ประเทศไทย 4.0 (Thailand
4.0) เป็นชื่อของโมเดลในการพัฒนาเศรษฐกิจที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังให้ความสำคัญและเชื่อว่าจะเป็นโมเดลที่จำเป็นต่อการนำประเทศไปสู่ความ
"มั่นคง, มั่งคั่ง, และยั่งยืน" โดยโมเดลนี้จะเน้นการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศผ่านการใช้นวัตกรรม
(Innovative-Growth) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green
Growth) และต้องสร้างการเจริญเติบโตให้กับทุกคนอย่างทั่วถึง (Inclusive
Growth) ซึ่งโมเดลเศรษฐกิจนี้จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถหลุดกรอบกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงในอนาคต
อย่างไรก็ดี ในการขับเคลื่อนประเทศในรูปแบบดังกล่าว
"คน" คือศูนย์กลางที่สำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ แต่เมื่อเรามามองตลาดแรงงานไทว่ามีความพร้อมเพียงใดต่อการรองรับประเทศเพื่อก้าวไปสู่ในยุค
4.0 ดังกล่าว โดยส่วนตัวผมมีความเห็นว่า ตลาดแรงงานไทยยังไม่มีความพร้อมในการเตรียมตัวไปสู่การเป็นประเทศไทย
4.0 เท่าใดนัก (ตรงกันข้ามกลับดูจะเป็นอุปสรรคเสียด้วย) โดยความไม่พร้อมดังกล่าวสามารถจำแนกได้เป็น
4 ประเด็นได้แก่
ประเด็นแรก - ความไม่พร้อมของระบบการศึกษาในการผลิตคนสำหรับยุค
4.0
- จากการพยากรณ์ของ World
Economic Forum ได้ระบุว่า ทักษะแรงงานที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคตในปี ค.ศ.2020
นั้นจะเป็นต้องประกอบไปด้วยทักษะที่จำเป้นอย่างทักษะที่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงซับซ้อน
ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการจัดการบุคคล ทักษะในการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่
และทักษะการทำงานร่วมกัน เป็นต้น แต่เมื่อไปดูระบบการศึกษา (ที่มีแต่ปัญหา)
ของประเทศแล้วจะเห็นได้ว่า การเรียนการสอนในบ้านเรายังอยู่เพียง Education
1.0 ที่สอนแบบบรรยายที่มีครูเป็นศูนย์กลาง โดยเน้นเรียนแล้วจำและเอาที่จำมาสอบ
การเรียนการสอนเช่นนี้ไม่สามารถสร้างทักษะที่โลกในอนาคตต้องการได้ ที่ผ่านมาระบบการศึกษาของเราจะมีก้าวไปสู่
Education 2.0 บ้างแต่ก็ยังไม่มากนัก แต่ยังไม่ถึงขั้น Education
3.0 อย่างแท้จริง
ประเด็นที่สอง
- ความไม่พร้อมในระบบการจับคู่งาน - โดยถึงแม้ว่าระบบการศึกษาของประเทศจะสามารถผลิตบุคคลากรออกมาในสาขาที่จำเป็นต่อการสร้างนวัตกรรมของประเทศ
(เช่นสาขาด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ ด้านสุขภาพ หรือด้านไอที)
ออกมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่ด้วยความไม่พร้อมของระบบจับคู่งาน (Job
Matching) ของประเทศไทยกลับไม่สามารถนำบุคคลากรเหล่านั้นเข้ามาสู่การทำงานในสาขาที่ขาดแคลนเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่
โดยจากงานวิจัยของผมพบว่า กว่าร้อยละ 50
ของผู้สำเร็จในสาขาวิศวกรรมศาสตร์กลับเลือกที่จะไม่เป็นวิศวกร ในขณะที่กว่าร้อยละ
80 ของผู้สำเร็จในสาขาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์กายภาพ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพกลับไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นนักวิทยาศาสตร์
ในขณะที่สายงานด้านไอทีเป็นสายงานที่ขาดแคลนบุคคลากรมากที่สุดสายงานหนึ่งถึงแม้ว่าจะมีบัณฑิตจบมาในด้านนี้ต่อปีค่อนข้างมากก็ตาม
ความไม่พร้อมในระบบจับคู่งานนี้ทำให้ภาคธุรกิจขาดแคลนกำลังคนที่ตรงกับความต้องการอันนำมาสู่การลดลงของผลิตภาพแรงงานของประเทศ
ประเด็นที่สาม
- ความไม่พร้อมในระบบการฝึกอบรมของประเทศ -
หลักสูตรการฝึกอบรมสาธารณะ (Public Training Program) ที่จัดโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
กระทรวงแรงงาน ยังเป็นหลักสูตรที่ไม่ทันสมัย ในขณะที่หลักสูตรที่เป็นที่ต้องการกับโลกปัจจุบันเชนหลักสูตร
Digital Marketing, Social Media Marketing, การใช้ซอล์ฟแวร์ที่จำเป็นในการวางแผนธุรกิจ,
หรือหลักสูตรการสร้างผู้ประกอบการต่างๆ ล้วนเป็นหลักสูตรที่มีความจำเป็นและเป็นที่ต้องการสำหรับผู้เข้าร่วมฝึกอบรมทั้งสิ้น
แต่เนื่องจากหลักสูตรเหล่านี้ยังไม่ได้รับความสนใจที่จะจัดโดยภาครัฐมากเท่าที่ควร
จึงเป็นช่องว่างให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาเก็บเกี่ยวโอกาสทางการตลาดได้โดยง่าย จึงทำให้การฝึกอบรมในหลักสูตรเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่สามารถเข้าถึงได้กับทุกคน
ประเด็นสุดท้าย
- ความไม่พร้อมในการพัฒนาแรงงานทั้งระบบ - โดยเมื่อเราพูดถึงการพัฒนาตลาดแรงงานทั้งระบบแล้ว
สิ่งที่ไม่ควรลืมก็คือ การนำแรงงานกลุ่มรอง (Secondary Workers) เข้ามาสู่กระบวนการของการพัฒนาด้วย
โดยแรงงานกลุ่มรองในที่นี้นอกจากจะรวมไปถึงแรงงานที่อาจต้องประสบปัญหาการตกงาน
(หรืออาจได้รับค่าจ้างที่ลดลง) จากถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงแล้ว
ยังรวมไปถึงแรงงานที่ขาดโอกาสต่างๆ เช่น แรงงานผู้สูงอายุ แรงงานเด็ก
(ที่ต้องออกจากระบบการศึกษา) แรงงานคนพิการ เป็นต้น การขับเคลื่อนประเทศโดยละเลยการเยียวยาหรือสร้างงานแก่แรงงานกลุ่มนี้จะไม่สามารถทำให้ประเทศสามารถยกระดับไปสู่การเป็นประเทศไทย
4.0 ได้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้รัฐบาลไทยจำเป็นต้องสร้างระบบเพื่อที่จะสามารถ
"เตรียมพร้อมคนใหม่ ใส่ใจคนเดิม เติมเต็มคนหลุดหาย" โดยการพยายามที่จะต้อง
"เชื่อมโลกของการทำงานกับโลกของการศึกษาเข้าด้วยกัน"
ซึ่งจะทำอย่างไรนั้นขอยกยอดไปในตอนต่อไปครับ
