29 พฤษภาคม 2560

เปิดเทอมใหม่หัวใจว้าวุ่น

 หลังจากหยุดยาวมาเกือบ 3 เดือน เราก็เข้าสู่เทศกาลการเปิดภาคเรียนอีกครั้ง (โรงเรียนไทย) ซึ่งเราจะได้ยินจากข่าวในช่วงที่ผ่านแล้วว่าการเปิดเทอมส่งผลต่อปัญหาการจราจรมากน้อยเพียงใด จะว่าไปแล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยได้พูดถึงปัญหาการศึกษา และได้มีการนำเสนอรูปแบบการปฏิรูปการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง แต่ท้ายที่สุดเมื่อวันเปิดเทอมมาถึง "การศึกษาไทยก็ไม่ได้รับการปฏิรูปใดๆ ทุกอย่างก็ยังเป็นเหมือนเดิม และเป็นเหมือนเดิมมาหลายสิบปีแล้ว”



ความเหมือนเดิมของระบบการศึกษาไทยได้สร้างความว้าวุ่นใจให้กับพ่อแม่และผู้ปกครองมาอย่างยาวนาน เป็นเรื่องที่ทำลายและบั่นทอนคุณภาพการศึกษาแบบอ้อมๆ จนดูเหมือนกับจะไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ ผมขอยกตัวอย่างเรื่องว้าวุ่นใจที่ครอบครัวต้องประสบกับการเปิดเทอมของโรงเรียนมาสัก 3 ข้อครับ

    เครื่องแบบ - จริงๆ แล้วถ้าจะดูที่วัตถุประสงค์ของการมีเครื่องแบบนักเรียน เครื่องแบบมาจากภาษาอังกฤษว่า Uniform ซึ่งหมายถึง "ฟอร์มที่เป็นหนึ่งเดียวกัน"  ดังนั้นวัตถุประสงค์หลักของการใส่เครื่องแบบนักเรียนนอกจากการมีระเบียนเรียบร้อยแล้ว เครื่องแบบจะมีวัตถุประสงค์ให้เด็กทุกคนมีความเป็นหนึ่งเดียว สร้างความสามัคคีและลด (ความรู้สึกของ) ความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นเครื่องแบบที่ดีจึงควรเป็นแค่การตอบโจทย์ดังกล่าวโดยเป็นสิ่งที่ซื้อง่าย ราคาไม่แพง และไม่เป็นภาระในการดูแล ในขณะที่ประเทศไทย ธุรกิจเครื่องแบบนักเรียนเป็นหนึ่งในธุรกิจผูกขาดจากการมีผู้ขายเพียงไม่กี่ราย (ตามที่วิชาเศรษฐศาสตร์เรียกตลาดประเภทนี้ว่าเป็นตลาด Oligopoly) จึงทำให้เครื่องแบบนักเรียนมีราคาสูง นอกจากนั้นเครื่องแบบนักเรียนไทยยังยากต่อการดูแลรักษา เพราะเป็นสีขาว เปื้อนง่าย ต้องซักและรีด ซึ่งล้วนเป็นภาระกับครอบครัวที่มีรายได้น้อย ไม่นับว่าเด็กคนหนึ่งๆ ยังต้องมีเครื่องแบบอีกหลายๆ ชุด เช่น ชุดนักเรียน ชุดพละ และชุดลูกเสือหรือเนตรนารี ดังนั้นเครื่องแบบนักเรียนจึงก่อให้เกิดต้นทุนทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงินที่สูงมาก โดยส่วนตัวผมเห็นว่า กระทรวงควรยกเลิกเครื่องแบบนักเรียนและโดยกำหนดให้เครื่องแบบนักเรียนและเครื่องแบบพละควรอยู่ในชุดเดียวกัน (เช่นเสื้อยืดกางแกงวอม) จะได้ง่ายต่อการดูแล (เช่นลดขั้นตอนในการที่จะต้องรีดผ้า) ส่งเสริมการแข่งขันในธุรกิจประเภทนี้ หรือในบางโรงเรียนที่มีอิสระอาจจะทำเหมือนในต่างประเทศก็คือ “ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องแบบนักเรียนเลยก็ได้”

หนังสือ อุปกรณ์การเรียน และเครื่องเขียน - หนังสือ อุปกรณ์การเรียน และเครื่องเขียนเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่มีการผูกขาดเหมือนกับเครื่องแบบนักเรียน แต่จะผู้ขาดในลักษณะของร้านค้าปลีก เปิดเทอมแต่ละครั้ง ครอบครัวจะต้องสูญเสียเงินมหาศาลให้กับหนังสือและอุปกรณ์การเรียนเหล่านี้ นี่ยังไม่นับต้นทุนทางอ้อมที่เด็กจะต้องมาแบกหนังสือและเครื่องเขียนไปโรงเรียนทุกวัน ซึ่งวันหนึ่งก็แบกทีหลายกิโลกรัม ซึ่งการแบกหนังสือหรือเครื่องเขียนเหล่านั้นมากๆ ก็จะส่งผลลบทางอ้อมต่อ “กระดูกและการเจริญเติบโตของเด็ก” ด้วยเช่นกัน ในโลกปัจจุบันที่เข้าสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งสื่อการสอนต่างๆ สามารถส่งผ่านระบบอิเล็กโทรนิกซ์ได้ การเรียนการสอนก็ควรปรับมาเป็นแบบ PBL (Problem-Based Learning) หลายๆ ประเทศได้ลดภาระในเรื่องของเครื่องเขียนและหนังสือโดยพยายามเพิ่มสัดส่วนของการเรียนการสอนแบบ Paperless ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้นซึ่งจะเป็นการลดภาระการซื้อหนังสือหรืออุปกรณ์การเรียนเหล่านี้ การศึกษาไทยยังคงเป็นแบบเดิมๆ คือใช้หนังสือและสอนตามหนังสือ ทำการบ้านส่งครูผ่านสมุดการบ้าน ถ้าเป็นวิชาแนวโครงการก็ต้องพิมพ์รูปอัดรูปแล้วมาติดสมุดส่ง (แทนที่จะส่งรูปผ่านระบบออนไลน์)

รถรับส่ง การเดินทางรับส่งลูกไปโรงเรียนเป็นต้นทุนทางการเงินอันมโหฬารที่ครอบครัวหนึ่งต้องแบกรับจากการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันรถ (หรือค่าใช้จ่ายกับรถโรงเรียน) การเดินทางรับส่งยังส่งผลทางอ้อมให้เด็กจะต้องตื่นเช้า  ฝ่ารถติดอยู่หลายชั่วโมงเพื่อให้เคารพธงชาติให้ทันก่อน 8 โมง ยังไม่รวมขากลับที่ต้องฝ่ารถติดอีกหลายชั่วโมง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการบั่นทองพัฒนาการของเด็กทั้งสิ้น ในต่างประเทศเริ่มมีการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น เด็กและครูสามารถติดต่อกันได้โดยผ่านวีดีโอคอลล์หรือผ่านระบบ Social Media ซึ่งเด็กไม่จะเป็นต้องตื่นหรือฝ่ารถติด แต่สามารถที่จะนั่งเรียนหนังสือที่บ้านได้ ระบบการศึกษาที่ดีจะลดเวลาเรียน แต่ระบบการศึกษาไทยยังคงเพิ่มเวลาเรียน ยิ่งลูกท่านเรียนในชั้นสูงขึ้น เวลาเรียนก็จะเพิ่มขึ้น การบ้านและงานโครงการต่างๆ ที่รับผิดชอบก็จะสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้เด็กขาดโอกาสในการพักผ่อนหรือพัฒนาในด้านอื่นๆ

นี่เป็นเพียงปัญหาทางอ้อมที่การศึกษาสร้างความว้าวุ่นใจให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และเด็ก การปฏิรูปการศึกษายังคงเป็นเพียงการพูดคุยหรือเขียนไว้ในกระดาษเท่านั้น ผมจึงตั้งข้อสงสัยหลายครั้งว่า เพราะเหตุใดถึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะเหตุใดถึงทำไม่ได้ และใครที่จะสามารถะเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยได้บ้าง เรื่องนี้คนมีลูก (และดูแลลูกเอง) จะเข้าใจ ใครไม่มีก็ไม่เข้าใจ