่นจะแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับด้วยกันได้แก่ 1) ระดับปานกลาง      (Neutral Stage), 2. ระดับของการสร้างความมุ่งมั่น (Passion Stage), และ 3. ระดับข้อการบ้างาน         (Workaholism Stage) โดยยังสามารถจำแนกความมุ่งมั่นได้เป็นอีก 3 มิติได้แก่ แบบมีเจตคติ      (Affective) , แบบมีการรับรู้ (Cognitive), และแบบเจตนาเชิงพฤติกรรม (Behavioral Intention)
     
  • ความสนุกสนาน (Enjoyment) โดย ผศ.ดร.วีระ ปาติยะเสวี (มหาวิทยาลัยมหิดล) ภายใต้บทความชื่อ Personalities for Technology Acceptance: Implications for Fitness Tracking Devices
    ภายใต้การพัฒนาประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิตัล ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือ การที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ถูกใช้ในทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตประจำวัน (Internet of Things) ซึ่งงานศึกษาในสาขาเทคโนโลยีจำนวนมากพยายามอธิบายถึงการยอมรับในเทคโนโนโลยีคสมัยใหม่ งานศึกษานี้ใช้แบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model) ในการวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้เครื่องติดตามการออกกำลังกาย (Fitness Tracking) ในประเทศไทย จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 452 คนและนำมาวิเคราะห์แบบจำลอง Structure Equation Model พบว่า "ความง่ายในการใช้ (Perceived Ease of Use), การได้รับประโยชน์จากการใช้ (Perceived Usefulness), เจตนาเชิงพฤติกรรม (Behavioral Intention), การได้มีประสบการณ์ในการลองใช้ (Demonstrability), รวมถึง "ความสนุกในการใช้" (Perceived Enjoyment) ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความง่ายในการยอมรับเทคโนโลยี งานศึกษานี้ถือได้ว่าเป็นงานชิ้นแรกที่ใช้แบบจำลองดังกล่าวเพื่อศึกษาการใช้เครื่องตรวจจับการออกกำลังกายในประเทศกำลังพัฒนา โดยใช้ประเทศไทยเป็นกรณีศึกษา  



  • การมีสติ (Mindfulness) โดย ผศ.ดร.พีระยุทธ เจริญสุขมงคล (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) ภายใต้บทความชื่อ The Role of Mindfulness on Employee Psychological Reactions to Mergers and Acquisitions งานศึกษานี้อธิบายถึงผลประโยชน์ของการมีสติต่อการตอบสนองทางด้เนพฤติกรรมของพนักงานบริษัทจากการเกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ซึ่งในกรณีนี้จะใช้ผลกระทบของการควบรวมกิจการ (Merger and Acquisition) เป็นกรณีศึกษาของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างของพนักงานในธนาคารญี่ปุ่นที่มีสาขาในประเทศไทยจำนวน 114 ตัวอย่างและวิเคราะห์โดยใช้แบบจำลอง Structure Equation Model พบว่า พนักงานที่มีระดับของการเจริญสติสูงกว่าจะมีแนวโน้มที่จะเข้าใจและยอมรับผลกระทบของการควบรวมกิจการมากกว่า


  • ความเชื่อมั่นในตัวเอง (Self-Efficacy) โดย ผศ.ดร.เวสารัช อุ้มบุญสุข (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) ภายใต้บทความชื่อ Parents or Peers, Wealth or Warmth?: The Impact of Social Support, Wealth, and a Positive Outlook on Self-Efficacy and Happiness
    งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างฐานะของครอบครัว การได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนและครอบครัว บุคลิกภาพเชิงบวก ต่อความเชื่อมั่นในตนเอง จากการสำรวจและใช้แบบจำลอง Structure Equation Model พบว่า บุคคลที่ได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่จะส่งผลต่อความสุขของคนนั้นมากกว่าบุคคลที่ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อน นอกจากนี้การได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่ยังส่งผลต่อการมีความเชื่อมั่นในตนเองที่สูงขึ้นตามมาอีกด้วย ในด้านของฐานะครอบครัวพบว่า บุคคลที่มาจากบ้านที่มีฐานะสูงกลับมีระดับของความเชื่อมั่นในตนเองลดลง ในขณะที่บุคคลที่มาจากบ้านที่มีฐานะต่ำแต่ได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่กลับมีระดับของความเชื่อมั่นในตนเองสูงขึ้น นอกจากนี้ บุคคลที่มีความเชื่อมั่นในตนเองก็มีแนวโน้มที่จะมีระดับความสุขที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะถ้าบุคคลนั้นมาจากครอบครัวที่มีรายได้สูง งานศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของพ่อแม่ที่จะส่งผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองและความสุขของลูก ถึงแม้ว่าครอบครัวนั้นจะมีฐานะยากจนก็ตาม
     
  • จริยธรรม (Ethics) โดย ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน (สถาบันการจัดการชนบทและสังคม) ภายใต้บทความชื่อ Buddhism Economics: Economics with Ethics
     โดยงานศึกษานี้ได้อธิบายถึงหลักการของพุทธเศรษฐศาสตร์ (Buddhism Economics) อันเป็นสาขาที่นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาประยุกต์เข้ากับแนวคิดในวิชาเศรษฐศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นจากอารยธรรมตะวันตก เพื่อเป็นการเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะความเป็นจริงของตัวมนุษย์ จากเดิมเศรษฐศาสตร์ที่มาจากฝั่งตะวันตกจะอธิบายถึงการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ปัจเจกบุคคลได้รับความพึงพอใจสูงสุด ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และสามารถทำให้สังคมได้บรรลุถึงสวัสดิการทางสังคมสูงสุดภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ในขณะที่หลักการทางพุทธเศรษฐศาสตร์เป็นการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ปัจเจกบุคคลและสังคมบรรลุซึ่งศานติสุขจากการมีชีวิตอยู่ในโลกของวัตถุภายใต้เงื่อนไขทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด งานวิจัยชิ้นนี้ได้อธิบายถึงความจำเป็นที่จะต้องรักษาสมดุลระหว่างการมีตัณหา ซึ่งก็คือการอยากได้ อยากมี และอยากเป็น กับการกำหนดตัวเองไม่ให้เกินกว่าเส้นของคุณธรรมจริยธรรมขั้นต่ำ (Minimum Ethical Line) ที่ควรจะเป็น ซึ่งสามารถกระทำได้โดยใช้หลักการทางพุทธศาสนาง่ายๆ ได้แก่ การเน้นการพึ่งตนเอง การใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท การเน้นอหิงสา (หรือการละเว้นจากการสร้างเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความรุนแรง) การเน้นการไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น การพยายามละกิเลสและความโลภ และการเน้นความซื่อสัตย์ สุจริต และมีความละอายและเกรงกลัวต่อการกระทำความผิด

 

ทั้งนี้ในด้านของข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ควรเริ่มตั้งแต่การปรับระบบการศึกษาโดยเน้นให้ความสำคัญกับการสร้างทักษะทางอารมณ์ (Non-cognitive Skill) ให้มากขึ้นกว่าจากเดิมที่เน้นเพียงการสร้างทักษะทางปัญญา (Cognitive Skill) ทั้งนี้บทบาทของครอบครัวและสภาพแวดล้อมมีความสำคัญต่อการสร้างบุคลิกภาพที่จำเป็นไม่ว่าจะเป็น การพยายามให้เกิดการค้นหาแรงบันดาลใจจนนำมาสู่การสร้างความมุ่งมั่น (Passion) การสนับสนุนให้บุคคลได้เรียนรู้ในการเจริญสติเพื่อนำมาสู่การมีสติในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค รวมถึงการใช้บริบททางด้านคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อให้บุคคลเหล่านั้นได้มีการดำเนินชีวิตอย่างศานติสุข

 
 
 

อ้างอิง

Almlund, M., Duckworth, A.L, Heckman, JJ., & Kautz, T.D. (2011) Personality Psychology and Economics, NBER Working Paper No.16822, Cambridge, MA: National Bureau of Economic Research.

 

Cunha & Heckman, JJ. F. (2009) Investing in our Young People, NBER Working Paper No.16201, Cambridge, MA: National Bureau of Economic Research.