เดือนก่อน ผมได้มีโอกาสเป็นกรรมการคัดเลือกนักเรียนทุนรัฐบาล
กพ. เพื่อไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทในต่างประเทศ โดยกระบวนการหนึ่งที่ทาง กพ.
ใช้คัดเลือกก็คือ "การประเมินความพร้อมทางด้านจิตวิทยา' เพื่อวัดทัศนคติและความพร้อมจองเด็กในด้านต่างๆ
โดยวัดออกมาเป็น 9 ด้านได้แก่ ความสามารถในการควบคุมตนเอง
การเห็นใจผู้อื่น ความรับผิดชอบ การมีแรงจูงใจ สัมพันธภาพ ความภูมิใจในตนเอง
ความพอใจในชีวิต และความสุขสงบทางใจ
บรรดา
9 ด้าน
ผมสังเกตเห็นว่า "เด็กที่เข้าสอบทุกคน (ซึ่งทุกคนเป็นเด็กเรียนหนังสือเก่ง)
ล้วนมีระดับคะแนนด้าน "ความภูมิใจในตัวเอง" (Self-Esteem) ต่ำกว่าคะแนนด้านอื่นๆ แทบทั้งสิ้น ซึ่งผลที่พบนี้สะท้อนให้เห็นว่า
เด็กที่เรียนหนังสือเก่งเหล่านี้ล้วนประสบปัญหาแบบเดียวกันก็คือ ต่อให้เรียนเก่งกว่าคนอื่นๆ
จบเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ
แต่ก็ยังไม่ภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น นี่ไม่ต้องไปดูเลยว่า
เด็กที่เรียนไม่เก่งจะมีความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำขนาดไหน
ทำไมเด็กไทยถึงมีความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ?? จริงๆ
คงวิเคราะห์ได้หลากหลายสาเหตุและหลายแง่มุม แต่ในมุมของผมมีหลักๆ ดังต่อไปนี้
1. เด็กที่ไม่ภูมิใจในตัวเองเกิดจากระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนที่ไปเน้นผลลัพธ์
(Outcome) มากกว่าการเรียนรู้ด้านกระบวนการ (Process) การดูที่ผลลัพธ์คือไปดูว่าเด็กจบมาได้เกรด
4 หรือไม่ ถ้าได้ 4 แล้วได้ร้อยเต็มหรือเปล่า
โรงเรียนเกือบทุกแห่งใช้ Outcome นี้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดในการประชาสัมพันธ์โรงเรียนเช่น
ติดป้ายประกาศเชิดชูเด็กที่เรียนดี การประกาศว่าเด็กเหล่านั้นสอบติดที่ไหนบ้าง
ได้รับรางวัลอะไรบ้าง
ในขณะที่โรงเรียนกลับละเลยเด็กที่เรียนไม่เก่งและทิ้งเขาไว้เป็นเพียงเด็กหลังห้อง
กระบวนการแบบนี้เป็นการทำร้ายทั้งเด็กเรียนเก่งและเด็กไม่เก่ง
เด็กเก่งที่คนเทิดทูนความเก่งมาแต่ก่อนจะเกิดอาการรับไม่ได้ถ้าวันหนึ่งเกิดผิดพลาด
เกรดตก และไม่ได้รับการเทิดทูนเหมือนแต่ก่อน ในขณะที่เด็กไม่เก่งเองก็ไม่ได้รับการสนใจก็ยิ่งไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองเข้าไปใหญ่เพราะเขาเติบโตมาโดยไม่เคยได้รับการยกย่องเลยเพราะสิ่งที่เขาเก่งมันไม่ได้อยู่ในผลลัพธ์
(Outcome) ที่ระบบการศึกษาหรือสังคมวางกรอบไว้
2. เด็กที่เติบโตด้วยสังคมออนไลน์มีโอกาสสูงกว่าที่จะเป็นเด็กที่ไม่มีความภาคภูมิในตนเอง
โลกออนไลน์เป็นเพียง "โลกเสมือนจริง"
ที่คนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่จำกัด โดยมีโอกาสสูงที่จะทำให้เกิด "การเปรียบเทียบ"
ได้ง่าย เช่น เพื่อนเก่งกว่า รวยกว่า เพื่อนไปเที่ยวเมืองนอก ทำไมเราไม่ได้ไป
เพื่อนคนนี่บ้านใหญ่ทำมัยเราบ้านเล็ก เพื่อนทำงานก้าวหน้าทำมัยเราไม่ก้าวหน้า
แต่จริงๆ แล้วเราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ถูก Post แสดงออกมาในโลกออนไลน์นั้นล้วนเป็นเรื่องดีๆ
ทั้งนั้น เรื่องไม่ดีคนเขาไม่เอามา Post กัน เช่น
วันนี้ลูกดื้อ วันนี้ทะเลอะกับสามีมา วันนี้กวดวิชามาแล้วเตรียดมาก วันนี้โทรม
ข้อนี้เชื่อมกับข้อแรกก็คือ พอไปเห็น Outcome ของคนอื่นที่ออกมาดีแล้วก็ไปเปรียบเทียบกับเขาพอมีไม่เท่าก็มาน้อยเนื้อต่ำใจ
แต่จริงๆ ถ้าดูที่กระบวนการเราอาจจะเห็นว่าจริงๆ
แล้วการได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้นของเขากลับต้องแลกด้วยอะไรบ้าง
3. เด็กที่ไม่มีความภูมิใจในตัวเอง
เกิดจากการเลี้ยงดูของ "พ่อแม่ที่ไม่มีความภูมิใจในตัวเองเช่นกัน"
พ่อแม่ที่ไม่มีความภูมิใจในตัวเองจะเลี้ยงดูลูกแบบไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำตามความฝันของเด็ก
(Passion) แต่จะพยายามให้เด็กได้ทำตามความฝันของพ่อแม่ พ่อแม่เหล่าจะมีปมด้อยว่าถ้าเราไม่มีอะไร
เราก็จะชดเชยให้ลูกเรามีสิ่งเหล่านั้น กลัวลูกจะขาดเหมือนตัวเอง และจะสนองความต้องการของตัวเองโดยการยัดเยียดให้ลูกต้องเรียนไปสะทุกอย่าง
เก่งไปทุกเรื่อง เช่น ดนตรี เลข ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน กีฬา เรียนกันให้ครบ
กลัวลูกจะโง่ กลัวลูกจะไม่เก่งเหมือนลูกคนอื่น พอลูกทำไม่ได้ก็มักใช้รูปแบบ
"การด่าทอมากกว่าการชื่นชม" สุดท้ายลูกก็ต้องอดทนทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบไปเพื่อตอบสนองความต้องการและความมั่นใจต่ำของคนเป็นพ่อและแม่
นอกจากนั้นพ่อแม่เหล่านั้นจะเข้าใจผิดว่า "ถ้าลูกพลาด เช่นสอบตก
แข่งกีฬาแล้วแพ้ หรือถูกเพื่อนล้อ ลูกจะขาดความมั่นใจ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด
การเลี้ยงลูกแบบไม่ให้ประสบความผิดหวังเลยต่างหากที่เป็นการทำลายความภูมิใจของลูก
ข้อนี้เชื่อมกับข้อสองอีกทีก็คือ พอพ่อแม่ (ที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองเป็นทุนเดิม)
ไปรับรู้ผ่านสื่อออนไลน์ว่าลูกบ้านโน้นเก่งอย่างโน้นอย่างนี้ก็เกิดความไม่มั่นใจในตัวเองตามมา
และไปกดดันลูกตัวเองว่าต้องเป็นแบบเขา
คนหลายคนมากที่ผมพบเป็นพวกมีความภูมิใจในตัวเองต่ำ
(แต่เขาเหล่านั้นมักไม่ทราบว่าตัวเองเป็นพวกความมั่นใจในตัวเองต่ำเพราะแต่ละคนจะแสดงความมั่นใจในตัวเองต่ำนั้นออกมาแตกต่างกัน)
บางคนเลือกจะ post selfie หน้าตัวเองใน Facebook บ่อยๆ
และรอดูว่าเมื่อไรจะมีคนมาชมว่าสวยว่าหล่อ
บางคนก็ชอบแสดงความเก่งในการทำงานของตัวเองใน Facebook บางคนก็เลือกบริโภคสินค้าที่มีราคา
(เช่นรถ กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า) เพราะต้องการให้คนอื่นยอมรับกลบเกลื่อนความมั่นใจในตัวเองต่ำของตัวเอง
และหลายคนมากจะแสดงออกมาว่าตัวเองเป็นคนมีความมั่นใจจากการพูดเสียงดังและเถียงเกือบทุกเรื่อง
(แต่จริงๆ แล้วเพราะเขาไม่มีความภูมิใจในตัวเองต่างหากเลยต้องแสดงออกมาอย่างนั้น)
บางคนชอบดูถูกคนอื่น (แต่จริงๆ เขากำลังดูถูกตัวเองอยู่)
และคนจำนวนมากจะโมโหกับเรื่องไปเป็นเรื่องเพราะคิดว่าคนนั้นคนนี้มาว่าหรือนินทาเรา
(แต่ถ้าคุณมีความภูมิใจในตัวเอง คุณจะไม่ถือสากับเสียงนกเสียงกาเหล่านั้นเลย)
แท้จริงแล้ว
1. คนที่มีความภาคภูมิใจในตนเองต้องเคยพลาดอะไรในชีวิตมาก่อนบ้าง
แต่เข้าใจ ทำใจ และไปต่อจนประสบผลสำเร็จ
ดังนั้นพ่อแม่ควรให้ลูกได้แพ้และผิดหวังบ้าง มันเป็นกระบวนการของการพัฒนา ความไม่สมบูรณ์แบบคือเสน่ของความเป็นธรรมชาติ
ของที่เกิดจากธรรมชาติย่อมอร่อยกว่าของที่เกิดจากการปรุงแต่ง
2. คนที่มีความภาคภูมิใจในตนเองไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง
แต่ควรทำสิ่งที่ชอบอย่างเดียวให้เก่ง (นอกเหนือจากการเรียนหนังสือตามปกติ) และเป็น
Somebody ในวงการนั้นๆ จนได้รับการยอมรับในสิ่งที่เขาทำ
และแน่นอนว่าพ่อแม่ควรเป็นบุคคลแรกที่ยอมรับสิ่งเหล่านั้น
การไม่มีความภูมิใจในตัวเองเป็นปัญหามากในระยะยาว
เพราะมันทำให้คนเก่งกลายเป็นคนไม่เก่ง ในขณะที่คนไม่เก่งก็ยิ่งคิดว่าเราไม่เก่ง
สุดท้ายก็ต้องไปขวนขวายหาซื้อของ ทำสวย ซื้อรถแพงๆ
เพื่อสร้างภาพลักษณ์กลบให้คนเห็นว่าฉันเก่ง ฉันสำเร็จ
ซึ่งสุดท้ายมันจะกลายเป็นวัฏจักรเวียนว่ายไปสู่การไม่มีความสุข
ในการสร้างความภูมิใจ
พ่อแม่ต้องดูที่กระบวนการมากกว่าผลลัพธ์
(ให้ความสำคัญกับความพยายามของลูกมากกว่าผลแพ้ชนะที่ออกมา) การที่ลูกต้องพบปะความผิดพลาดล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ
ความไม่สมบูรณ์แบบเป็นเรื่องธรรมชาติ อย่าเอาตัวเอง (และลูกตัวเอง)
ไปเปรียบกับคนอื่น ให้ลูกได้เลือกเดินในสายที่ตัวเองชอบและมี Passion ถึงแม้ว่าทางนั้นอาจจะดูงี่เง่าในมุมมองของเราก็ตาม
