18 เมษายน 2560

เชื่อม "โลกการศึกษา" กับ "โลกการทำงาน"

จากทีได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้วถึงความไม่พร้อมของตลาดแรงงานไทยที่จะเป็นอุปสรรคให้ประเทศอาจไม่สามารถก้าวไปสู่ยุค Thailand 4.0 ได้ ไม่ว่าจะเป็นความไม่พร้อมของระบบการศึกษา, ความไม่พร้อมในการจับคู่คนกับงาน, ความไม่พร้อมในการฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือแรงงาน, และความไม่พร้อมในการพัฒนาแรงงานทั้งระบบ (อ่านเพิ่มเติมได้จาก http://piriya-pholphirul.blogspot.com/2017/03/40.html) ซึ่งความไม่พร้อมทั้งหมดนี้ได้ส่งผลต่อการถดถอยของผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) ในปัจจุบัน คำถามก็คือภาครัฐจะสามารถทำอย่างไรได้บ้างเพื่อจะสร้างความพร้อมดังกล่าว




คำตอบก็คือ "ภาครัฐควรจะสร้างระบบที่จะสามารถเชื่อมโลกของการศึกษากับโลกของการทำงาน (Putting Education to Work System)" ให้เข้าหากัน" เพื่อให้แรงงานได้เกิดโอกาสของการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ทั้งนี้ถ้าจะจำแนกกลุ่มแรงงานเพื่อสร้างระบบดังกล่าว สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่มดังนี้

กลุ่มแรก - กลุ่มนักเรียนนักศึกษา - โดยนอกจากการที่สถาบันการศึกษาจะต้องปรับปรุงหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กคิดได้และวิเคราะห์ให้เป็นภายใต้ระบบ Education 3.0 แล้ว (Education 4.0 ไม่มีนะครับ) การขยายระบบอาชีวะทวิภาคีและระบบสหกิจศึกษายังเป็นเรื่องที่ต้องรีบทำโดยเร่งด่วน นอกจากนี้ การเชื่อมภาคสถาบันการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม (University-Industry Linkages) เองก็ยังมีน้อยมากในประเทศไทย การมีหน่วยงาน Technology Licensing Office (TLO) ซึ่งทำหน้าที่ในการเชื่อมนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยไปสู่ผู้ใช้ในภาคธุรกิจก็ยังมีอยู่บ้างในมหาวิทยาลัยวิจัยเพียงไม่กี่แห่งของประเทศ ดังนั้นการเพิ่มจำนวนของสถาบันการศึกษาที่จะสร้างระบบการเชื่อมโยงดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดโดยกระทรวงหรือการใช้มาตรการทางการคลัง เช่นการให้เงินสนับสนุนจากภาครัฐ กระทรวงศึกษายังต้องเปิดกว้างในกฎข้อบังคับของหลักสูตรที่จะสามารถให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทั้งการเรียน การสอน และการวิจัย (อาจจะรวมไปถึงการบริหาร) ในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยอาชีวะศึกษาให้มากขึ้น อันนี้ยังไม่รวมไปถึงการสร้างระบบการรับผิดรับชอบ (Accountability) ที่มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อสังคมที่ผลิตบัณฑิตที่มีทักษะไม่เป็นที่ต้องการและออกมาเตะฝุ่นตกงาน

กลุ่มที่สอง - กลุ่มแรงงานที่กำลังทำงานอยู่ในปัจจุบัน - โดยกลุ่มนี้ต้องพัฒนาระบบการฝึกอบรมให้เกิดขึ้นภายในองค์กรมากขึ้น ถ้าองค์กรให้การฝึกอบรมทักษะ (โดยเฉพาะทักษะสมัยใหม่) ไม่เพียงพอ ภาครัฐก็ควรต้องเป็นตัวกลางในการนำเสนอหลักสูตรที่จำเป็นต่อยุค 4.0 เช่นทักษะในการใช้ไอทีขั้นต้น ทักษะการใช้ Social Media สำหรับการทำธุรกิจผ่าน e-Commerce เป็นต้น ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการฝึกอบรมฝนหลักสูตรประเภทนี้ได้ นอกจากนี้  ควรขยายระบบการกำหนดคุณวุฒิวิชาชีพ และการจัดการระบบค่าจ้างให้สะท้อนต่อทักษะในการทำงานมากกว่าที่จะสะท้อนจากวุฒิการศึกษา พร้อมกันนี้ ระบบการจ้างงานควรสนับสนุนโอกาสในการดึงดูดแรงงานที่มีทักษะจากต่างประเทศและนักวิชาการจากรั้วสถาบันการศึกษาให้เข้ามาทำงานในสาขาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น

กลุ่มที่สาม - กลุ่มที่อยู่นอกจากกำลังแรงงาน เช่น เด็กวัยรุ่นที่ต้องออกจากโรงเรียนก่อนวัยอันสมควร ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสในสังคมอื่นๆ ซึ่งการให้โอกาสทางการศึกษาและการฝึกอบรมกับแรงงานกลุ่มนี้นอกจะเป็นการให้โอกาสในการประกอบอาชีพแล้ว ยังช่วยในการลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับผลิตภาพของแรงงานของประเทศโดยรวม เป็นที่น่าเสียดายว่า เด็กวัยรุ่นที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน (โดยอาจจะเพราะไปพลาดท่าท้องในวัยเรียนหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด) คนแก่ที่ต้องเกษียณอายุจากการทำงานในขณะที่ตัวเองยังมีกำลังวังชาที่สามารถทำงานได้อยู่ หรือแม้กระทั่งคนพิการที่ไม่ได้รับโอกาสในการทำงานมากนักได้ถูกปล่อยปะละเลย ดังนั้นการพัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) จึงเป็นอีกระบบที่น่าสนใจในการเปิดโอกาสให้แรงงานกลุ่มนี้สามารถเก็บชั่วโมงการทำงานเพื่อไปเทียบหน่วยกิตในสถาบันอาชีวะศึกษาได้ ซึ่งถ้าสามารถทำได้ สถาบันอาชีวะศึกษาจะไม่ปวดหัวกับการไม่มีเด็กมาเรียนอาชีวะศึกษาอีกต่อไป นอกจากนี้ การพัฒนาระบบการฝึกอบรมสำหรับแรงงานผู้สูงอายุ การให้ผู้สูงอายุหรือคนพิการสามารถทำงานบางอย่างได้จึงยังเป็นสิ่งจำเป็นโดยภาครัฐสามารถสร้างงานชั่วคราวผ่านระบบ Public Work Program ได้


ระบบการทำงานและการศึกษาจำเป็นต้องเดินควบคู่กันไปเป็นสิ่งจำเป็น จนในหลายประเทศได้เลือกที่จะให้ทั้งกระทรวงแรงงานและกระทรวงศึกษาอยู่ในกระทรวงเดียวกัน หรือให้กระทรวงศึกษาสามารถวางแผนระบบการศึกษาได้อย่างมีเอกภาพได้ทั้งระบบตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบมหาวิทยาลัย  ในขณะที่กระทรวงศึกษาไทยเป็นกระทรวงเดียวที่มีข้าราชการซี 11 (หรือที่เทียบเท่ากับปลัดกระทรวง) ถึง 5 คน และแน่นอนว่าความมีเอกภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร