จากทีได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้วถึงความไม่พร้อมของตลาดแรงงานไทยที่จะเป็นอุปสรรคให้ประเทศอาจไม่สามารถก้าวไปสู่ยุค
Thailand
4.0 ได้ ไม่ว่าจะเป็นความไม่พร้อมของระบบการศึกษา,
ความไม่พร้อมในการจับคู่คนกับงาน, ความไม่พร้อมในการฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือแรงงาน,
และความไม่พร้อมในการพัฒนาแรงงานทั้งระบบ (อ่านเพิ่มเติมได้จาก http://piriya-pholphirul.blogspot.com/2017/03/40.html)
ซึ่งความไม่พร้อมทั้งหมดนี้ได้ส่งผลต่อการถดถอยของผลิตภาพแรงงาน (Labor
Productivity) ในปัจจุบัน คำถามก็คือภาครัฐจะสามารถทำอย่างไรได้บ้างเพื่อจะสร้างความพร้อมดังกล่าว
คำตอบก็คือ
"ภาครัฐควรจะสร้างระบบที่จะสามารถเชื่อมโลกของการศึกษากับโลกของการทำงาน (Putting
Education to Work System)" ให้เข้าหากัน" เพื่อให้แรงงานได้เกิดโอกาสของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ทั้งนี้ถ้าจะจำแนกกลุ่มแรงงานเพื่อสร้างระบบดังกล่าว
สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่มดังนี้
กลุ่มแรก -
กลุ่มนักเรียนนักศึกษา -
โดยนอกจากการที่สถาบันการศึกษาจะต้องปรับปรุงหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กคิดได้และวิเคราะห์ให้เป็นภายใต้ระบบ
Education
3.0 แล้ว (Education 4.0 ไม่มีนะครับ)
การขยายระบบอาชีวะทวิภาคีและระบบสหกิจศึกษายังเป็นเรื่องที่ต้องรีบทำโดยเร่งด่วน
นอกจากนี้ การเชื่อมภาคสถาบันการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม (University-Industry
Linkages) เองก็ยังมีน้อยมากในประเทศไทย การมีหน่วยงาน Technology
Licensing Office (TLO) ซึ่งทำหน้าที่ในการเชื่อมนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยไปสู่ผู้ใช้ในภาคธุรกิจก็ยังมีอยู่บ้างในมหาวิทยาลัยวิจัยเพียงไม่กี่แห่งของประเทศ
ดังนั้นการเพิ่มจำนวนของสถาบันการศึกษาที่จะสร้างระบบการเชื่อมโยงดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดโดยกระทรวงหรือการใช้มาตรการทางการคลัง
เช่นการให้เงินสนับสนุนจากภาครัฐ กระทรวงศึกษายังต้องเปิดกว้างในกฎข้อบังคับของหลักสูตรที่จะสามารถให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทั้งการเรียน
การสอน และการวิจัย (อาจจะรวมไปถึงการบริหาร) ในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยอาชีวะศึกษาให้มากขึ้น
อันนี้ยังไม่รวมไปถึงการสร้างระบบการรับผิดรับชอบ (Accountability) ที่มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อสังคมที่ผลิตบัณฑิตที่มีทักษะไม่เป็นที่ต้องการและออกมาเตะฝุ่นตกงาน
กลุ่มที่สอง -
กลุ่มแรงงานที่กำลังทำงานอยู่ในปัจจุบัน -
โดยกลุ่มนี้ต้องพัฒนาระบบการฝึกอบรมให้เกิดขึ้นภายในองค์กรมากขึ้น
ถ้าองค์กรให้การฝึกอบรมทักษะ (โดยเฉพาะทักษะสมัยใหม่) ไม่เพียงพอ ภาครัฐก็ควรต้องเป็นตัวกลางในการนำเสนอหลักสูตรที่จำเป็นต่อยุค
4.0
เช่นทักษะในการใช้ไอทีขั้นต้น ทักษะการใช้ Social Media สำหรับการทำธุรกิจผ่าน e-Commerce เป็นต้น ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการฝึกอบรมฝนหลักสูตรประเภทนี้ได้
นอกจากนี้ ควรขยายระบบการกำหนดคุณวุฒิวิชาชีพ
และการจัดการระบบค่าจ้างให้สะท้อนต่อทักษะในการทำงานมากกว่าที่จะสะท้อนจากวุฒิการศึกษา
พร้อมกันนี้
ระบบการจ้างงานควรสนับสนุนโอกาสในการดึงดูดแรงงานที่มีทักษะจากต่างประเทศและนักวิชาการจากรั้วสถาบันการศึกษาให้เข้ามาทำงานในสาขาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น
กลุ่มที่สาม -
กลุ่มที่อยู่นอกจากกำลังแรงงาน เช่น
เด็กวัยรุ่นที่ต้องออกจากโรงเรียนก่อนวัยอันสมควร ผู้สูงอายุ คนพิการ
และผู้ด้อยโอกาสในสังคมอื่นๆ ซึ่งการให้โอกาสทางการศึกษาและการฝึกอบรมกับแรงงานกลุ่มนี้นอกจะเป็นการให้โอกาสในการประกอบอาชีพแล้ว
ยังช่วยในการลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับผลิตภาพของแรงงานของประเทศโดยรวม
เป็นที่น่าเสียดายว่า เด็กวัยรุ่นที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน (โดยอาจจะเพราะไปพลาดท่าท้องในวัยเรียนหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด)
คนแก่ที่ต้องเกษียณอายุจากการทำงานในขณะที่ตัวเองยังมีกำลังวังชาที่สามารถทำงานได้อยู่
หรือแม้กระทั่งคนพิการที่ไม่ได้รับโอกาสในการทำงานมากนักได้ถูกปล่อยปะละเลย
ดังนั้นการพัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) จึงเป็นอีกระบบที่น่าสนใจในการเปิดโอกาสให้แรงงานกลุ่มนี้สามารถเก็บชั่วโมงการทำงานเพื่อไปเทียบหน่วยกิตในสถาบันอาชีวะศึกษาได้
ซึ่งถ้าสามารถทำได้
สถาบันอาชีวะศึกษาจะไม่ปวดหัวกับการไม่มีเด็กมาเรียนอาชีวะศึกษาอีกต่อไป นอกจากนี้
การพัฒนาระบบการฝึกอบรมสำหรับแรงงานผู้สูงอายุ
การให้ผู้สูงอายุหรือคนพิการสามารถทำงานบางอย่างได้จึงยังเป็นสิ่งจำเป็นโดยภาครัฐสามารถสร้างงานชั่วคราวผ่านระบบ
Public Work Program ได้
ระบบการทำงานและการศึกษาจำเป็นต้องเดินควบคู่กันไปเป็นสิ่งจำเป็น
จนในหลายประเทศได้เลือกที่จะให้ทั้งกระทรวงแรงงานและกระทรวงศึกษาอยู่ในกระทรวงเดียวกัน
หรือให้กระทรวงศึกษาสามารถวางแผนระบบการศึกษาได้อย่างมีเอกภาพได้ทั้งระบบตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบมหาวิทยาลัย
ในขณะที่กระทรวงศึกษาไทยเป็นกระทรวงเดียวที่มีข้าราชการซี
11 (หรือที่เทียบเท่ากับปลัดกระทรวง) ถึง 5 คน
และแน่นอนว่าความมีเอกภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
